
องค์กรสื่อเตรียมออกแถลงท่าทีต่อสถานการณ์การเมือง
เวทีจัดรับฟังความเห็นสื่อมวลชนต่อสถานการณ์การเมือง-ปฏิรูปถกเข้มข้น ตั้งคำถามสื่อทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพแล้วหรือไม่
เวทีจัดรับฟังความเห็นสื่อมวลชนต่อสถานการณ์การเมือง-ปฏิรูปถกเข้มข้น ตั้งคำถามสื่อทำหน้าที่อย่างมีประสิทธฺภาพแล้วหรือไม่
เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชนได้แก่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทยได้ร่วมกันจัดรับฟังความคิดเห็นของระดับบรรณาธิการ หรือผู้ช่วยบรรณาธิการ จากหนังสือพิมพ์และวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ จากองค์กรสื่อซึ่งเป็นสมาชิกภายใต้หัวข้อเรื่อง“สถานการณ์การเมืองและการปฏิรูปประเทศไทย”ปรากฏว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปอย่างเข้มข้น
หลังนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยแจ้งว่า มีประเด็นในการหารือ 2 ประเด็น คือ 1.สถานการณ์วิกฤตของประเทศไทย และ 2. รับฟังความคิดเห็นจากบรรณาธิการสื่อต่างๆ ว่าองค์กรวิชาชีพควรจะมีจุดยืนหรือท่าทีต่อสถานการณ์ของประเทศอย่างไรแล้วได้ขอให้ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความเห็นซึ่งส่วนแรกๆจะเป็นตัวแทนจากสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ
นายสำราญ ฉัตรโท รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ระบุว่า หน้าที่คนเสนอข่าว ควรจะวางบทบาทความเป็นกลางที่จะนำพาประเทศพ้นวิกฤต ปรากฏการณ์ทางการเมืองขณะนี้เป็นการแสดงออกของประชาชนว่า ต้องการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมเพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องของการปฏิรูปประเทศซึ่งกำลังมีการถกเถียงกันอยู่ว่าควรจะปฏิรูปก่อนหรือหลังการเลือกตั้งเท่านั้นแต่ต้องออกแบบให้เป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมด้วย
นายคธาทร อัศวจิรัฐติกรณ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 กล่าวว่า สื่อมวลชนน่าจะมีบทบาทในการเปิดเวทีให้สองฝ่ายได้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนหรือเจรจากันเพื่อหาทางออกให้กับประเทศด้วย
หลังจากตัวแทนของสถานีโทรทัศน์หลายช่องได้แสดงความเห็นไปแล้ว โดยที่บางช่องก็ระบุว่า ข้อมูลสับสนมากโดยเฉพาะความเห็นทางกฎหมายซึ่งไม่รู้ว่าอันไหนถูกอันไหนผิด นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศราก็ได้แสดงความเห็นโดยระบุว่า วันที่กปปส.ได้เคลื่อนไหวใหญ่ในรอบแรก เป็นวันอาทิตย์ แต่ปรากฎว่า ไม่มีสถานีโทรทัศน์ช่องไหนยอมรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย บางช่องก็มีเกมโชว์ บางช่องก็เป็นบันเทิง ทำให้ถูกบีบต้องไปดูเคเบิลทีวีช่องการเมืองต่างๆซึ่งเป็นที่รู้กันว่า ส่วนใหญ่ก็มีทุนหรือกลุ่มการเมืองหนุนหลังอยู่ รูปธรรมประการที่สองคือ รัฐบาลนี้ใช้เงินงบประมาณเป็นแสนๆล้านไปทำนโยบายรับจำนำข้าวแล้วเกิดปัญหาหลายอย่าง สื่อที่นั่งกันอยู่ในห้องนี้กี่คนที่จะตอบคำถามได้ว่า ใครคือ พ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อข้าวของรัฐบาลไป แล้วมีความเสียหายเท่าไหร่ ใครได้ประโยชน์ ?
“คำถามคือ ประเทศนี้เกิดอะไรขึ้นและเราได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพแล้วหรือไม่ เราต้องยอมรับว่า สื่อมันแย่”นายประสงค์ระบุ
จากนั้นตัวแทนของสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ก็กล่าวว่า ไม่ใช่แต่สื่อโทรทัศน์ และต้องกล่าวว่าสื่อทั้งหมดไม่ได้ทำให้คนเข้าใจประชาธิปไตยที่เพียงพอและไม่เข้าใจความรับผิดชอบทางการเมือง สื่อเองก็ต้องถูกปฏิรูปด้วย สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 เองถึงจะแปรรูปไปแล้วแต่รัฐบาลก็ยังถือหุ้นข้างมากอยู่ เชื่อว่าถ้ามีการกระจายหุ้นออกไปสู่เอกชนมากขึ้น ความเป็นอิสระที่รัฐบอกว่า ให้กับพนักงานั้นก็จะเป็นจริงมากกว่านี้เพราะที่เป็นอยู่บอกว่า ให้เสรีภาพในการทำงานแต่อย่าทำให้เกิดความขัดแย้งซึ่งตีความยากมาก น่าสนใจว่า เมื่อมีการเปิดทีวีดิจิตอลมากขึ้นแล้ว การครอบงำสื่อจะเปลี่ยนไปจากนี้หรือไม่
นายสุนทร ทาซ้าย บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในขณะนี้มีผลกระทบกับสื่อต่างจากสมัยก่อน ซึ่งหนังสือพิมพ์จะตกเป็นเป้า แต่ในยุคปัจจุบันสื่อที่มีอิทธิพลคือโซเชียลมีเดีย แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรสื่อมวลชนก็ต้องยืนหยัดในการปฏิบัติหน้าโดยการรักษาความจริงและต้องกล้าพูดความจริง โดยยึดอคติ4 ที่มีอยู่ในพุทธศาสนา แต่ถ้าง่ายกว่านั้นก็ยึดหลักสากลที่ฝรั่งบอกว่า "No fear and Favor" คือต้องไม่กลัวและไม่ใช่ทำตัวเป็นสื่อขี้ข้า อย่างที่เขาว่า
นายพงษศักดิ์ พยัฆวิเชียร อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าประชาชนไม่ได้คาดหวังกับสื่อมาพักใหญ่แล้วและมองว่าสื่อมวลชนสร้างความฉิบหาย มีหลายอย่างที่สื่อมวลชนไม่ได้ทำหน้าที่ อย่างเช่นกรณีตรวจสอบนโยบายรับจำนำข้าว การที่สื่อมวลชนไม่ได้ทำหน้าที่ ทำให้กลายเป็นตัวคูณที่สร้างปัญหาในสังคมมากขึ้น ที่พูดกันหลายอย่างก่อนหน้านี้ เป็นแต่เพียงพูดกันเรื่องการทำหน้าที่รายงานข่าวของสื่อ แต่แท้จริงแล้วสื่อมวลชนมีหน้าที่หลายประการ นอกเหนือจากการรายงานข่าว อาทิ การให้ความเห็น การให้ความรู้ การให้ความบันเทิง ฯลฯ ด้วย
ปัญหาจะไม่มีมากถ้าสื่อมวลชนได้ตระหนักและปฏิบัติตนตามอาชีวปฏิญาณแห่งวิชาชีพ สื่อมวลชนต้องถามตัวเองว่ามีความเข้าใจ มีความแยบคาย มีความรู้ มีโยนิโสมนสิการ ต่อประเด็นที่เกิดขึ้นสังคมในขณะนี้หรือไม่
“อย่างเช่นหนังสือภาษาอังกฤษใช้คำว่า Mob หรือ Protesters หรือแท้จริงคือ Thailand Uprising คำเหล่านี้ล้วนแต่มีความหมายต่างกันมาก แต่เราได้เข้าใจในเรื่องนี้จริงๆหรือไม่"พงษ์นายพงษ์ศักดิ์กล่าว
นายภัทระ คำพิทักษ์ กรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และ บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ กล่าวว่า องค์กรสื่อทั้งหมดรับฟังความคิดเห็นวันนี้เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจว่าควรจะมีท่าทีอย่างไรต่อเหตุการณืบ้านเมืองในนามองค์กรวิชาชพหรือไม่ ถ้าเป็นแค่การปรับทุกข์กัน ปรับทุกข์เสร็จก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่ถ้าเห็นว่า คนบางส่วนในสังคมต้องการที่จะรับฟังทัศนะขององค์กรสื่อ เพราะเชื่อว่าสื่อมวลชนได้รับรู้ข้อมูลมากเป็นพิเศษ และจะช่วยทำให้เห็นหรือตัดสินใจต่อประเด็นต่างๆได้ง่ายขึ้น องค์กรสื่อก็อาจจะไปตกลงกันว่าจะออกแถลงการณ์อย่างไรต่อไป หรือถ้าเห็นว่าไม่ควรจะออกท่าทีอย่างไรก็แล้วแต่
ในส่วนสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กรรมการหลายคนได้พบปะกันเมื่อค่ำวันที่ 17 ธ.ค.แล้วเห็นว่า ควรจะมีการปฏิรูปโดยเร็วที่สุด แต่ทั้งนี้ไม่ได้ปฏิเสธการเลือกตั้ง แต่เห็นว่าการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ปัญหาสิ้นสุดลงหรือช่วยแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่ได้ ทั้งนี้มีช่องทางทางกฎหมายที่จะเลื่อนการเลือกตั้งได้ ถ้าทุกฝ่ายมีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน
นางผุสดี คีตวรนาถ รองประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติคนที่1 กล่าวว่า ถ้าสื่อไม่มีความชัดเจนก็คงจะไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ และหากสื่อไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเรื่องใดถูกเรื่องใดผิด แล้วจะสามารถทำให้ประชาชนแยกแยะได้อย่างไร การสะท้อนข้อมูลข่าวสารโดยทำหน้าที่แต่เพียงกระจกไม่ได้เป็นการทำหน้าที่ที่ครบถ้วนของสื่อมวลชน องค์กรสื่อต้องกล้าแสดงความเห็น เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นการต่อสู้กันระหว่างลัทธิทางการเมือง แต่เป็นปัญหาและจุดยืนในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น
หลังจากการหารือแล้วองค์กรสื่อมวลชนที่เข้าร่วมหารือกันจะมีคำแถลงจุดยืนสื่อมวลชนออกมาภายใน1-2วันนี้
ภาพจากสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org







