
เลือกตั้งก่อนปฏิรูปไม่ช่วยฟื้นเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจไทยขณะนี้ถือว่าอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อวิกฤตการเมืองยิ่งวันยิ่งทวีความรุนแรง ไม่มีใครยอมใคร
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เศรษฐกิจไทยขณะนี้ถือว่าอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อวิกฤตการเมืองยิ่งวันยิ่งทวีความรุนแรง ไม่มีใครยอมใคร เพื่อให้เกิดการเดินหน้าปฏิรูปประเทศในทุกๆ ด้านอย่างแท้จริง
ฝ่ายรัฐบาลรักษาการกดปุ่มเดินหน้าวันที่ 2 ก.พ. 2557 เพื่อตั้งรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศอีกครั้ง
ขณะที่ฝ่ายต้านรัฐบาลจำนวนมาก ขัดขวางการเลือกตั้งทุกวิถีทาง เพื่อให้มีรัฐบาลคนกลางเข้ามาปฏิรูปประเทศ ก่อนมีการเลือกตั้งใหม่
เส้นขนานของความขัดแย้งดูเหมือนไม่มีวันมาบรรจบกันได้ และแน่นอนว่าปัญหาการเมืองจะลากให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงไป ที่หลายคนเป็นห่วงมากกว่านั้น คือ การเลือกตั้งจะเกิดได้หรือไม่ หากเกิดไม่ได้ เศรษฐกิจไทยปีหน้าหนีไม่พ้นที่จะสาหัสกว่าปีนี้
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า วิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้น จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้แค่ 2.7% ต่อปีเท่านั้น เพราะเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจดับสนิท การส่งออกคาดว่าจะติดลบ ส่วนการลงทุนและการบริโภคก็ขยายตัวไม่ถึง 1%
ยิ่งเศรษฐกิจปีหน้ายิ่งสาหัส เพราะหากไม่สามารถมีรัฐบาลใหม่ก่อนกลางปี 2557 และการส่งออกของไทยขยายตัวได้แค่ 3% จะทำให้เศรษฐกิจโตได้ 0.5% ต่อปีเท่านั้น หากโชคดีมาหน่อยการส่งออกขยายตัวได้ 7% เศรษฐกิจไทยจะกระเตื้องขึ้นเป็น 2.5% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม เมื่อนำการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทยมาเทียบกับการประเมินการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ล่าสุด เชื่อปี 2557 จะขยายตัวได้ 5% ซึ่งต่ำกว่าศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินไว้ในกรณีที่โชคดีการส่งออกขยายตัว 7% เศรษฐกิจปีหน้าจะขยายตัวได้ 2.5% ซึ่งหมายความว่า หากการเมืองยืดเยื้อตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้เศรษฐกิจไทยจะเข้ามุมอับทันที
ยิ่งหากไปดูการประเมินตัวเลขการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ที่ผ่านมา 2 ปี จะเห็นว่าสูงกว่าความเป็นจริง ทำให้การประเมินเศรษฐกิจคลาดเคลื่อนมาตลอด ในปี 2555 ประเมินว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ 15% แต่ทำได้จริงแค่ 4% พอมาปี 2556 ประเมินว่าจะขยายตัว 89% แต่สุดท้ายคาดว่าไม่ขยายตัวเลยหรือรุนแรงถึงขั้นติดลบ
ดังนั้น เมื่อกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าการส่งออกของไทยปีหน้าจะขยายตัวได้ 5% จึงไม่มีใครเชื่อว่าทำได้ รวมถึงประเมินว่าอาจทำได้ไม่ถึงครึ่งของที่ประเมินไว้ แม้ว่าฐานการส่งออกของ 2556 จะต่ำไม่ขยายตัวติดเลยหรือติดลบก็ตาม
ที่เป็นเช่นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ให้ความสำคัญเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ เน้นแต่โครงการประชานิยมเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผู้ประกอบการไทยแข่งกับคู่ค้าไม่ได้ ดังจะเห็นว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวมาตั้งแต่กลางปี 2556 แต่การส่งออกของไทยกลับไม่กระเตื้องขึ้นเลย แสดงให้เห็นว่าตลาดโลกที่ดีขึ้น ใช่ว่าการส่งออกของไทยจะเพิ่มเป็นเงาตามตัวเสมอไป
นอกจากนี้ นโยบายการขึ้นค่าแรง 300 บาท ยังบั่นทอนความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย เพราะยังคงติดอยู่กับการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานสูง ทำให้สินค้าไทยยิ่งแข่งขันกับคู่แข่งยากขึ้นไปอีก ทำให้การส่งออกของไทยในปีหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยปีหน้าต้องพึ่งการส่งออกของไทยเป็นกำลังสำคัญ เพราะการลงทุน การบริโภค และการใช้จ่ายภาครัฐ ยังพึ่งไม่ได้จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งหากการส่งออกไม่ได้ตามเป้า ท่ามกลางวิกฤตการเมืองยังมะรุมมะตุ้มตั้งรัฐบาลไปจนเลยกลางปีหน้า เศรษฐกิจไทยก็มีแต่พังกับพัง
ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังมีนักวิชาการอีกจำนวนไม่น้อย มองว่ามีการเลือกตั้งไม่ได้เป็นคำตอบที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะดีขึ้น และเชื่อว่ามีการเลือกตั้งหรือไม่มีการเลือกตั้ง เศรษฐกิจไทยปีหน้าอยู่ในภาวะพังไม่ต่างกันมาก ตราบใดยังไม่มีการปฏิรูปการเมืองหรือประเทศเสียก่อน
อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย กล่าวในนามของตัวแทน 7 องค์กรภาคเอกชน ว่า มีความจำเป็นต้องเดินหน้าสู่การปฏิรูปทันที โดยจะต้องจัดตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่ปฏิรูปในทันทีก่อนการเลือกตั้ง โดยความเห็นชอบของพรรคการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และมีการรับรองตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ทุกฝ่าย เช่น อาจออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) และที่สำคัญองค์กรนี้ต้องเป็นองค์กรที่ปลอดจากอิทธิพลทางการเมือง วาระการทำงานขององค์กรเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อทำการปฏิรูปโดยเฉพาะ
ธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า จะต้องเร่งออกกฎหมายจัดตั้งองค์กรปฏิรูป โดยรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งขึ้นมาบริหารประเทศ ก่อนที่การปฏิรูปจะสำเร็จก็จะต้องมีหน้าที่ดูแลการปฏิรูปให้แล้วเสร็จ และจัดให้มีการเลือกตั้งอีกครั้ง จะใช้เวลาไม่เกิน 1 ปี
เสียงของเอกชนที่หนุนการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งนั้น เพราะภาคเอกชนก็เริ่มทนไม่ไหวกับปัญหาการเมืองที่ขัดแย้งกันเป็นวงจรไม่จบสิ้น และลากให้ประเทศถดถอยลงไปเรื่อยๆ ทั้งที่เศรษฐกิจไทยนั้นขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนที่มีความเข้มแข็ง โดยมีภาครัฐเป็นเพียงผู้สนับสนุน แต่ผู้สนับสนุนซึ่งเป็นผู้ออกกฎระเบียบอ่อนแอและไม่ทำอะไรเลย เอกชนก็จะเกิดปัญหาในที่สุด
ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาให้จบในเวลาอันรวดเร็ว ก็ควรจะมีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เพราะหากพยายามมีการเลือกตั้งให้ได้ เมื่อได้ผลการเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหม่ ก็ยังจะมีผู้ชุมนุมประท้วงเป็นล้านคนออกมาต่อต้านการทำงานของรัฐบาลใหม่ที่คาดว่าจะเป็นรัฐบาลเดิม ส่งผลให้การเมืองของประเทศยังไร้เสถียรภาพลุ่มๆ ดอนๆ ต่อไป ทำให้นักลงต่างชาติขาดความเชื่อมั่นจนขนเงินหนีในที่สุด
สิ่งที่น่าเป็นห่วงนั้น ไม่ใช่ที่นักลงทุนเริ่มจะขนเงินร้อนเข้ามาเก็งกำไรในหุ้นและพันธบัตรเงินออกไป แต่เงินลงทุนโดยตรงจะหนีจากประเทศไทย จากที่คิดว่าจะมาลงทุนก็ไม่มา จากที่คิดว่าจะลงทุนเพิ่มก็ชะลอไว้ก่อน ทำให้เศรษฐกิจไทยขาดเลือดกลายเป็นวิกฤตในที่สุด
เศรษฐกิจปีหน้าจึงอยู่ในภาวะมืดมน เลือกตั้งใหม่เศรษฐกิจก็ไม่ดีขึ้น ไม่เลือกตั้งใหม่เศรษฐกิจก็แย่ เพราะอยู่ในภาวะสุญญากาศไม่มีคนบริหารดูแล
เมื่อเป็นเช่นนี้ การเลือกตั้งจึงไม่ใช่คำตอบของนักลงทุนและเศรษฐกิจไทย ตราบใดการเมืองของไทยยังอยู่ในวัฒนธรรมไม่รู้ผิดชอบชั่วดี มีการคอร์รัปชั่นหาผลประโยชน์เข้าตัวเองและพรรคพวก เศรษฐกิจไทยก็เหมือนเป็นมะเร็งร้ายที่ไม่ได้รับการรักษา ถึงแม้จะมีการเลือกตั้งหรือไม่มีการเลือกตั้งก็ตาม







