
"ยุบสภา"ยังไม่จบ
“ยุบสภา” กลายเป็นทางเลือกสุดท้ายที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร งัดมาใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าผ่อนคลายความตึงเครียดทางการเมืองที่รุมเร้าเวลานี้
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
“ยุบสภา” กลายเป็นทางเลือกสุดท้ายที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร งัดมาใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าผ่อนคลายความตึงเครียดทางการเมืองที่รุมเร้าเวลานี้ แต่ใช่ว่าจะช่วยสลายปัญหาสะสมทั้งหมดให้สูญสิ้นลงไป ตรงกันข้ามนี่ยังเป็นเพียงแค่ก้าวแรกที่มวลมหาประชาชนกำลังจะรุกคืบเดินหน้าสู่เป้าหมายที่แท้จริงกับการปฏิรูปประเทศให้เป็นประชาธิปไตยอันสมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งคงยังจะต้องวุ่นวายกันต่อไป
เมื่อด้านหนึ่ง นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้ตัดสินใจชิงจังหวะไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าที่มวลมหาประชาชนเคลื่อนขบวน 9 เส้นทาง ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 09.39 น. วันที่ 9 ธ.ค. ที่ถือเป็นการเคลื่อนไหว “ปิดเกม” ตามที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ประกาศเป่านกหวีดครั้งสุดท้าย หวังว่านี่จะช่วยปลดล็อกล้างระบบ คืนอำนาจให้ประชาชน เดินหน้าสู่การเลือกตั้งกันใหม่ ตามถ้อยแถลงของนายกฯ
“สถานการณ์ในวันนี้ รัฐบาลได้คำนึงถึงแนวคิดที่แตกต่าง และต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชนจำนวนมาก ดังนั้น รัฐบาลจึงเห็นว่า ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เมื่อถึงจุดที่ความคิดขัดแย้งอาจนำไปสู่ความแตกแยกของคนในชาติ และมีความรุนแรงจนอาจเกิดความสูญเสียขึ้น การคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินด้วยการยุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เป็นวิถีทางที่เป็นไปตามหลักการแห่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าคนส่วนใหญ่ต้องการแนวทางใด และจะให้ใครมาบริหารประเทศแนวทางนั้น”
ประเมินแล้วทางออกเช่นนี้น่าจะทำให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ พลิกกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 บังคับให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ นั่นจึงถือเป็นเกราะคุ้มครองให้นายกฯ และ ครม.อยู่ในตำแหน่งรักษาการได้ไม่ต้องลาออกตามข้อเรียกร้องของ กปปส.ที่ว่ากันว่าจะทำให้การเมืองเกิดสุญญากาศเปิดประตูสู่สภาประชาชน
ที่สำคัญรัฐธรรมนูญมาตรา 108 ยังตีกรอบขีดเส้นไว้ว่าภายหลังการยุบสภา จะต้องกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 45 วัน และไม่เกิน 60 วันนับแต่วันยุบสภา นั่นยิ่งล็อกให้เส้นทางนับจากนี้ต่อไปจำเป็นต้องเดินหน้าสู่การเลือกตั้งภายในกรอบเวลาไม่เกิน 60 วัน
สอดรับไปกับท่าทีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อ “ประพันธ์ นัยโกวิท” กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง ยืนยันว่า กกต.พร้อมจัดการเลือกตั้งแล้ว และต้องรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภา ซึ่งตามกฎหมายต้องจัดการเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน ส่วนกรณีพรรคฝ่ายค้านประกาศจะไม่ส่งผู้สมัครลงรับสมัครการเลือกตั้ง ถือเป็นสิทธิของพรรคการเมืองแต่ละพรรคพิจารณา อีกทั้งแม้ กกต.ชุดปัจจุบันจะหมดวาระการดำรงตำแหน่ง แต่ก็จะยังทำหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ กกต.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่
การเลือกใช้วิธี “ยุบสภา” ครั้งนี้ยังเป็นเสมือนการเปิดเกมรุกกลับ กดดันไม่ให้ กปปส.เดินหน้าไปสู่เป้าหมายการตั้งสภาประชาชน ซึ่งตามที่รัฐบาลออกมายืนยันโดยตลอดว่าไม่มีกฎหมายรองรับการดำเนินการ พร้อมบีบให้เข้าสู่การเลือกตั้ง เมื่อชัดเจนว่าเป็นไปได้สูงที่พรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งหากมีการเลือกตั้งในเวลานี้
แต่อีกด้านหนึ่ง ทางฝั่ง กปปส. “สุเทพ” ได้ประกาศชัดเจนว่า “ยุบสภา” หรือ “ลาออก” ไม่ใช่เป้าหมายของการเคลื่อนไหว เพราะเวลานี้ได้มองไกลไปถึงการให้ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงได้ทำการปฏิรูปประเทศก่อนที่จะเปิดให้กลับมาเลือกตั้งตามระบบต่อไป
ดังจะเห็นจากภายหลังประกาศชัยชนะ “สุเทพ” ประกาศทวงคืนอำนาจอธิปไตยกลับมาเป็นของประชาชน ขยับเกมรุกอีกก้าว ขับไล่นายกฯ และ ครม.ไม่ให้ทำหน้าที่รักษาการต่อไป เพื่อให้เกิดช่องทางที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศตามที่ประกาศกลางเวทีว่าจะลุยต่อไม่มีถอยหลัง ไม่มีประนีประนอม โดยจะตั้งบุคคลขึ้นมาเป็นนายกฯ รัฐบาลของประชาชน สภาประชาชน ขึ้นมาทำหน้าที่นิติบัญญัติ เขียนกฎกติกาใหม่ ก่อนเปิดให้มีการเลือกตั้งที่จะต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย
แต่ต้องยอมรับว่าเส้นทางสู่ฝั่งฝันของ กปปส.ล้วนแต่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวางกั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐบาลประชาชน สภาประชาชน ล้วนแต่เป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แถมยังไม่เห็นลู่ทางที่ชัดเจน ที่สำคัญยังเป็นที่เคลือบแคลงว่าลู่ทางนี้ทำได้จริงตามรัฐธรรมนูญหรือกรอบกฎหมายที่มีอยู่หรือไม่ เส้นทางต่อจากนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายของมวลมหาประชาชน เพราะแม้แต่ “สุเทพ” ยังออกมายอมรับด้วยตัวเองว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งทางฝั่งรัฐบาลหลังนายกฯ ประกาศยุบสภา ย่อมทำให้กลไกข้าราชการที่ถือเป็นมือไม้สำคัญอาจจะลอยตัว ใส่เกียร์ว่าง ไม่ได้ตอบสนองความต้องการเหมือนเดิม ที่จะเป็นปัญหาในวันที่ถูกรุกหนักขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งกว่านั้นมวลชนคนเสื้อแดงที่ถือเป็นเสาค้ำยันของรัฐบาลชุดนี้มาโดยตลอด เวลานี้ส่งสัญญาณถอดใจล้มแผนการนัดชุมนุมใหญ่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ออกไป เท่ากับกำลังแรงหนุนที่เคยมีก็ย่อมอ่อนแรงลงไปอีกทางหนึ่ง
ดังนั้น แม้จะยุบสภา แต่สถานการณ์การเมืองยังคงต้องวุ่นวายกันต่อไปอีกหลายยก







