posttoday
22ธ.ค.ทดสอบปิดเมืองก่อน"ชัตดาวน์"กทม.

22ธ.ค.ทดสอบปิดเมืองก่อน"ชัตดาวน์"กทม.

22 ธันวาคม 2556

สาเหตุที่แกนนำ กปปส. กำหนดระยะเวลาปิดกรุงนาน6 ชั่วโมงเนื่องจาก"ฝ่ายวิชาการ"ต้องการทดสอบ"ทฤษฎีปิดเมือง"ว่าสามารถกระทำได้จริงหรือไม่

โดย...ทีมข่าวการเมือง

จำนวนมวลมหาประชาชนที่ออกมาร่วมการชุมนุมเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา แม้จะสร้างประวัติศาสตร์การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนครั้งใหม่สำเร็จ ทว่าแกนนำ กปปส. กลับประเมินว่า “ยังสามารถดึงมวลชนที่เห็นด้วยออกมาร่วมเคลื่อนไหวได้มากกว่านี้”

ที่ประชุมแกนนำ กปปส. จึงเห็นควรที่จะ “พิสูจน์สมมุติฐาน” ด้วยการจัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 22 ธ.ค.นี้

การเคลื่อนไหวในวันที่ 22 ธ.ค. เป้าหมายสำคัญประการแรก คือเพื่อกระตุ้นประชาชนที่เห็นด้วย หรือที่มีความคิดเห็นกลางๆ เกิดอารมณ์ร่วมกับการชุมนุม โดยคาดหวังว่าเมื่อมีการเขย่าครั้งต่อไปจะทำให้ขบวนขยายใหญ่ขึ้นได้

ประการต่อมา คือเป็นการประเมิน “จำนวนมวลชน” ครั้งสุดท้ายว่าที่สุดแล้ว กปปส. มีผู้สนับสนุนเท่าใด เพียงพอต่อการเคลื่อนไหวด้วยมาตรการที่เข้มข้นกว่านี้หรือไม่

ที่ประชุมแกนนำ กปปส. ประเมินแล้วว่า จำนวนคนที่จะออกมาร่วมในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ น่าจะเกือบ “เต็มความจุ” แล้ว หากยังดึงดันระดมคนเพิ่มอีกและใช้วิธีการเดินขบวนแบบเดิมๆ มีความเสี่ยงว่าขบวนจะ “แตก” ได้ ดังนั้นแนวทางที่จะรักษาขบวนได้ คือการยกระดับ “ไล่ล่า” ด้วยมาตรการที่เข้มข้น

ประการที่สาม คือการเคลื่อนไหวในวันที่ 22  ธ.ค.นี้ มีความเชื่อมโยงทางจิตวิทยากับการเคลื่อนไหวของ “กปปส.จังหวัด” กล่าวคือเมื่อส่วนกลางแสดงพลังแล้วส่วนภูมิภาคก็จะยิ่งมั่นใจและตื่นตัวในการเคลื่อนไหวมากขึ้น โดยจากนี้แกนนำ กปปส. จะเร่งจัดตั้ง กปปส.จังหวัดให้ครบถ้วน และมอบหมายภารกิจให้ “ตามไล่” นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในทุกๆ ที่

นอกจากนี้ ยังคาดหวังในเกิดภาพ “มวลชนไล่นายกฯ ทั่วทั้งประเทศ” ให้ปรากฏตามสื่อต่างประเทศ กดดันให้เกิดความเครียด ความกดดัน ความหวาดระแวง จนกระทั่งต้องยอมถอดใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการตามข้อเรียกร้อง ขณะที่ “เวทีส่วนกลาง” มีหน้าที่ประกาศยกย่องผู้ที่ก่อการ

สำหรับสาเหตุที่แกนนำ กปปส. กำหนดระยะเวลาปิดกรุงนาน “6 ชั่วโมง” เนื่องจาก “ฝ่ายวิชาการ” ต้องการทดสอบ “ทฤษฎีปิดเมือง” ว่าสามารถกระทำได้จริงหรือไม่ ผลกระทบเป็นอย่างไร แรงต้านจากฝ่ายที่เห็นต่าง-อารมณ์และการแสดงออกของผู้ได้รับผลกระทบเป็นอย่างไร รวมถึงสถานการณ์โดยรวมอยู่ภายใต้การควบคุมหรือไม่

หากการสาธิตระบบปิดเมืองครั้งสุดท้ายสำเร็จ เป็นไปได้ที่ กปปส. จะสั่ง “ชัตดาวน์กทม.” ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยมีการวางโมเดลไว้ว่า หากกระแสคนกรุงเอาด้วยก็จะมอบหมายภารกิจให้แต่ละคนจัดการถนนหน้าบ้านของตัวเอง บ้านใครบ้านมัน เปลี่ยนถนนหน้าบ้านให้กลายเป็นถนนคนเดิน เอาของออกมาขาย เอาทีวีออกมาดู เอาโต๊ะออกมาตั้ง ส่วน “เวทีส่วนกลาง” จะนำจอโปรเจ็คเตอร์ไปติดตั้งให้ตามจุดใหญ่ๆ ทั่วกรุง

ดังนั้นการเคลื่อนไหวในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ จึงเป็นการระดมคน “ครั้งสุดท้าย” เพื่อขอรับฉันทามติ-รับมอบอำนาจ จากชาวกรุง ก่อนตัดสินใจกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด

สำหรับรูปแบบการเคลื่อนไหวในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ จะตั้ง “เวทีหลัก” จำนวน 5 เวที ประกอบด้วย อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สยามสแควร์ ราชประสงค์ สวนลุมพินี และอโศก นอกจากนี้จะมีการติดตั้ง “จอโปรเจ็คเตอร์” ในเวทีย่อยอีกร่วม 10 แห่ง

22ธ.ค.ทดสอบปิดเมืองก่อน"ชัตดาวน์"กทม.

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. อธิบายว่า การกำหนดพื้นที่ตามเส้นทางถนนจะได้ความชัดเจนเรื่องจำนวนคน สามารถวัดปริมาณได้ตามสูตร เช่น หากในวันที่ 22 ธ.ค.มีประชาชนเต็มท้องถนน คำนวณแล้วจะไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน

“การจัดการชุมนุมครั้งนี้เป็นการปรับสถานที่เพื่อรองรับให้คนมาชุมนุมกับที่ ซึ่งแตกต่างกับในวันที่ 9 ธ.ค.ซึ่งจัดสถานที่สำหรับให้คนออกมาเดินขบวน” เอกนัฏ อธิบาย

ด้าน ขวัญสรวง อติโพธิ อาจารย์พิเศษคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมือง และเป็น “มันสมอง” ในการวางยุทธศาสตร์การ “ตั้งเวที” ชุมนุมใหญ่ในวันที่ 22 ธ.ค. ให้กับ กปปส. อธิบายว่า การตั้งเวทีต้องคำนึงถึงการจดจำ การรับรู้ ของประชาชน รวมถึงการส่งต่อของเหตุการณ์ ซึ่งหมายถึงประวัติการใช้เดิมในเหตุการณ์ต่างๆ

หากวิเคราะห์แล้ว พื้นที่ที่ง่ายต่อการจดจำ สะดวก คุ้นชิน และเป็นลำดับแรกๆ ที่ประชาชนจะตัดสินใจเข้ามาร่วมชุมนุมคือเส้นทาง “ตัวแอล” เริ่มตั้งแต่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ เลี้ยวมาทางสยามสแควร์ ไปจนถึงราชประสงค์ ซึ่งนับเป็นสายหลักและเป็น “พระเอก” ของงานนี้ เรียกว่าเป็น “สายเอ”

ส่วนสายที่มีความสำคัญรองลงมา หรือ “สายบี” เริ่มตั้งแต่หน้าสวนลุมพินี ไปจนถึงถนนสีลม เนื่องจากมีทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้าบีอาร์ที ซึ่งง่ายต่อการเดินทางเป็นอย่างมาก ถือเป็นจุดที่ 2 เพื่อรองรับหาก “สายเอ” หนาแน่นจนรับไม่ไหว

“เวลาคนตัดสินใจจะมาร่วมชุมนุม เขาไม่ได้คิดหรอกว่าพื้นที่ไหนขาดคนหรือพื้นที่ไหนต้องการกำลังคนมาเติมให้เต็ม เขาคิดเพียงจะไปชุมนุมที่ไหน จะเดินทางอย่างไรง่าย ดังนั้นทั้งสายเอและสายบีถือว่าเป็นพระเอกของการชุมนุม ส่วนเวทีราชดำเนินยังคงเป็นฐานที่มั่นคอยทำหน้าที่เติมกำลังในจุดต่างๆ ต่อไป” อาจารย์ขวัญสรวง อธิบาย

สำหรับเส้นทางอื่นๆ วางแนวถนนจัดเป็น “แถบ” เช่น แถบที่ 1 เส้นทาง สามย่าน-อนุสาวรีย์ แถบที่ 2 บางรัก-สีลม-ราชดำริ-ประตูน้ำ-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แถบที่ 3 พระราม 4-คลองเตย แถบที่ 4 เจริญผล-ทองหล่อ-พระราม 1 ซึ่งทั้งหมดนี้จะ “วัดผล” ความสำเร็จจากความ “คึกคัก” สองข้างทาง คาดว่าจะมีมวลชนไหลเข้าสู่พื้นที่ต่างๆ นอกจากผิวถนน ประเมินว่าเป็นไปได้ที่มีคนมากถึง 5 ล้านคน

“ยุทธศาสตร์คือต้องทำให้กรุงเทพกลายเป็นถนนคนเดิน ผู้ชุมนุมที่ออกมาชัดเจนว่ามีกำลังซื้อ ดังนั้นของสองข้างทางจะขายดีแน่ โดยวันนั้นตรงกับวันอาทิตย์จึงคึกคักแน่นอน ส่วนตัวเชื่อว่าการสัญจรจะไม่เป็นอัมพาตเพราะมีทั้งรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการ และทางเท้าคนก็เดินได้”ขวัญสรวง ระบุ

สำหรับการจัดชุมนุม จะมีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแตกต่างกับการชุมนุมครั้งก่อนๆ ที่เอาคนมาอัดกันเฉยๆ แต่ไม่รู้จะสั่งการอย่างไร โดยครั้งนี้จะมีการตั้งเวทีย่อย จอโปรเจ็คเตอร์เชื่อมสัญญาณกับเวทีหลัก และมีการถ่ายทอดสดทั้งแนวราบและมุมสูง เพื่อให้คนได้เห็นว่าแต่ละเวทีเคลื่อนไหวอย่างไรและผู้ชุมนุมมีจำนวนเท่าไร

“จะได้ไม่ต้องมาเถียงกันว่าคนเยอะคนน้อยเท่าไร เพราะเราจะคำนวณและถ่ายภาพมุมสูงให้เห็นนาทีต่อนาที”อาจารย์ขวัญสรวงกล่าว

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI