
กลัวทำไมกับการถูกลดความน่าเชื่อถือ
ผมเขียนบทความนี้ก่อนหน้าวันดีเดย์ของมวลชน ซึ่งจะออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลหนึ่งวัน เพราะรู้ตัวว่าวันพรุ่งนี้คือวันที่ 9 ธ.ค. คงไม่มีสมาธิพอที่จะจับปากกาขึ้นมาเขียนบทความหรือทำงานทำการอะไรแน่นอน
ผมเขียนบทความนี้ก่อนหน้าวันดีเดย์ของมวลชน ซึ่งจะออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลหนึ่งวัน เพราะรู้ตัวว่าวันพรุ่งนี้คือวันที่ 9 ธ.ค. คงไม่มีสมาธิพอที่จะจับปากกาขึ้นมาเขียนบทความหรือทำงานทำการอะไรแน่นอน
เผอิญตอนเช้าอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ลงข่าวว่าทางกระทรวงการคลังเป็นห่วงว่าหากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลเกิดยืดเยื้อต่อไป ประเทศไทยอาจถูกบริษัทที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดระดับความน่าเชื่อถือลง ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนในการกู้ยืมของรัฐบาลและธุรกิจของไทยแพงขึ้น
ผมคิดว่าผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังที่เป็นผู้ออกมาแสดงความคิดเห็น คงแสดงความเป็นห่วงออกมาก่อนที่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. จะประกาศให้วันจันทร์ที่ 9 เป็นวันเผด็จศึก ถ้าชนะก็จะตั้งสภาประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทยต่อไป ถ้าแพ้ก็จะเดินเข้าคุกไปด้วยความภาคภูมิใจว่าได้ทำหน้าที่ให้ประเทศชาติดีที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นการชุมนุมทางการเมืองครั้งนี้น่าจะยุติลงโดยเร็ว ไม่ยืดเยื้ออย่างที่เป็นห่วง ไม่น่าจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ถูกผิดอย่างใดคงทราบแล้ว ณ วันที่ท่านอ่านบทความนี้
ตรงนี้แหละครับที่ผมเป็นห่วง ความจริงแล้วลึกๆ ถ้าบริษัทจัดอันดับเครดิตรีบๆ ปรับลดอันดับเครดิตของประเทศลงเสียตั้งแต่ตอนนี้ ผมว่าไม่เลวเหมือนกัน เพราะไม่อยากให้เขาปรับลดอันดับเครดิตของประเทศ ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศอ่อนแอลงไปกว่านี้ หรือปรับอันดับตอนที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤตแล้ว ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงเหมือนๆ กับที่หลายประเทศในยุโรปได้รับบทเรียนมาแล้ว
ความจริงพื้นฐานด้านเศรษฐกิจของประเทศขณะนี้ยังมีความมั่นคง แข็งแกร่งพอสมควร ประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศค่อนข้างสูงเกือบ 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ถึงจะมีเงินทุนไหลออกไปบ้างยังพอรับได้สบายๆ ต้องถือว่าเป็นความโชคดีที่คนไทยยังช่วยกันรักษาเงินทุนสำรองไว้ได้จนทุกวันนี้ ถ้าแม้ใครต่อใครหลายคนจะจ้องตาเป็นมัน และพยายามดึงเงินก้อนนี้ออกไปใช้ แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะบุญญาบารมีของท่านหลวงตามหาบัวที่ได้ล็อกคลังหลวงที่ท่านเรียกไว้อย่างแน่นหนา
นอกจากนั้น ถ้าดูตัวเลขชี้วัดความมั่นคงทางเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น อัตราเงินเฟ้อก็ยังอยู่ในกรอบที่ตั้งเอาไว้ อัตราการว่างงานค่อนข้างต่ำ ซึ่งผมกล้ายืนยัน เพราะเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ไปสวนหลวง ร.9 เพื่อออกกำลังกายตามปกติ ปรากฏว่าวันนั้นเกือบไม่มีที่เดิน มองหาคนไทยเกือบไม่เจอ เพราะมองไปทางไหนเหมือน สวนหลวงถูกยึดครองด้วยแรงงานพม่าทั้งหญิง ทั้งชายที่มาเที่ยวชมสวนหลวงกันจนแน่นขนัด ถามดูได้ความว่ามาจากโรงงานแถวๆ สมุทรปราการ ส่วนหนี้สาธารณะก็ได้เอาไปซุกไว้ที่นั่นบ้างที่นี่บ้างอย่างแนบเนียน จนสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพียังต่ำไม่เกินร้อยละ 50 ซึ่งถือว่าสูง และอาจกระทบความมั่นคงทางด้านการเงินและการคลังของประเทศ
เพราะฉะนั้น ถ้าบริษัทจัดอันดับเครดิตอยากจะปรับลดอันดับเครดิตลงตอนนี้ เพราะปัญหาการเมืองก็คงปลอดภัยกว่าไปปรับลดเมื่อเศรษฐกิจถดถอยลงจริงๆ เพราะนอกจากพื้นฐานเศรษฐกิจยังค่อนข้างมั่นคง ขณะนี้เราก็ไม่ได้กู้เงินต่างประเทศมาใช้มากมายเหมือนสมัยปี 2540 ส่วนถ้าปรับลดอันดับเครดิตแล้ว จะทำให้รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรแพงขึ้นสักสลึงสองสลึง ผมก็ว่าไม่เลวเหมือนกัน เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยที่รู้จักทำมาหากิน รู้จักอดออมจนพอมีเงินฝากไว้กับธนาคาร ถูกกดดอกเบี้ยเงินฝากมาก็หลายปีแล้ว เพื่อช่วยรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจเผลอๆ ถ้าคนกลุ่มนี้มีรายได้ดอกเบี้ยจากเงินฝากเพิ่มขึ้น อาจมีความกล้าที่จะใช้จ่ายเพื่อการบริโภคอุปโภคเพิ่มขึ้น ในยามที่กำลังซื้อของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้ก่อหนี้ไว้จนขยับตัวไม่ได้ถดถอยลง ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้รัฐพอได้ โดยไม่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นให้หวาดเสียวว่าหนี้ครัวเรือนจะทะลุ 80% ของจีดีพี
ที่สำคัญผมว่า ถ้าประเทศไทยถูกลดอันดับเครดิตลงเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ อาจทำให้ใครต่อใครมีความยับยั้งชั่งใจที่จะก่อหนี้เพิ่ม เพราะคิดว่าเครดิตของประเทศดี สามารถกู้เงินง่ายๆ อัตราดอกเบี้ยต่ำๆ ตลอดไป โดยไม่คิดว่าถ้ากู้เงินมา 2 ล้านล้านบาทแล้ว ดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้นแค่ 1% เราต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึง 2 หมื่นล้านบาทต่อปี ถ้ากู้ 7 ปี รวมดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นส่ง 1.4 แสนล้านบาท มากน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และอัตราดอกเบี้ยที่จะปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่าจะเปลี่ยนแปลงเมื่อไรและเท่าไร แต่ที่แน่ๆ อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยที่ถูกบิดเบือนกดให้ต่ำเป็นพิเศษ เพราะธนาคารกลางสหรัฐปั๊มเงินออกมาใส่ระบบเดือนละ 8.5 หมื่นกว่าล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน โอกาสที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกจะลดไปกว่านี้จึงต่ำมาก มีแต่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อใดที่ธนาคารกลางสหรัฐลดการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงินของโลกในระยะอันใกล้นี้
ใครคิดอย่างไรไม่รู้ แต่ผมว่าหลายครั้งแล้ว ที่บริษัทจัดอันดับเครดิตเหล่านี้ เป็นผู้ก่อให้เกิดวิกฤตการเงินในนานาประเทศ รวมทั้งในสหรัฐอเมริกาเอง เพราะได้จัดอันดับเครดิตประเทศบางประเทศ หรือตราสารบางชนิดสูงเกินจริง เช่น กรณีวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ โดยจัดอันดับตราสารหนี้ที่ออกต่อกันมาเป็นทอดๆ โดยมีสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันชิ้นเดียวว่าเป็น ตราสารหนี้ที่น่าลงทุน ครั้นเมื่อนักลงทุนเชื่อประเด็นของบริษัทจัดอันดับเครดิต ลงทุนไปจนเกิดฟองสบู่ เมื่อฟองสบู่แตก สินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันด้อยค่าลง บริษัทจัดอันดับเครดิตเหล่านี้ก็จะรีบลดอันดับเครดิตลงซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้ปัญหาบานปลาย จนถูกประณามมาแล้วในหลายประเทศ
สมมติครับว่า ถ้าเขาจัดอันดับเครดิตของประเทศเราไว้เกินจริงแห่งพื้นฐานโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างที่เคยจัดอันดับประเทศอย่างกรีซ สเปน หรืออิตาลี มาแล้ว ทำให้เรารีบก่อหนี้กู้เงินมาลงทุนโดยไม่คำนึงว่า โครงการที่กู้เงินมาทำจะสร้างผลตอบแทน พอจ่ายคืนดอกเบี้ยและเงินต้นให้เจ้าหนี้ที่กู้เงินมาหรือไม่ หรือจะต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อช่วยพยุงโครงการที่ทำมาแล้วให้อยู่รอด เพราะทำแล้ว ทั้งที่จะไม่ใช้ จะทิ้งไว้ตากแดดเล่นเหมือนสนามบินในต่างจังหวัดหลายแห่งก็ใช่ที่ อะไรจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของไทยในอนาคตหลังจาก กู้เงินมาแล้ว
ถึงตอนนั้น บริษัทจัดอันดับเครดิตก็จะเริ่มประเมินสถานะด้านการเงินและการคลังใหม่ เริ่มตั้งแต่การสาธยายว่าเศรษฐกิจของประเทศนี้อ่อนแออย่างไร เพราะอะไร มีแนวโน้มที่จะเกิดวิกฤตการเงินการคลังหนักหน่วงขึ้นอย่างไร แล้วเริ่มขุดคุ้ยว่าประเทศนั้นประเทศนี้ซุกซ่อนหนี้สาธารณะไว้ที่ไหนบ้าง แล้วเอามาบวกรวมกับหนี้สาธารณะที่เปิดเผยเป็นทางการ เพื่อคำนวณสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี
ทำอย่างนี้ก็เรียบร้อยโรงเรียนฝรั่ง พอถูกลดอันดับเครดิตตอนที่ปัญหาเริ่มก่อตัวหรือกำลังมีปัญหา นักลงทุนทั้งหลายก็จำเป็นต้องรีบป้องกันตัวเอง ถอนการลงทุนออก ทำให้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มฟักตัวกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเอาง่ายๆ อย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทยเมื่อสิบกว่าปีก่อน และในยุโรป เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ผมว่าถ้าถูกลดเครดิตแล้วทำให้ต้นทุนการกู้เงินแพงขึ้น หรือกู้ยากขึ้นแล้ว ทำให้รัฐบาลต้องทบทวนการใช้จ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าวใหม่อย่าให้เสียหายมากไปกว่านี้ ไม่พยายาม ลดภาษีช่วยคนรวยเพิ่มขึ้นอีก ไม่กู้เงินทีละ 2 ล้านล้านบาท มาลงทุนในโครงการที่ไม่ได้มีการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือการเงิน แต่หันไปดำเนินโครงการอย่างโปร่งใสผ่านระบบงบประมาณตามปกติในโครงการที่จำเป็นจริงๆ รีบพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อให้แข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ เพื่อสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้ผู้ที่มีรายได้น้อย มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาระบบการตลาดเสรีเข้าสู่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ที่เคยมีคำขวัญว่า งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข แทนที่จะเอาเงินไปแจกฝ่ายสารพัดโครงการประชานิยม นักการเมืองและข้าราชการลดการคอร์รัปชั่นโกงกิน เพื่อให้มีงบประมาณเหลือไปลงทุนเพิ่มขึ้น มีอะไรที่เสียหายครับ
ผมละกลัวจริงๆ ว่าจะถูกฝรั่งหลอกให้หลวมตัวเข้าไปสู่กับดักทางการเงินที่เขาวางไว้เป็นระบบอย่างแยบยล เพื่อเปิดโอกาสให้นายทุนของเขาสามารถเข้ามาใช้เงินที่อัดฉีดเข้ามาในระบบอย่างมหาศาลทุกเดือนๆ ในประเทศด้อยพัฒนาที่หลงตัวเอง แล้ววันดีคืนดีก็ตีกลับถล่มเสียจนไม่เหลือเครดิตอะไร ต้องขายทรัพย์สินที่มีอยู่ให้เขา เพื่อหาเงินมาชำระหนี้ที่ก่อไว้จริงๆ
เพราะฉะนั้น ใครอยากลดอันดับความน่าเชื่อถือก็รีบๆ ลดเถิดครับ ถ้าการลดอันดับจะทำให้ก่อหนี้ก่อสินยากขึ้น ต้นทุนแพงขึ้น จะได้ทันกลับมาน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศจริงๆ เสียทีไงครับ







