
ต่างชาติมึนการเมืองไทยเมินเจรจา วิกฤตยืดเยื้อ
ปฏิกิริยาตอบสนองของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงโค่นล้มรัฐบาล ซึ่งนำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ค่อนข้างเมินเฉย หลังนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แห่งประเทศไทย
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ปฏิกิริยาตอบสนองของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงโค่นล้มรัฐบาล ซึ่งนำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ค่อนข้างเมินเฉย หลังนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แห่งประเทศไทย ขึ้นแท่นโพเดียมกล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า ยอมตามข้อเรียกร้องเท่าที่จะสามารถยอมได้แล้ว รวมถึงการยุบสภา พร้อมวิงวอนให้ทุกฝ่ายร่วมมือจัดการเลือกตั้งให้เกิดขึ้นด้วยดีนั้น ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้สำคัญที่ทำให้สื่อต่างประเทศแทบทุกสำนักพร้อมใจรายงานข่าวเหตุการณ์ประท้วงไทยไปในแนวทางเดียวกันทันทีว่า สิ่งหนึ่งที่พอจะคาดการณ์ได้อย่างชัดเจนต่อสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ คือ ความขัดแย้งวุ่นวายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะยังคงดำเนินต่อไป และยากจะจบลงได้
ขณะเดียวกันท่าทีที่ค่อนข้างโอนอ่อนของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ แต่ก็หนักแน่นแข็งกร้าวชัดเจนที่จะไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งนายกฯ รักษาการ ก็ยิ่งทำให้สื่อต่างชาติมองไม่เห็นหนทางออกอื่นใดนอกจากความตึงเครียดในปัจจุบันที่จะทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนยากที่จะคาดการณ์บทสรุปได้
กระทั่งท้ายที่สุดแล้ว หากยังไม่สามารถหาทางที่ทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายผู้ชุมนุม จะกลับมาพูดคุยเจรจาหาทางประนีประนอมเพื่อความสงบสันติของส่วนรวมได้ ประเทศไทยย่อมไม่แคล้วมีเหตุให้แตกหักนองเลือดรุนแรงกันอีกครั้ง ก่อนที่จะสามารถกลับมาสงบสันติเหมือนเช่นที่เคยเป็นมาได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ ท็อดด์ พิทแมน ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวเอพี เสนอรายงานกึ่งวิเคราะห์ระบุว่า กระบวนการทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยได้เดินเข้าสู่ทางแพร่งอันตราย ที่ถ้าก้าวผิดพลาดเพียงนิด ไทยได้ถอยหลังร่วงลงเหวได้โดยง่าย
ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ในไทยทุกวันนี้ ยังร้ายแรงเกินกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งคาดการณ์กันไว้ก่อนหน้า เมื่อฝ่ายกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ แถลงการณ์กล่าวอ้างสิทธิในการครอบครองอำนาจอธิปไตยของประเทศ จนนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองการปกครองในประเทศต่างๆ พลิกตำราหาคำอธิบายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแทบไม่ทัน
พิทแมน รายงานอ้างความเห็นจาก ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติศึกษา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า ช่วงเวลานี้ของไทยคือสถานการณ์ที่อ่อนไหวและง่ายต่อการลุกลามบานปลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต่างฝ่ายต่างยืนกรานว่าตนเองมีอำนาจอันชอบธรรมในการบริหารปกครองประเทศ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ไทยไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้น ไม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องยอมถอย
ด้าน โธมัส ฟูลเลอร์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานยอมรับว่า การประท้วงของมวลชนจำนวนมหาศาลที่ยังคงดำเนินต่อไปหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมข้อเสนอให้จัดตั้งสภาประชาชน ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาอนาคตของประเทศไทยต่อจากนี้ให้ชัดเจน โดยแม้แต่การมองเห็นภาพโดยคร่าวๆ ยังไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้เลย
รายงานของฟูลเลอร์ สอดคล้องกับรายงานของสถานีโทรทัศน์บีบีซีแห่งอังกฤษ สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นแห่งสหรัฐ หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล สำนักข่าวรอยเตอร์ส และสำนักข่าวเอเอฟพี ที่รายงานไปในทิศทางเดียวกันว่า การเมืองไทยในขณะนี้เป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ล่วงหน้าใดๆ ได้จริงจัง นอกจากต้องคอยติดตามรับฟังแผนงานทีละก้าวของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงที่แกนนำอย่างสุเทพจะออกมาเปิดเผยรายวัน
อย่างไรก็ตาม แม้บรรยากาศการประท้วงจะเต็มไปด้วยความคลุมเครือไม่ชัดเจนจนยากจะคาดเดาใดๆ ได้มากมาย แต่อย่างน้อยที่สุดก็ยังมี 3 ประเด็นเด่นชัดที่พอจะมองเห็นได้จากความบาดหมางทางการเมืองไทยในขณะนี้ก็คือ 1) ความเสื่อมศรัทธาต่อการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย 2) ปัญหาสั่งสมของการทุจริตคอร์รัปชั่น และ 3) ท่าทีที่ค่อนข้างระมัดระวังตัวของฝ่ายทหารในการจะเข้ามาแทรกแซงก้าวก่ายฝ่ายบริหารปกครองประเทศ
ทั้งนี้ รายงานจากหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ระบุว่า การที่นับตั้งแต่ช่วงปี 2001 เป็นต้นมา พรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย สามารถกวาดเอาเสียงสนับสนุนจากประชาชนได้มหาศาล จนแทบจะกลายเป็นการผูกขาด ทำให้เกิดข้อกังขาและข้อกล่าวหาของการซื้อเสียงมากมาย
ขณะเดียวกันการที่ไทยขาดระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นธรรม เชื่อถือได้ ความไม่ชัดเจนดังกล่าวจึงพอกพูนสั่งสม บั่นทอนความไว้วางใจต่อระบบการเลือกตั้งของประเทศ และนำมาสู่การปฏิเสธการจัดการเลือกตั้งที่ฝ่ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์เสนอเพื่อยุติการชุมนุม
นอกจากนี้ การขาดระบบตรวจสอบข้างต้นยังนำไปสู่ปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมานานในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น โดย แลร์รี จาแกน ผู้สื่อข่าวอิสระประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงความเห็นว่า ประเด็นคอร์รัปชั่นถือเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของไทย ดังนั้น การออกมาเรียกร้องการปฏิรูประบบเพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นย่อมเป็นเรื่องดี
กระนั้น จาแกนยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ไม่สามารถใช้เวลาเพียงชั่วข้ามคืนได้ และที่สำคัญย่อมไม่สามารถลงมือทำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพังได้แน่นอน โดยสิ่งที่ไทยจำเป็นต้องมีในเวลานี้ก็คือ ความกล้าที่จะเชื่อใจอีกฝ่ายเพื่อหาทางเดินไปข้างหน้าด้วยกันอย่างสันติ
ความเห็นของจาแกนสอดคล้องกับหน้าแสดงความเห็นในหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ระบุว่า การยืนกรานในจุดยืนอย่างแข็งกร้าวของกลุ่มผู้ชุมนุมมากเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อประเทศไทยในอนาคต
ในส่วนของท่าทีทหาร ชาร์ลีย์ แคมป์เบลล์ จากนิตยสารไทม์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ฝ่ายทหารพยายามที่จะกันตนเองออกจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน เนื่องจากบทเรียนการแทรกแซงการเมืองในแต่ละครั้งที่ผ่านมา ฝ่ายทหารไม่เคยได้รับเสียงชื่นชมในทางบวกสักเท่าไรนัก
ขณะที่ แอนโธนี เดวิส นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงจากบริษัท ไอเอชเอสเจน ประจำกรุงเทพฯ สรุปว่า การสงวนท่าทีและทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รักษาความสงบเรียบร้อย โดยเลี่ยงการปะทะหรือการใช้กำลังรุนแรงย่อมเป็นบทบาทปลอดภัยที่ฝ่ายทหารสามารถทำได้ โดยเดวิส ยอมรับว่า การวางสถานะของทหารให้อยู่เหนือความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย ทำให้ภาพลักษณ์ของทหารเป็นไปในทางบวกมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะเห็นความชัดเจนในปัญหาการเลือกตั้ง การคอร์รัปชั่น และท่าทีของทหาร แต่ตราบใดที่ต่างฝ่ายต่างยังยืนกรานไม่ยอมเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันที่ชัดเจน ความมั่นคงของไทยย่อมเป็นเรื่องอันตราย และวิกฤตทางการเมืองของไทยก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะยุบสภาหรือมีการเลือกตั้งอีกกี่ครั้งก็ตาม







