
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันในปี 2557
ขณะนี้หลายหน่วยงานเริ่มวางแผนงานของปีหน้ากันบ้างแล้ว และหนึ่งในคำถามที่ทุกหน่วยงานต้องตั้งเป็นสมมติฐานในการวางแผนงานก็คือ ราคาพลังงานในปีหน้าจะเป็นอย่างไร
ขณะนี้หลายหน่วยงานเริ่มวางแผนงานของปีหน้ากันบ้างแล้ว และหนึ่งในคำถามที่ทุกหน่วยงานต้องตั้งเป็นสมมติฐานในการวางแผนงานก็คือ ราคาพลังงานในปีหน้าจะเป็นอย่างไร
เป็นที่ทราบกันดีว่า ไม่มีใครสามารถทำนายราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันในตลาดโลกได้อย่างแม่นยำ (ถ้าทำได้ก็รวยไปนานแล้ว) เพราะมีปัจจัยที่เป็นตัวแปรที่ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนอยู่อย่างมากมาย และถึงแม้จะทำนายได้ว่าราคาจะผันผวนอยู่ในช่วงราคาใด (เช่น 100-120 $/bbl.) แต่ก็ไม่สามารถจะบอกได้ว่าความผันผวนนั้นจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด หรือจะเกิดขึ้นสั้นๆ หรือยาวนานขนาดไหน ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นการยากที่จะฟันธงในเรื่องของราคาน้ำมันให้ถูกต้องแม่นยำได้
แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยการติดตามข้อมูลและวิเคราะห์สถานการณ์ความเป็นไปทั้งทางด้านเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งได้แก่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจของประเทศผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ของโลก ตลอดจนปัจจัยทางการเงินและปัจจัยทางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว เราพอจะสรุปสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกในปีหน้าได้ตามปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันดังต่อไปนี้
1.ปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาค กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินเอาไว้ว่า เศรษฐกิจโลกปีหน้าจะเติบโต 3.6% โดยประเทศที่พัฒนาแล้วจะเติบโตเพียง 2% ส่วนประเทศในเขตเศรษฐกิจเกิดใหม่จะเติบโตถึง 5.1% (อาเซียนโต 5.3%)
ในส่วนของประเทศที่ใช้พลังงานรายใหญ่ของโลกอย่างเช่นสหรัฐอเมริกา อียู จีน และญี่ปุ่น เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวดีขึ้นแต่ไม่มากนัก โดยสหรัฐขยายตัว 2.6% อียู 1.3% จีนลดลงจาก 7.6% ในปีนี้ เป็น 7.3% ในปีหน้า และญี่ปุ่นลดลงจาก 2% เป็น 1.2%
ดังนั้น จากการที่เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะในประเทศผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับเศรษฐกิจของประเทศในเขตเศรษฐกิจเกิดใหม่ก็ชะลอตัวลง จึงทำให้ความต้องการน้ำมันของโลกในปีหน้าเพิ่มขึ้นไม่มากนัก
2.ปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทาน จากปัจจัยข้อที่หนึ่งทำให้ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่าปีหน้าความต้องการน้ำมันของโลกน่าจะอยู่ที่ประมาณ 91.1 ล้านบาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นจากปีนี้ 1.1 ล้านบาร์เรล/วัน ในขณะที่ปริมาณการผลิตจะอยู่ที่ 91.4 ล้านบาร์เรล/วัน สูงกว่าความต้องการเล็กน้อย
ที่น่าสนใจคือ ปริมาณการผลิตของกลุ่มผู้ผลิตนอกโอเปก (NonOPEC) จะเพิ่มขึ้นมากถึง 1.7 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งมากกว่าความต้องการน้ำมันโดยรวมของโลกที่จะเพิ่มขึ้นในปีหน้า
จึงเป็นแรงกดดันให้กลุ่มโอเปกต้องลดการผลิตของกลุ่มลงจาก 30.5 ล้านบาร์เรล/วัน ในปีนี้ เป็น 29.4 ล้านบาร์เรล/วัน ในปีหน้า มิฉะนั้นจะเกิดภาวะน้ำมันล้นตลาด (Supply Overhang) ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
และล่าสุดกลุ่มโอเปกได้ตัดสินใจคงโควตาการผลิตไว้เท่าเดิมที่ 30 ล้านบาร์เรล/วัน ในการประชุมของกลุ่มในวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง และขอดูความชัดเจนในการประชุมอีก 6 เดือนข้างหน้า ในวันที่ 11 มิ.ย.ปีหน้า
3.ปัจจัยด้านการเงิน เป็นที่ทราบกันดีว่าราคาน้ำมันในปีนี้มีปัจจัยพื้นฐานรองรับอยู่ที่ราคาประมาณ 8085 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเท่านั้น แต่การที่ราคาขึ้นไปได้สูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลนั้น ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการเก็งกำไรโดยกองทุนต่างๆ ที่มีเงินต้นทุนต่ำจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ของธนาคารกลางประเทศต่างๆ โดยเฉพาะธนาคารกลางของสหรัฐ (FED) อุดหนุนอยู่
แต่ในปีหน้านโยบายนี้จะต้องถูกทบทวน โดยมีความชัดเจนในระดับหนึ่งว่า FED จะค่อยๆ ลดวงเงินนี้ลงไป ดังนั้นเมื่อปริมาณเงินต้นทุนต่ำลดลง การเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน ก็ย่อมต้องลดลงตามไปด้วย
4.ปัจจัยด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดความผันผวนในราคาน้ำมันค่อนข้างมาก ในปีนี้เราจะเห็นว่าสถานการณ์ความไม่มั่นคงทางการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) ไม่ว่าจะเป็นความไม่สงบทางการเมืองในอียิปต์ สงครามกลางเมืองในซีเรีย การก่อการร้ายในอิรัก การโจมตีแหล่งน้ำมันและท่อส่งน้ำมันในไนจีเรีย กรณีพิพาทเรื่องน้ำมันระหว่างซูดานกับซูดานใต้ การยึดท่าเรือและคลังส่งออกน้ำมันในลิเบีย และการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่าน ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นระยะๆ และมีความผันผวนตลอดทั้งปี
ถึงแม้เราจะไม่สามารถทำนายได้ว่า ปีหน้าความเสี่ยงในเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร แต่ก็มีตัวบ่งชี้ว่าสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคดังกล่าวน่าจะดีกว่าปีนี้ โดยมีสองเหตุการณ์ที่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น นั่นก็คือ สงครามกลางเมืองในซีเรีย ซึ่งถึงแม้จะยังไม่สงบ แต่ก็ไม่ขยายตัวลุกลามออกไปกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค ด้วยข้อตกลงระหว่างรัสเซียและสหรัฐ ซึ่งบีบซีเรียให้ยอมรับองค์การสหประชาชาติเข้าไปกำจัดอาวุธเคมีในซีเรีย ทำให้ซีเรียรอดจากการถูกสหรัฐโจมตีไปได้
อีกกรณีหนึ่ง คือ กรณีของอิหร่าน ซึ่งหลังจากมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนคนเดิม ก็มีท่าทีผ่อนปรนลง และทำให้การเจรจากับประเทศตะวันตกในเรื่องโครงการนิวเคลียร์มีความคืบหน้าไปมาก จนสามารถบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกับชาติตะวันตกได้ และได้รับผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแบบจำกัด ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำมันจากอิหร่านที่หายไปจากตลาด 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน อาจค่อยๆ กลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง
ข้อตกลงนี้จะเป็นแรงกดดันต่อชาติสมาชิกอื่นๆ ในกลุ่มโอเปก ที่จะต้องตัดสินใจว่าจะลดการผลิตลงไปเพื่อรักษาระดับราคาไม่ให้ลดลง หรือจะลดราคาเพื่อแข่งขันกับอิหร่านในการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ให้เสียไป เพราะรัฐมนตรีน้ำมันของอิหร่านพูดชัดเจนว่า ถ้ามาตรการคว่ำบาตรถูกยกเลิก อิหร่านจะกลับมาผลิตน้ำมันดิบให้ได้วันละ 4 ล้านบาร์เรลเหมือนเดิมอีกครั้ง ถึงแม้จะทำให้ราคาน้ำมันดิบลดลงไปอยู่ที่ 20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลก็ตาม ซึ่งแสดงถึงเจตจำนงอย่างแรงกล้าของอิหร่านที่จะกลับมาชิงตำแหน่งผู้ผลิตน้ำมันดิบอันดับ 2 ในกลุ่มโอเปกกลับมาครองอีกครั้งหนึ่ง
นอกจากสองกรณีแล้ว ยังมีการวิเคราะห์กันว่า เนื่องจากสหรัฐผลิตน้ำมันในประเทศได้เพิ่มมากขึ้นจากการพัฒนาแหล่งน้ำมันดิบประเภท Shale Oil จึงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ (โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง) น้อยลง ดังนั้นในอนาคตสหรัฐอาจลดบทบาทในภูมิภาคนี้ลง (อย่างเช่นการสนับสนุนอิสราเอล เป็นต้น) ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงจากการเข้าแทรกแซงโดยมหาอำนาจลดน้อยลง แต่ในทางกลับกันก็อาจเกิดความเสี่ยงจากการเมืองภายในภูมิภาคที่ไร้เสถียรภาพขึ้นมาแทนที่ก็ได้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป
แต่ด้วยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว ผมค่อนข้างมั่นใจว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกในปีหน้า ไม่น่าจะสูงไปกว่าปีนี้ และถ้าปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์เอื้ออำนวย คือ ไม่เกิดเหตุความ ไม่สงบหรือสงครามและความขัดแย้งที่รุนแรงในภูมิภาค MENA จนอาจกระทบถึงการผลิตและการขนส่งน้ำมันแล้ว ผมคิดว่าราคาน้ำมันน่าจะถูกกว่าปีนี้เสียด้วยซ้ำไป
โดยผมให้กรอบราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ตลาดลอนดอนไว้ที่ 95-105 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล WTI ตลาดนิวยอร์ก 90-100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และ Dubai ตลาดสิงคโปร์ที่ 93-104 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ก็หวังว่าฟันธงไปแล้ว คงไม่หน้าแตกนะครับ!!!







