
DSI กรมสอบสวนคดีพิสดาร
กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 2547 เหตุผลที่จัดตั้งก็เพื่อให้ทำคดีที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง เช่น คดีที่เกี่ยวกับภาษี คดีที่เกี่ยวกับตลาดทุน ซึ่งตำรวจทั่วไปไม่มีความรู้ความสามารถที่จะดำเนินการได้ คดีฆาตกรรมซับซ้อน ตามเหตุผลที่ประกาศใช้ว่า “...และโดยที่คดีดังกล่าวจําเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นผู้ดําเนินการสืบสวนและสอบสวน รวมทั้งกําหนดอํานาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดอาญาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ...”
กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 2547 เหตุผลที่จัดตั้งก็เพื่อให้ทำคดีที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง เช่น คดีที่เกี่ยวกับภาษี คดีที่เกี่ยวกับตลาดทุน ซึ่งตำรวจทั่วไปไม่มีความรู้ความสามารถที่จะดำเนินการได้ คดีฆาตกรรมซับซ้อน ตามเหตุผลที่ประกาศใช้ว่า “...และโดยที่คดีดังกล่าวจําเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นผู้ดําเนินการสืบสวนและสอบสวน รวมทั้งกําหนดอํานาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดอาญาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ...”
การตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงมีเหตุผลเพื่อทำคดีที่ตำรวจธรรมดาทั่วไปทำได้ไม่ดี หรือไม่มีความรู้ความสามารถพอที่จะทำ อีกเหตุผลหนึ่งคือต้องการเปลี่ยนโครงสร้าง ไม่ให้เป็นเหมือนตำรวจที่ยังยึดติดกับการสอบสวนแบบตำรวจ โดยมาตรา 15 และ 16 จึงกำหนดให้เป็นข้าราชการพลเรือนที่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อให้สามารถทำงานตามสายงานได้
กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงเป็นพนักงานสอบสวนใส่สูท ซึ่งดูจะนุ่มนวลกว่าใส่ชุดตำรวจ โดยพยายามถอดแบบมาจาก FBI ของอเมริกา การทำงานจะประสานงานกับอัยการ เพื่อให้คดีมีความรอบคอบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลายเป็นว่า ถ้าต้องการติดต่อคดี ต้องไม่ลืมอัยการด้วยนะ
แต่เมื่อตั้งขึ้นจริง กลับนำตำรวจมาเป็นผู้นำองค์กร มีตำรวจเป็นจำนวนมาก โดยอ้างว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถทางด้านสอบสวน ผมไม่ทราบว่าจะมีตำรวจมากกว่าสาขาอาชีพอื่นเท่าไร แต่ตำแหน่งสำคัญๆ ล้วนอยู่ในมือของตำรวจ
DSI จึงไม่ต่างจากสำนักงานตำรวจสาขาที่มีอำนาจทั่วประเทศ เมื่อตำรวจเป็นผู้นำการสอบสวน เขาจะใช้วิธีการอื่นนอกเหนือจากที่ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญได้อย่างไร จะมีก็แต่วิธีการประหลาดๆ นอกตำราเท่านั้นที่ไม่กล้าทำ เช่น การสอบสวนโดยวิธีการทรมาน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็น่าจะพัฒนากองปราบปรามซึ่งมีอำนาจทั่วประเทศและมีหลายกองที่ทำคดีแตกต่างกันอยู่แล้ว ให้ทำหน้าที่คดีพิเศษก็ได้
เมื่อนักการเมืองซึ่งเป็นตำรวจ เห็นช่องทางที่จะใช้อำนาจตามกฎหมายไปจัดการกับฝ่ายตรงข้ามได้ จึงได้ใช้ DSI ภายใต้การนำของตำรวจ เป็นเครื่องมือในการดำเนินการ ทำให้ DSI เป็นเครื่องมือของนักการเมือง เหมือน ปปง.ที่ทักษิณใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเส้นทางการเงินของสื่อมวลชนที่ไม่เห็นด้วยกับเขา จนเกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง
เมื่อ DSI มีอำนาจเต็ม ถูกนักการเมืองชั่วๆ ควบคุมและให้สนับสนุนอำนาจ จึงเท่ากับ DSI มีอำนาจไร้ขอบเขต กลายเป็นสำนักงานตำรวจแห่งใหญ่ สำนักงานตำรวจเดิมกลายเป็นสาขาไปแล้ว
แม้ DSI ในยุคตำรวจเป็นใหญ่ จะทำให้ DSI เป็นสำนักงานตำรวจแห่งใหญ่ แต่ก็ยังเป็นกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่เมื่อถึงยุคอัยการเป็นใหญ่ อัยการจิ้งจกที่เปลี่ยนสีได้อย่างฉับพลัน กลับทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปลี่ยนชื่อเป็น กรมสอบสวนคดีพิสดาร ไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ธาริต ในฐานะอธิบดีออกมาข่มขู่ว่าการเป่านกหวีดผิดกฎหมายอาญา มาตรา 370 และ 397 ใครเป่านกหวีดใส่เจ้าหน้าที่ DSI จะถูกดำเนินคดี
ความผิดทั้งสองมาตราเป็นความผิดลหุโทษ ผมยกมาให้ท่านได้อ่านกันครับ
มาตรา 370 ผู้ใดส่งเสียง ทำให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึง โดยไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท
มาตรา 397 ผู้ใดในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกำนัล กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการรังแกหรือข่มเหงผู้อื่น หรือกระทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 370 ผู้ที่ตกใจหรือเดือดร้อนคือประชาชน ผมไม่ได้หมายความว่าธาริตไม่ใช่ประชาชน แม้อยากจะคิดอย่างนั้นก็ตาม คนที่เป่านกหวีดเขาต้องการแสดงออกว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนสี ไม่เห็นด้วยกับการขายตัวรับใช้คนชั่ว อย่าทำเป็นคนขวัญอ่อนขี้ตกใจ
ส่วนมาตรา 397 นั้น คนที่ยอมขายตัวไม่มีจุดยืน จะรู้จักความอับอายด้วยหรือสิ่งที่ตัวเองทำนั้น มันน่าอับอายกว่าหลายเท่า ส่วนความเดือดร้อนรำคาญก็คงไม่มี เพราะคนที่ยอมขายตัวเพื่อแลกกับเศษเงินของนักโทษ ย่อมทนได้กับการถูกก่นด่า ซึ่งหนักกว่าถูกเป่านกหวีด
ถ้าจะให้ดี ธาริตน่าจะให้ความรู้ด้วยว่า ยังมีความผิดลหุโทษที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง คือ มาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรานี้ อธิบายง่ายๆ หมั่นไส้ใครก็ตบหน้าหรือตบกบาลเสียทีหนึ่ง ไม่มีบาดแผล ไม่ฟกช้ำดำเขียว มีโทษเท่ากับมาตรา 397 เผื่อคนที่ถูกดำเนินคดีเป่านกหวีด จะยอมรับโทษตามมาตรา 391 อีกสักมาตรา ขึ้นศาลก็รับสารภาพ ศาลท่านไม่ให้ติดคุกหรอกครับ คงปรับสัก 500 บาท
ตบหน้าคนชั่ว เสียค่าตบ 500 บาท ผมว่าคงมีคนเข้าคิวยาวยอมเสียค่าปรับแน่ๆ
ล่าสุด เอาอีกแล้ว ธาริต ณ ดูไบ อายัดเงินของผู้บริจาคให้การชุมนุมที่เรียกว่า ท่อน้ำเลี้ยง ผมดูกฎหมายของ DSI แล้วน่าจะมีปัญหาว่าใช้อำนาจใดมาอายัดเงิน
มาตรา 24 (3) ให้ DSI เรียกหรือสอบถามสถาบันการเงิน ให้ “ส่งบัญชีเอกสารหรือหลักฐานใดๆ มาเพื่อตรวจสอบหรือเพื่อประกอบการพิจารณา” และใน (5) ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ส่งมาตาม (3)
ผมจึงไม่ทราบว่า DSI จะใช้อำนาจใดในการอายัดเงินของผู้อื่น กฎหมายให้อำนาจการยึดอายัดทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิด หรือทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด แต่นั่นต้องเป็นกรณีที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว อยู่ๆ จะไปยึดอายัดทรัพย์ของคนอื่นโดยไม่แจ้งว่าเขาทำความผิด ย่อมไม่ได้
ผมเองอยากจะเห็นหนังสือของ DSI ที่แจ้งอายัดไปยังธนาคารว่า อาศัยอำนาจตามกฎหมายใด ถ้าอ้างลอยๆ ธนาคารคงต้องปรึกษาฝ่ายกฎหมายว่าจะต้องปฏิบัติหรือไม่
ธาริต กล่าวหาว่า กำนันสุเทพเป็นกบฏ ผู้ให้เงินสนับสนุน ย่อมมีความผิดด้วย ซึ่งผมเข้าใจว่ามีความผิดในฐานเป็นผู้สนับสนุน แล้วธาริตแจ้งข้อกล่าวหาผู้สนับสนุนหรือยัง ถ้ายังแต่ไปอายัดเงินของเขา ธาริตเองนั่นแหละจะต้องตอบคำถามว่า ปฏิบัติหน้าที่ไปโดยชอบหรือไม่ หรือมีเจตนากลั่นแกล้ง เพราะกฎหมายไม่ได้มีให้ธาริตใช้เพียงคนเดียว คนอื่นเขาก็ใช้ได้ การใช้อำนาจตามอำเภอใจโดยไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตาอย่างนี้แหละครับ ที่คนเขาออกมาชุมนุมขับไล่
บ้านใหญ่หลังงามที่เขาใหญ่ เอาเงินจากไหนมาซื้อ เห็นทีธาริตจะต้องตอบคำถามอีกหลายคำถาม
แผ่นดินไทยแม้กว้างใหญ่ แต่จะไม่มีที่อยู่ให้กับทรราชผู้เลวทรามต่ำช้า







