
ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง : บทเรียนจากทฤษฏีเศรษฐศาสตร์
นับตั้งแต่ “มวลมหาประชาชน” ได้เริ่มการชุมนุมประท้วงการบริหารงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยวิธีสันติอหิงสามาอย่างต่อเนื่อง เราต้องยอมรับว่าการประท้วงครั้งนี้เป็นการประท้วงของประชาชนในทุกภาคส่วน ที่มีจำนวนและมีส่วนร่วมในรูปแบบต่างๆ มากที่สุดในประวัติศาสตร์การชุมนุมประท้วงในประเทศไทย
นับตั้งแต่ “มวลมหาประชาชน” ได้เริ่มการชุมนุมประท้วงการบริหารงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยวิธีสันติอหิงสามาอย่างต่อเนื่อง เราต้องยอมรับว่าการประท้วงครั้งนี้เป็นการประท้วงของประชาชนในทุกภาคส่วน ที่มีจำนวนและมีส่วนร่วมในรูปแบบต่างๆ มากที่สุดในประวัติศาสตร์การชุมนุมประท้วงในประเทศไทย
ถ้าจะสรุปสาระสำคัญของการชุมนุมประท้วง ก็กล่าวได้ว่าการชุมนุมประท้วงเกิดขึ้น เพราะประชาชนไม่สามารถยอมรับการบริหารงานของรัฐบาลที่มีหลักฐานของการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวางและอย่างเป็นระบบ จนทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศในหลายรูปแบบ และรัฐบาลยังมีความพยายามที่จะออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อล้างผิดพฤติกรรมในการทุจริตคอร์รัปชั่นอีกด้วย
ถ้าจะถามว่าการประท้วงของมวลมหาประชาชนได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศอย่างไรบ้าง และการประท้วงสามารถกำจัดพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชั่นได้หรือไม่?
คงกล่าวได้ว่า การชุมนุมประท้วงของมวลมหาประชาชนในครั้งนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศได้ระดับหนึ่ง คือ ระดับที่ทำให้อดีตนายกยิ่งลักษณ์ ตัดสินใจยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่รัฐบาลชุดเดิมยังคงรักษาการอยู่ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเมื่อได้จัดการให้มีการเลือกตั้งใหม่แล้ว เงินทุนอันมหาศาลที่พรรคเพื่อไทยได้สะสมเอาไว้ จะทำให้พรรคนี้ได้รับการเลือกตั้งให้เข้ามาเป็นรัฐบาลได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นการเปิดทางให้พรรคเพื่อไทยบริหารประเทศได้อีกครั้งหนึ่ง ตามแนวทางเดิมๆ ที่เราเห็นในอดีต
ถ้ารัฐบาลยอมที่จะไม่รักษาการ และยอมให้มีการปฏิรูประบบการปกครองประเทศที่มีเป้าหมายชัดเจนในการหาแนวทางกำจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นและแนวทางในการบริหารที่โปร่งใส แล้วค่อยจัดการให้มีการเลือกตั้ง ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการนำไปสู่การปฏิรูปประเทศครั้งประวัติศาสตร์ที่สังคมได้ตั้งความหวังไว้ แต่ไม่ว่าจะมีการยกระดับของการชุมนุมประท้วง อย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ลาออกจากการรักษาการเพื่อเปิดทางให้มีการปฏิรูปอย่างโปร่งใสได้
ผู้เขียนขอกล่าวถึงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทฤษฎีหนึ่ง ซึ่งเป็นทฤษฎีที่มีการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการวิชาเศรษฐศาสตร์ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับการชุมนุมประท้วงของมวลมหาประชาชนได้ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์นี้มีชื่อว่า ทฤษฎี Externality ถ้าจะอธิบายอย่างสั้นๆ สาระสำคัญของทฤษฎี Externality คือ ปรากฏการณ์ที่ก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่พึงปรารถนาในสังคม เมื่อกิจกรรมบางอย่างในสังคมทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตัวของผู้ทำกิจกรรมกับประโยชน์ส่วนรวมของสังคม ทำให้สังคมไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควรจากกิจกรรมดังกล่าว
ผมขอยกตัวอย่างของโรงงานผลิตสินค้าที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพื่อผลิตสินค้าชนิดหนึ่งให้กับตลาด แต่การผลิตสินค้าของโรงงานทำให้เกิดมลภาวะที่เป็นพิษ เช่น สิ่งเน่าเสียจากกระบวนการผลิต
ถ้าเจ้าของโรงงานมีความรับผิดชอบต่อสังคม เขาก็จะต้องหาวิธีที่เหมาะสมที่จะจัดการกับมลภาวะที่เป็นพิษจากกระบวนการผลิตนี้ แต่ถ้าเขามุ่งหวังแต่กำไร เขาก็จะใช้วิธีทิ้งมลภาวะที่เป็นพิษนี้ลงในแม่น้ำเพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งจะทำให้กำไรของเขาเพิ่มขึ้น และปล่อยให้สังคมต้องรับภาระจากมลภาวะทางน้ำที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมการผลิตที่เห็นแก่ตัวของเขา
ถ้าประชาชนที่ได้รับผลกระทบมาชุมนุมประท้วงอย่างสันติอหิงสาและปราศจากอาวุธหน้าโรงงาน เพื่อขอร้องให้ผู้ผลิตเลิกทิ้งมลภาวะที่เป็นพิษลงในแม่น้ำ แต่ผู้ผลิตก็ยังคำนึงถึงแต่กำไรของเขาเท่านั้น เขาก็จะไม่ฟังเสียงของประชาชนและยังมีพฤติกรรมการผลิตเหมือนเดิม
ในกรณีที่ประชาชนเปลี่ยนมาใช้ความรุนแรงในการชุมนุมประท้วง เช่น เผาโรงงานของผู้ผลิต ก็จะไม่มีใครชนะ ทุกฝ่ายจะแพ้หมด ฝ่ายประชาชนก็จะไม่มีสินค้าใช้ เพราะไม่มีโรงงานผลิตสินค้า ส่วนผู้ผลิตก็จะสูญเสียโรงงาน
ดังนั้น ในกรณีตัวอย่างนี้ สังคมจะได้ประโยชน์มากกว่า ถ้ามีการเลือกระบบผลิตสินค้าที่มีการคำนึงถึงการจัดการกับมลภาวะที่เป็นพิษอย่างเป็นระบบ โดยที่ผู้ผลิตสินค้าก็ยังมีกำไร ประชาชนก็มีสินค้าใช้ที่ผลิตจากโรงงาน และสังคมก็ไม่ต้องเผชิญกับปัญหาของมลภาวะทางน้ำด้วย
คำถามก็คือ เราจะมีการผลิตสินค้าในลักษณะดังกล่าวที่มีการควบคุมการจัดการกับมลภาวะที่เป็นพิษ อย่างเป็นระบบได้อย่างไร?
คำตอบก็คือ เราต้องอาศัยการแทรกแซงจากผู้ที่มีอำนาจในการบริหารประเทศ ซึ่งในตัวอย่างนี้ผู้ที่มีอำนาจก็คือรัฐบาลที่จะออก พ.ร.บ. และมาตรการต่างๆ ในการจัดการการควบคุมการปล่อยมลภาวะที่เป็นพิษจากกระบวนการผลิต ถ้าไม่มีการแทรกแซงจากรัฐบาล ผู้ผลิตที่คำนึงถึงแต่กำไรของเขาโดยไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ของสังคมส่วนรวม ก็จะยังปล่อยมลภาวะที่เป็นพิษลงในแม่น้ำ ทำให้เกิดปัญหาที่จะสะสมต่อไปในสังคม
ในทำนองเดียวกับการชุมนุมประท้วงเพื่อให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ ถ้าไม่มีการแทรกแซงจาก “ผู้ที่มีอำนาจ” ให้รัฐบาลลาออกจากการรักษาการ โอกาสที่รัฐบาลจะลาออกเองจากการรักษาการมีน้อยมาก เพราะรัฐบาลไม่มีแรงจูงใจให้ลาออกเลย แต่จะเฝ้ารอวันที่มีการเลือกตั้งเพื่อดำเนินพฤติกรรมแบบเดิมๆ ที่เราเคยเห็นในอดีต
ถ้าจะมีการแทรกแซงจาก “ผู้ที่มีอำนาจ” ก็ต้องชัดเจนว่าการแทรกแซงนี้ไม่ใช่การปฏิวัติรัฐประหารในรูปแบบที่เราเคยเห็น ซึ่งก็คือการยึดอำนาจ ตามมาด้วยการแต่งตั้งรัฐบาลรักษาการ และก็จัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งก็มีโอกาสสูงที่จะได้รัฐบาลชุดเดิมเข้ามาบริหารประเทศอีก
การแทรกแซงในครั้งนี้ต้องมีความชัดเจนและโปร่งใสตั้งแต่แรกว่า เป็นการแทรกแซงเพื่อให้รัฐบาลลาออกจากการรักษาการ ไม่ใช่เพื่อการยึดอำนาจ ตามมาด้วยการสร้างกลไกในการวางกรอบการปฏิรูปประเทศที่ “สังคมพึงปรารถนา” หลังจากนั้นจึงจัดให้มีการเลือกตั้ง
ส่วนขั้นตอนของการกำหนดกลไกที่จะใช้ในการวางกรอบการปฏิรูปประเทศเป็นโจทย์เร่งด่วนที่สังคมต้องช่วยกัน







