
สำรองปิโตรเลียมไทยใกล้หมดจริงหรือ?
ที่บอกว่าเหลืออีกไม่กี่ปีนั้น ผ่านไปหลายปีทำไมยังไม่หมด ไม่ลด?
ที่บอกว่าเหลืออีกไม่กี่ปีนั้น ผ่านไปหลายปีทำไมยังไม่หมด ไม่ลด?
คงต้องเริ่มที่นิยาม ปริมาณสำรองปิโตรเลียม หมายถึง ปริมาณปิโตรเลียมที่ค้นพบแล้วและสามารถผลิตได้อย่างคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ โดยใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจและกฎระเบียบที่มีอยู่ ซึ่งต้องมีแผนงานการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมดังกล่าวภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
จะเห็นว่ามีทั้งปัจจัยด้านกายภาพ และเศรษฐศาสตร์/พาณิชย์
ในเชิงกายภาพ ขั้นแรกต้องแยกแยะเรื่องแอ่งตะกอนที่เคยมีการนำรูปแอ่งในประเทศไทยมาส่งต่อกันให้เข้าใจว่าเป็นแหล่งน้ำมัน/ก๊าซ แอ่งตะกอนเป็นเพียงแหล่งเกิดของปิโตรเลียม ต้องมีเงื่อนไขทางธรณีวิทยาครบ 5 ประการถึงจะมีโอกาสเกิดเป็นแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียมจริงๆ ได้
ในบรรดาปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียมทั้งหมด (Total Petroleum Initially In Place) หรือที่เรียกว่า Resources มีทั้งที่ยังไม่ได้ค้นพบ กับส่วนที่ค้นพบแล้ว ซึ่งต้องมีการลงทุนสำรวจจึงจะพบได้
ในส่วนที่ค้นพบแล้ว บางส่วนไม่คุ้มค่าที่จะผลิต (subcommercial) มีบางส่วนเท่านั้นที่คุ้มค่ากับการลงทุนผลิตขึ้นมาใช้ (commercial) เฉพาะส่วนหลังสุดนี้ถือเป็นปริมาณสำรอง
ปริมาณสำรองยังแบ่งเป็น 2 ระดับ คือที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserve) หรือที่เรียกกันว่า P1 ซึ่งเป็นปริมาณที่ค้นพบแล้ว มีแผนการผลิตที่กำหนดไว้ชัดเจน ได้รับอนุมัติจากภาครัฐให้ทำการผลิตตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ และคาดว่าจะผลิตได้อย่างคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ P1 มีความแน่นอนหรือน่าจะเป็นสูง 90%
ที่เหลือเป็นปริมาณสำรองที่ยังไม่พิสูจน์ (Unproved Reserves) ซึ่งคล้ายกับปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วแต่มีความไม่แน่นอนสูงกว่า อาทิ เรื่องขั้นตอนการผลิต สัญญาซื้อขาย สภาวะเศรษฐกิจ กฎระเบียบ ปริมาณสำรองที่ยังไม่พิสูจน์มี 2 ชนิด คือ ปริมาณสำรองที่คาดว่าจะพบ (Probable Reserves หรือ P2) และปริมาณสำรองที่น่าจะพบ (Possible Reserves หรือ P3)
P2 มีระดับความไม่แน่นอนสูงกว่า P1 โดยมีความน่าจะเป็น 50% แต่คาดว่าจะมีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ ส่วน P3 มีระดับความไม่แน่นอนสูงกว่า P2 โดยมีความน่าจะเป็นเพียง 10%
ณ สิ้นปี 2555 ประเทศไทยมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ P1 = 9,039 P2 = 9,573 P3 = 4,671 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (ไม่รวมก๊าซธรรมชาติเหลว) น้ำมันดิบ P1 = 232 P2 = 421 P3 = 277 ล้านบาร์เรล
ส่วนที่ไม่คุ้มค่าผลิตอาจเปลี่ยนเป็นสำรองได้ หรือสำรอง P2 P3 อาจยกระดับเป็น P1 ได้ หากมีการสำรวจธรณีฟิสิกส์หรือการเจาะหลุมเพิ่มเติม หรือมีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อการผลิตเพิ่มเติมในแหล่งปิโตรเลียม หรือมีโครงการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
เหล่านี้เป็นเรื่องของการลงทุนสำรวจและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งย่อมมีความเสี่ยงว่าลงทุนแล้วจะขาดทุนเพราะไม่สำเร็จ หรือต้องลงทุนมากและนานกว่าจะสำเร็จ
เทคโนโลยีสามารถเพิ่มปริมาณสำรองได้ เพราะทำให้การผลิตง่ายขึ้น คุ้มค่าขึ้น การสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็นเทคนิค Fracturing หรือ Fracking ที่เปลี่ยนโฉมหน้าสหรัฐอเมริกาจากประเทศที่ต้องนำเข้าปิโตรเลียม (ทั้งที่ผลิตเองได้มากอยู่แล้ว แต่มีการใช้ที่สูงกว่ามาก) กลายเป็นสามารถผลิตได้พอใช้ และอาจเป็นผู้ส่งออกในอนาคตต่อไปด้วย
ราคาปิโตรเลียมเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญมาก ถ้าราคาสูงก็อาจจะทำให้ส่วนที่ไม่คุ้มค่าที่จะผลิต หรือ P2 P3 คุ้มค่าที่จะผลิตมากขึ้น หรือมีการลงทุนสำรวจขุดเจาะมากขึ้นทำให้ค้นพบปิโตรเลียมมากขึ้น ปริมาณสำรองก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น ในทางกลับกันหากราคาปิโตรเลียมต่ำ บางแหล่งปิโตรเลียมอาจไม่คุ้มทุนที่จะพัฒนาเพื่อผลิต ปริมาณสำรองก็จะลดลง
ศักยภาพของปริมาณสำรองวัดกันด้วยความสามารถในการทดแทนปริมาณสำรองที่ถูกใช้ในการผลิต (Replacement หรือ R/P ratio Ratio) เป็นสัดส่วนปริมาณสำรอง (R) เปรียบเทียบกับอัตราการผลิต (P) มีหน่วยเป็นปี ยกตัวอย่างเช่น R/P ของก๊าซธรรมชาติไทย ณ สิ้นปี 2555 มีค่าเท่ากับ 7 ปี หมายความว่า หากผลิตก๊าซธรรมชาติเท่ากับในปี 2555 ต่อไป ประเทศจะมีก๊าซผลิตใช้ได้อย่างน้อยอีก 7 ปี โดยแทบไม่ต้องมีการสำรวจและลงทุนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมเพิ่มเติม
ตัวชี้วัดนี้อาจขึ้นลงได้ตามเหตุปัจจัยดังที่ได้ยกตัวอย่าง ที่ผ่านมารัฐพยายามให้มีการสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียมใหม่อยู่เสมอ รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อรักษาเสถียรภาพของปริมาณสำรอง และให้มีการผลิตใช้ได้ในประเทศนานที่สุด แม้ประเทศไทยผลิตปิโตรเลียมได้เองระดับหนึ่ง แต่การใช้สูงกว่ามากทำให้ต้องนำเข้าถึง 85% การลงทุนสำรวจและผลิตจึงเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
การกระจายเชื้อเพลิงที่ใช้ออกไปจากปิโตรเลียมก็ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานด้วย แต่ทั้งหมดต้องคำนึงถึงความคุ้มทุน การที่รัฐอุดหนุนต้นทุนพลังงานหมุนเวียนต่างๆ รวมทั้งการกำหนดราคาพลังงาน เช่น น้ำมัน หรือ LPG ต้องทำอย่างคุ้มค่า เพราะรายได้ของรัฐมีจำกัด
กฎกติกาและการกำกับดูแลเรื่องพลังงานต้องโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย มีการพิจารณาถึงผลกระทบต่างๆ โดยถือประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นที่ตั้ง







