
"เลือกตั้ง"ไม่ใช่ทางออก...แต่ต้องมี
โดย...ทีมข่าวการเมือง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เวลาร่วม 7 ชั่วโมง ที่ใช้ไปสำหรับการรับฟังความคิดเห็นเรื่อง “ประเทศไทยของเราจะไปทางไหน” ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ก็มีความชัดเจนในประเด็นที่ผู้เข้าร่วมเห็นพ้องกัน
ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1.จำเป็นต้องมีการปฏิรูปประเทศไทยและปฏิรูปการเมือง 2.ต้องมีการเลือกตั้งตามวิถีประชาธิปไตยและบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ยังเห็นไม่ตรงกันว่าต้องเป็นวันที่ 2 ก.พ.นี้หรือไม่ 3.รัฐธรรมนูญยังมีปัญหาจำเป็นต้องแก้ไขให้ปราศจากข้อเคลือบแคลง
ธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุม สรุปว่าประเทศไทยมีปัญหาทั้งการเมือง เศรษฐกิจ คอร์รัปชั่น รวมถึงการกระจายอำนาจ ดังนั้นจะปฏิรูปอย่างเดียวคงไม่ได้ ส่วนแนวทางการปฏิรูปต้องให้ทุกภาคส่วนเป็นผู้ตกลงกัน
สำหรับความคิดเห็นในที่ประชุม มีท่าทีจากพรรคการเมืองที่น่าสนใจ เริ่มตั้งแต่ “พรรคภูมิใจไทย” โดย โสภณ ซารัมย์ แกนนำพรรค ประกาศจุดยืน 3 ข้อ ได้แก่ 1.พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยกับการเลือกตั้ง 2.ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งบนความขัดแย้ง 3.เสนอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ก่อนจะมีการเลือกตั้ง
ทรงศักดิ์ ทองศรี ผู้แทนพรรคภูมิใจไทยอีกรายกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยพร้อมเลือกตั้ง แต่ต้องมีบรรยากาศที่พร้อมเลือกตั้งด้วย ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายไม่ยอมรับกติกา จึงควรมาหารือกันเพื่อทำกติกาให้เป็นที่ยอมรับก่อน เชื่อว่าถ้าทำให้จบลงแล้วค่อยเลือกตั้ง ประชาชนทุกฝ่ายจะยอมรับ
ขณะที่ “พรรคชาติไทยพัฒนา” แกนนำพรรคอย่าง นิกร จำนง กล่าวชัดเจนว่า ในฐานะพรรคการเมืองจึงเชื่อในกรอบของกฎหมาย และพรรคได้เตรียมพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว อย่างไรก็ดี เสนอให้กองทัพเข้ามาดูในระหว่างการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นกับทุกฝ่าย และหลังเลือกตั้งแล้วไม่ว่าพรรคใดจะได้เป็นรัฐบาลให้ทำนโยบายด้านการปฏิรูปเป็นหลัก
ด้าน จาตุรนต์ ฉายแสง ตัวแทนจาก “พรรคเพื่อไทย” ย้ำจุดยืนเดิมให้ทุกฝ่ายรักษากติกา คือ ยึดตามกรอบรัฐธรรมนูญกำหนด และยืนยันว่าแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยก่อนการเลือกตั้งไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานานในขณะที่กฎหมายกำหนดให้เลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. นั่นหมายความว่าหากจะปฏิรูปกันอย่างจริงจังจะต้องละเมิดกฎหมาย
สำหรับท่าทีของพรรคเพื่อไทย สอดรับกับจุดยืนของแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งเข้าร่วมเวทีถึง 3 คน
วีระกานต์ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. อภิปรายว่า ประเทศไทยมีทางออกอยู่แล้ว เพียงแต่ขณะนี้ถูกปิดอยู่ เส้นทางของประเทศคือรัฐธรรมนูญ แม้คนเสื้อแดงจะไม่ชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ก็ต้องยอมรับ
จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง บอกว่า แม้ว่าเลือกตั้งแล้วจะยังคงมีปัญหา แต่ถ้าไม่มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้ ประเทศนี้จะเข้าสู่ภาวะวิกฤตใหญ่ชนิดที่ไม่เคยประสบมาก่อน ดังนั้นทางออกในขณะนี้คือต้องยึดตามรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้ง จะมีนายกรัฐมนตรีคนกลางไม่ได้
ด้าน ธิดา ถาวรเศรษฐ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอีกราย เสนอเพิ่มเติมว่าให้ทำประชามติไปพร้อมๆ กับการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้ เพื่อถามประชาชนว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีความเห็นที่น่าสนใจจากภาควิชาการ โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติวิธีและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล แสดงความคิดเห็นไว้ว่า ทั้งคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และกลุ่ม นปช. ช่วยให้ประชาชนตื่นตัวและเห็นพ้องว่าถึงเวลาปฏิรูปประเทศไทยแล้ว
อย่างไรก็ดี แนวทางการปฏิรูปจะทำอย่างไร คงไม่มีใครให้คำตอบฝ่ายเดียวได้ ต้องให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ส่วนผู้นำทางการปฏิรูปควรเป็นฝ่ายที่มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง กปปส. หรือ นปช.เอง
“ในวันนี้จะเลือกตั้งก่อนหรือปฏิรูปก่อนไม่ใช่ประเด็น เพราะการปฏิรูปเป็นกระบวนการต่อเนื่อง” โคทม ระบุ
นักสันติวิธีรายนี้ ระบุอีกว่า นโยบายเฉพาะหน้าที่เสนอคือ อย่าเป็นจ่าเฉยซื้อเวลา เพราะถ้าทำอะไรเหมือนปกติเดิมๆ ก็จะวนกลับไปสู่ความขัดแย้งเช่นเดิม ดังนั้นควรหาทางออกด้วยการคุยกัน แต่ถ้าคุยกันไม่ได้ก็ควรเดินไปในทางที่ฝ่ายตัวเองเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ชูนโยบายปฏิรูปเลยว่าจะทำอะไร และขอร้องพรรคประชาธิปัตย์ว่าอย่าบอยคอตการเลือกตั้ง เพราะจะกลายเป็นการปิดประตูหาทางออกร่วมกัน
อนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ เสนอว่า การแก้ไขความขัดแย้งระยะสั้น 1.จัดประชุมหารือฝ่ายต่างๆ เพื่อปฏิรูปประเทศรอบด้าน 2.ตั้งกรรมการที่ประกอบด้วยบุคคลจากทุกฝ่ายเพื่อทำงานร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ 3.ทำสัตยาบันพรรคการเมืองให้เคารพผลการเลือกตั้ง 4.ใช้เวทีเลือกตั้งแสดงความคิดเห็นเรื่องปฏิรูปพร้อมกับทำประชามติไปพร้อมกัน
เจษฎ์ โทณวณิก คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวว่า การรัฐประหารไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่ประชาธิปไตยที่ขาดความเข้าใจของประชาชนก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีเช่นกัน ดังนั้นเราควรมาหาทางออกร่วมกัน โดยไม่จำกัดว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.หรือไม่
ยังมีความเห็นจาก สว.ที่เข้าร่วมอย่างหลากหลาย อาทิ ประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สว.ขอนแก่น ที่ระบุว่า ขณะนี้ประชาชนต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้
เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สว.ราชบุรี ระบุว่า ส่วนตัวไม่ได้ชี้ว่าจะต้องเลื่อนหรือไม่เลื่อนเลือกตั้ง แต่จะอธิบายว่าถ้าจะเลื่อนก็สามารถทำได้ อาจให้ทุกพรรคการเมืองลงสัตยาบันร่วมกันว่าจะเลื่อนออกไป 1 ปี เพื่อให้เกิดการปฏิรูปก่อน
ด้าน สมพร เทพสิทธา กรรมการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า สภาที่ปรึกษาฯ ประชุมกันแล้วเห็นว่า หากปล่อยสถานการณ์ให้เนิ่นนานออกไป เศรษฐกิจ สังคมจะแย่ลง ขอเสนอให้ทุกฝ่ายอยู่ในกติกา และให้ทุกพรรคตกลงกันทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์
อย่างไรก็ดี ระหว่างการเสวนาเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากมีชายได้นำป้ายไวนิลซึ่งมีข้อความว่า “เอ็ง ... ออกไป ประเทศไทย ... มีทางออก” ไปติดหน้าเวที ทราบชื่อภายหลังคือ กังวาล พุฒิวาณิชย์







