
เต้นขู่นำมวลชนประท้วงหากล้มเลือกตั้ง
"เต้น"ลั่น"สุเทพ"ล้มระบบเลือกตั้งนำมวลชนประท้วงแน่ อัดโมเดลสภาประชาชนซ้ำรอย สนช.วอน 7 องค์กรธุรกิจหนุนคืนสิทธิคนทั้งประเทศ
"เต้น"ลั่น"สุเทพ"ล้มระบบเลือกตั้งนำมวลชนประท้วงแน่ อัดโมเดลสภาประชาชนซ้ำรอย สนช.วอน 7 องค์กรธุรกิจหนุนคืนสิทธิคนทั้งประเทศ
เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. เวลา 13.00 น.ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติติ์ มีการหารือระหว่างภาคธุรกิจ 7 องค์กร และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านแห่งชาติ (นปช.) ถึงทางออกจากสถานการณ์การเมืองในเวลานี้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รักษาการ รมช.พาณิชย์ และ แกนนำ นปช.กล่าวยืนยันว่า การปฏิรูปประเทศสามารถดำเนินการควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง แต่หากเลื่อนการเลือกตั้งเวลานี้ จะเกิดปัญหา 3 ข้อ คือ 1.หากต้องยกเลิกพระราชกฤาฎีกาฉบับนี้ ใครจะเป็นคนยกเลิกแล้วจะยกเลิกอย่างไร 2.หากยกเลิกพระราชกฤษฎีกาได้ มาตรา 108 ตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า หลังยุบสภาต้องจัดการเลือกตั้งไม่เกิน 60 วัน ดังนั้นชัดเจนว่าการเลือกตั้งไม่สามารถไปได้ไกลกว่า 60 วันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดได้ และที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดเหตุการณ์นี้มาก่อน
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า 3.หากจะอ้างว่าปี 2549 เคยมีการยุบสภาแต่ไม่มีการเลือกตั้งนั้น เท่ากับว่าต้องให้เกิดการรัฐประหารเหมือนปี 2549 ถึงจะทำแบบนั้นได้ เราจะเลือกทางนั้นหรือไม่ ดังนั้นถามว่าหากจะยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 108 กปปส.จะเอาอำนาจใดมาใช้
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ขณะนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.อ้างว่า หากยังมีรัฐบาลเพื่อไทยรักษาการนั้นจะนำไปสู่การโกงการเลือกตั้ง ซื้อสิทธิขายเสียง แต่อยากเรียนว่าตั้งแต่มีพรรคไทยรักไทยเป็นต้นมา มีการลงสนามเลือกตั้ง 4 ครั้ง พรรคไทยรักไทยเคยรักษาการเพียงครั้งเดียวคือ ปี 2548 หลังอยู่ครบ 4 ปีจากการชนะเลือกตั้งปี 2544 แต่นอกเหนือจากนั้นอีก 3 ครั้งเป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยชวน หลีกภัย และอภิสิทธิ์ เวชชา และรัฐบาลสุรยุทธิ์ จุลานนท์รักษาการทั้งหมด แต่ในที่สุดพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทยก็สามารถชนะการเลือกตั้งได้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่คำอธิบายที่เหมาะสมในการมากล่าวหาว่า ใครถืออำนาจรัฐรักษาการแล้วคนนั้นจะชนะการเลือกตั้ง
แกนนำ นปช.กล่าวต่อว่า นายสุเทพพยายามตั้งสภาประชาชน 400 คนมาจากตัวแทนสาขาอาชีพ 300 คน อีก 100 คนตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ และให้นายกรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งนั้น แต่ทั้งหมดไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง คนทั้งประเทศไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจ และโมเดลนี้ไม่ต่างอะไรกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ตั้งขึ้นจากตัวแทนสาขาวิชาชีพหลังการรัฐประหาร รวมถึงการเสนอนายกฯ คนกลาง พล.อ.สุรยุทธิ์ จุลานนท์ ก็เหมือนกับโมเดล กปปส.เช่นเดียวกัน
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นอกจากนั้นผู้ที่รับตำแหน่งใน สนช.ทั้งหลาย รวมถึงอีกหลายตำแหน่ง เช่น นายประสงค์ สุ่นสิริ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ก็ล้วนเป็นผู้ที่เคยขึ้นเวทีโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นโมเดลสภาประชาชนที่นายสุเทพพูดถึงหนีไม่พ้นคนที่ขึ้นเวที กปปส.จะต้องเข้าไปเป็นสมาชิกในสภาประชาชนที่ว่าแน่นอน
“การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งไม่ต่างจากการทำรัฐประหาร เพราะเป็นการดึงเอาอำนาจรัฐไปอยู่ที่คนกลุ่มเดียวในการบริหารประเทศ ไม่ใช่มีแค่ฝ่ายคุณสุเทพ แต่ผมเองก็มีประชาชนที่เห็นด้วยกับผมจำนวนไม่น้อย เราก็เจ็บปวดเหมือนกันที่สถานการณ์เป็นแบบนี้ รัฐบาลเราก็เลือกมา เราถูกขัง 9 เดือนกว่าจะนำไปสู่การยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน ดังนั้นบอกเลยว่าถ้าคุณยึดอำนาจอีก ผมก็มาสู้อีก เอาผมไปฆ่าไปแกงที่ไหนผมก็รับรัฐประหารไม่ได้ ถ้าคุณสุเทพจะล้มเลือกตั้งผมมาแน่ แต่ผมจะเอาทุกมวลชนที่ผมมีมาทวงประชาธิปไตยคืน
...ถ้าถึงวันนั้นขอทุกท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้ (ตัวแทน 7 องค์กรภาคธุรกิจ) อย่ารังเกียจผมที่ผมและมวลชนจะมาเดินใน กทม.บ้าง เพราะผมต้องการหนึ่งสิทธิ หนึ่งเสียง เท่ากับท่าน ขณะนี้มีนักวิชาการฝ่าย กปปส.คิดไปถึงขั้นว่า 3 แสนเสียงของคนกทม.มีค่ากว่า 15 ล้านเสียงของคนต่างจังหวัด ถามว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ที่เป็นชาวไร่ ชาวนา ท่านจะเอาเขาไปไว้ที่ไหน วันนี้ผมมาขอฝากเอาเกียรติยศ เอาชีวิตคนจน ไว้ที่นักธุรกิจทั้งหลาย วันนี้ไม่ได้หวังพึ่งให้ท่านช่วยรัฐบาล ท่านไม่เลือกเพื่อไทยก็ได้ ท่านไม่เลือกใครเลยก็ได้ แต่ท่านไปล้มโอกาสไม่ให้คนทั้งประเทศเลือกตั้งไม่ได้”นายณัฐวุฒิกล่าว







