posttoday
การเมืองทำแบงก์รัฐแย่ซ้ำซาก

การเมืองทำแบงก์รัฐแย่ซ้ำซาก

17 ธันวาคม 2556

การตัดสินใจยุบสภาของรัฐบาลและการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันเรื่องการปฏิรูปการเมืองไทย

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

การตัดสินใจยุบสภาของรัฐบาลและการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันเรื่องการปฏิรูปการเมืองไทย ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 ก.พ. 2557 หรือจะจบลงที่การตั้งสภาประชาชนตามข้อเสนอของ กปปส.ได้หรือไม่

แต่ผลจากการเมืองที่ไม่มีความชัดเจน ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายของหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจต่างๆ เกิดสภาวะ “เกียร์ว่าง” แถมยังลามไปถึง “สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ” ของกระทรวงการคลังด้วย

หลังยุบสภาทำให้ผู้กำกับทั้ง กิตติรัตน์ ณ ระนอง รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรักษาการ รมว.คลัง ที่กำกับธนาคารออมสินและธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) และ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รักษาการ รมช.คลัง ที่กำกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) รวมถึงตัวแทนนักการเมืองที่ถูกส่งตัวเข้าไปนั่งเป็นกรรมการของแบงก์รัฐแทบทุกแห่ง ต่างก็ใส่เกียร์ว่างรอดูทิศทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ยังนับรวมถึงข้าราชการที่ต่างก็รอดูว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อนโยบายการกำกับทิศทางการทำงานของแบงก์รัฐในอนาคต ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ คือ ธ.ก.ส.

หากผลเลือกตั้งใหม่ “พรรคเพื่อไทย” ยังเข้าวินชนะได้จัดตั้งรัฐบาล โครงการรับจำนำข้าวก็ยังจะเดินหน้าเต็มสูบต่อไป แต่ถ้าเลือกตั้งใหม่ “พรรคประชาธิปัตย์” ได้จัดตั้งรัฐบาล เชื่อแน่ 100% ว่าโครงการรับจำนำข้าวจะถูกโละทิ้งแน่นอน และการประกันรายได้จะถูกนำกลับมาใช้ในการดูแลราคาพืชผลทางการเกษตรแทน หรือกรณีที่มีการจัดตั้งสภาประชาชนตามแนวทาง “กปปส. ” ได้สำเร็จ ก็ต้องมาทบทวนว่าจะดูแลราคาพืชผลทางการเกษตรอย่างไรต่อไป บนนโยบายที่ให้เลิกเสพติดประชานิยมเด็ดขาด

สิ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่ชัดเจนทางการเมืองได้กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและได้ส่งผลต่อแบงก์รัฐ ทั้งเรื่องของหน่วยกำกับที่ขาดประสิทธิภาพ การปล่อยสินเชื่อชะลอตัวลง และการแก้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่อาจจะไม่เป็นไปตามแผนที่ตั้งไว้

เห็นได้จากแนวโน้มการดำเนินงานของสองแบงก์รัฐที่เข้าสู่กระบวนการของแผนฟื้นฟู คือ เอสเอ็มอีแบงก์ ที่คาดว่าจะแก้หนี้เสีย และปล่อยสินเชื่อไม่ได้ตามเป้าหมายในแผนฟื้นฟู โดยล่าสุดยอดเอ็นพีแอลอยู่ที่ระดับ 3 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้แก้หนี้เสียเหลือ 2.88 หมื่นล้านบาทภายในสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาเจอปัญหาลูกหนี้ตกชั้นเฉลี่ยเดือนละ 200 ล้านบาท ด้านยอดสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นปีนี้คาดว่าทำได้เพียง 9.4 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายที่ 1.05 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากขาดสภาพคล่องและต้องควบคุมคุณภาพสินเชื่อ ต้องปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง จึงต้องดูว่าผลจากรัฐบาลรักษาการจะทำให้แผนเพิ่มทุน 2,000 ล้านบาท ในไตรมาสแรกของปี 2557 จะต้องเลื่อนออกไปหรือไม่ด้วย

ด้านไอแบงก์ แม้จะเปลี่ยนตัวกรรมการผู้จัดการแล้ว แต่ต้องดูว่าปัญหาหนี้เสียกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 44% ของยอดสินเชื่อคงค้างเมื่อกลางปีที่ผ่านมา จะหวนกลับมาเล่นงานไอแบงก์นี้หรือไม่ แม้ว่าที่ผ่านมาไอแบงก์แจ้งว่ามีการอนุมัติแก้หนี้เสียไปได้แล้ว 3 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดหนี้เสียเหลือ 1.3 หมื่นล้านบาทในปลายปีนี้ แต่ก็ต้องมาดูต่อว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจะกระทบต่อลูกหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้แล้วจะกลับมาเป็นหนี้เสียอีกมากน้อยแค่ไหน อีกทั้งกระทรวงการคลังยังไม่ไว้วางใจกับการแก้หนี้กว่า 3 หมื่นล้านบาทในครั้งนี้ภายในเวลาไม่กี่เดือนว่าจะเป็นการแต่งตัวเลขทางบัญชีหรือไม่

ขณะที่ยอดปล่อยสินเชื่อแม้จะเร่งปล่อยกู้ แต่ก็มีลูกค้าที่ขอรีไฟแนนซ์ออกไปก็มาก ทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างสิ้นปีนี้ลดลง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 1 แสนล้านบาท จากปีก่อนที่อยู่ที่ระดับ 1.11.2 แสนล้านบาท นอกจากนี้ไอแบงก์ยังรอเงินเพิ่มทุนจากคลังอีก 6,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ต้องจับตาต่อว่ากระทรวงการคลังจะยอมควักจ่ายเงินเพิ่มทุน 8,000 ล้านบาทให้แบงก์รัฐทั้งสองแห่งนี้หรือไม่ในต้นปีหน้า เพราะถ้าข้าราชการใส่เกียร์ว่างรอดูโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามากำกับการทำงานจริง จะกระทบต่อแผนเพิ่มทุนของแบงก์รัฐสองแห่งนี้ไปด้วย

ด้าน “ธ.ก.ส.” ก็อาการหนักหน่วงไม่แพ้แบงก์อื่น เพราะกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ที่รัฐบาลนี้เริ่มโครงการรับจำนำข้าว 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ทำให้ดันยอดเงินในโครงการรับจำนำเพิ่มเป็น 6.87 แสนล้านบาท ถือว่ามาก เมื่อเทียบกับยอดปล่อยสินเชื่อปกติของ ธ.ก.ส.ทั้งพอร์ต ซึ่งอยู่ที่ระดับกว่า 9 แสนล้านบาท

แม้เงินจำนำข้าว 7 แสนล้านบาท ในภาพรวมจะไม่ใช้เงินจาก ธ.ก.ส.ทั้งหมด เพราะมีการกู้เงินจากตลาดแต่มาลงบัญชี ธ.ก.ส.แยกไว้กว่า 4 แสนล้านบาท แต่ปัญหาที่รออยู่เบื้องหน้าขณะนี้คือ เงินใช้จำนำข้าวฤดูกาลนี้ที่ต้องใช้เงินกว่า 2.7 แสนล้านบาท จากเป้าหมายรับจำนำข้าว 16.5 ล้านตันนั้น จะเอาเงินมาจากไหน ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.จ่ายเงินไปแล้ว 2 หมื่นล้านบาท จากที่รับจำนำมาแล้วกว่า 9 หมื่นล้านบาท ภาระเบื้องหน้าของ ธ.ก.ส. คือหนังหน้าไฟที่อาจต้องถูกแปะโป้งยืมสภาพคล่องที่มีกว่า 1.8 แสนล้านบาท เอามาจ่ายเงินให้ชาวนาไปก่อน

ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ถือว่าหมดท่าในการขายข้าวมาใช้หนี้ แต่กลับพยายามบีบให้ ธ.ก.ส.เอาสภาพคล่องปกติมารับจำนำข้าวอีก โดยที่ กิตติรัตน์ และ ทนุศักดิ์ ไม่เคยออกมาแสดงความเห็นต่อการกระทำของกระทรวงพาณิชย์ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่

หาก ธ.ก.ส.ต้องยอมควักเงินมาจ่ายรับจำนำ อาจกระเทือนเงินเพิ่มทุน แม้ที่ผ่านมา ครม.จะอนุมัติให้ขยายทุนเรือนหุ้นจาก 5 หมื่นล้านบาท เป็น 6 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อในช่วง 5 ปี ของ ธ.ก.ส. คือตั้งแต่ปี 25552559 แต่ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้จัดหาเงินทุนเพื่อซื้อหุ้น (ชำระค่าหุ้น) เพื่อเพิ่มทุน ธ.ก.ส. เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 2,592 ล้านบาท ยังเหลือเงินที่ต้องใส่เพิ่มทุนให้อีกเกือบ 8,000 ล้านบาท และหากกระทรวงการคลังไฟเขียวให้ ธ.ก.ส.ช่วยจำนำข้าว ก็หมายถึงกระทรวงการคลังต้องเตรียมเงินไว้ใส่เพิ่มทุนให้ ธ.ก.ส.เป็นการเร่งด่วนเพิ่มอีกแบงก์หนึ่งด้วย

ด้าน ธอส. ปีนี้ฟอร์มตก แม้จะปล่อยสินเชื่อใหม่ได้กว่า 9.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อดูยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ระดับ 7.23 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 1.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 2.45 % สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 7.59 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 3.14 % เงินฝากรวม 5.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.87 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 3.29 % หนี้เสียอยู่ที่4.8 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 6.71% ของยอดสินเชื่อรวม ทั้งนี้เกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอลง และ โครงการรถคันแรก ทำให้คนมีภาระผ่อนรถจนกู้เงินบ้านอีกไม่ได้ เช่นเดียวกับ เอ็กซิมแบงก์ ปีนี้เจอเศรษฐกิจชะลอตัวลง การส่งออกแทบไม่ขยายตัว ทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างปีนี้คาดว่าอยู่ที่ระดับกว่า 6 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 5 %

ดังนั้น ในห้วงเวลานี้จึงเหลือเพียงหนึ่งเดียวที่ยังเข้มแข็งและเป็นที่จับตามองของฝ่ายการเมืองในการสูบสภาพคล่องเพื่อเอามาทำโครงการตามนโยบายของรัฐบาล นั่นคือ “ธนาคารออมสิน” ที่มีผลดำเนินงานแน่นปึ้ก เพราะมีสินเชื่อคงค้างกว่า 1.6 ล้านล้านบาท เงินฝากมากถึง 1.7 ล้านล้านบาท ล่าสุดกำไรแล้วกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมา ออมสิน เป็นผู้ปล่อยกู้รายใหญ่ในการเข้าซื้อบอนด์ที่ ธ.ก.ส. ออกมาระดมทุนเพื่อนำไปรับจำนำข้าว และ ออมสิน ยังแสดงความพร้อมในการปล่อยกู้ให้กับโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท

จะเห็นว่าผลจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวตลอดปี 2556 ที่ผ่านมา ได้กระทบต่อผลดำเนินงานของแบงก์รัฐในระดับหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจากนี้หลังจากที่รัฐบาลยุบสภาและเตรียมตัวเลือกตั้งใหม่ในช่วงระหว่างที่รอความชัดเจนอีก 34 เดือนจากนี้ อาจเป็นช่วงที่แบงก์รัฐถูกเรียกได้ว่า “ถอยหลังลงคลอง” ไปเลยก็ว่าได้ ถ้าหากกระทรวงการคลังในฐานะผู้กำกับไม่ทำหน้าที่ของตัวเองให้มีประสิทธิภาพ และผลจากการที่แบงก์รัฐใส่เกียร์ว่างร่วมไปกับภาคส่วนอื่น จะยิ่งกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป เพราะแบงก์รัฐถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือของการใช้นโยบายกึ่งการคลังที่ประสบความสำเร็จมาแล้วนับสิบๆ ปี

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน