posttoday
ถอนความเกลียดชังอย่าแบ่ง"เผ่าพันธุ์"คนในชาติ

ถอนความเกลียดชังอย่าแบ่ง"เผ่าพันธุ์"คนในชาติ

08 ธันวาคม 2556

สัมภาษณ์พิเศษ "วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์" อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงกับความเห็นถึงสถานการณ์ความขัดแย้งของการเมืองเสื้อสี

โดย....ชุษณ์วัฏ ตันวานิช/สุภชาติ เล็บนาค

ค่ำของคืนสุดท้ายในเดือน พ.ย. ไม่มีใครคาดคิดว่าย่านถนนที่ผู้คนพลุกพล่านอย่าง “หน้ารามฯ” จะกลายสภาพเป็นแดนมิคสัญญี เสียงปืนนัดแล้วสลับเสียงระเบิดลูกเล่าดังตู้มต้ามไม่ต่างจากสนามรบกลางเมือง

เปลวไฟหน้ารามฯ ลุกโชนสืบเนื่องมาจากชนวนหลายเส้น ไม่ว่าจะเป็นแผนเคลื่อนไฟเข้าใกล้น้ำมันของบางกลุ่มคนที่หวังผลทางการเมือง เหตุวิวาทกระทบกระทั่งระหว่างคนเสื้อแดง-นักศึกษา จนปลุกความไม่พอใจของคนทั้งสองฝั่ง รวมถึงการไม่เข้ายับยั้งสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สารพัดปัจจัยทอดเป็นชนวนหลากสายที่นำไฟจากหลายสารทิศมาบรรจบจนยากจะดับทัน

โดยเฉพาะจุดบรรจบที่ว่านั้นคือหน้ามหาวิทยาลัย “รามคำแหง” หนีไม่พ้นที่สถาบันการศึกษาถูกลากสู่ความขัดแย้งการเมืองเสื้อสี ที่แทรกซึมแทบทุกหย่อมหญ้าในสังคมไทย วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง สัมภาษณ์เปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” ถึงลูกหลงจากศึกแบ่งขั้วที่เพิ่งมาเยี่ยมเขาถึงในรั้วมหาวิทยาลัยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

“ผมคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์ประท้วงที่ยืดเยื้อ และต้องเกิดความรุนแรงขึ้น เพราะผมนั่งพิจารณาตัวร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแล้วเป็นร่างกฎหมายที่เรียกแขก เรียกเสียงต้าน ผมเองเลยเสนอให้ “ยุบสภา” ตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ชุมนุมที่สถานีรถไฟสามเสน ซึ่งเวลานั้น ทปอ. (ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย) ยังไม่เสนอทางออกเลยด้วยซ้ำ

ตรงนี้ไม่ได้เป็นเจตนาที่จะกล่าวหาว่าใครผิดใครถูก แต่ผมเห็นว่าในทางทฤษฎี การยุบสภาเป็นมาตรการหนึ่งในระบอบรัฐสภาที่สามารถกระทำได้ โดยไม่จำเป็นว่ารัฐบาลต้องเป็นฝ่ายผิดถึงต้องยุบสภา เพราะในหลายประเทศเขาเลือกที่จะยุบสภาเพื่อลดความตึงเครียดทางการเมือง พาประเทศไปสู่โหมดการเลือกตั้งให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เพื่อหาทางออกโดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ กระทบกระทั่งกัน

...ทุกวันนี้ผมยังเชื่อว่าหากยุบสภา เหตุการณ์จะไม่บานปลายมาถึงประเด็นการโค่นล้มระบอบทักษิณ และความชอบธรรมในการพูดถึง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มันจะหายไป เพราะถือว่าสภาพ้นความรับผิดชอบไปแล้ว ถามว่าตอนนี้ทันหรือไม่ก็คงลำบากแล้ว เพราะอารมณ์ของคนที่ร่วมชุมนุมถึงแม้รัฐบาลจะประกาศยุบสภาแล้ว เขาก็ไม่ยอม”

เมื่อ “ยุบสภา” เป็นทางเลือกสายเกินไปในการหยุดยั้งปมจากร่างนิรโทษกรรม ฝ่ายต้านกระพือไฟลุกลามยกระดับเป็นการขับไล่รัฐบาล ก่อนจะบานปลายปะทุเป็นความรุนแรงเกิดเหตุปะทะย่านรามคำแหง มีผู้เสียชีวิตถึง 5 ศพ บาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน

ในฐานะนักวิชาการสายรัฐศาสตร์ วุฒิศักดิ์ มองว่า สังคมไทยกำลังเกิดแรงตื่นตัวทางการเมืองที่สูงขึ้น แต่สวนทางกับความเคารพในการแสดงความเห็นต่างที่ต่ำลง ที่สำคัญคือยังมีกระบวนการปลูกฝัง “ความเกลียดชัง” ที่ทำให้คนต้องหันมาฆ่ากันเอง

“การตื่นตัวของภาคประชาชนหากตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลไม่มีปัญหา ความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร แต่ประเด็นที่เราขาดไปคือความอดทนอดกลั้นที่จะฟังความเห็นต่าง และการเคารพความคิดเห็นของกันและกัน

...ความขัดแย้งทางการเมืองโดยทั่วไป ถ้าแก้ไขกันภายใต้ระบอบการเมืองก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ของเราดันไปสั่งสมในเรื่องของอารมณ์ และการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ตรงนี้ผมมองว่าเป็นอันตรายแต่หลายคนมองไม่เห็น อารมณ์ความรู้สึกที่เราตอกย้ำกันทุกวันว่าเราเป็นฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายนี้ เราเป็นเสื้อสีนี้ เราเป็นเสื้อสีนั้น แต่ขณะเดียวกันเราไปปลูกฝังความเกลียดชังในแต่ละฝ่าย เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เมื่อไรที่ฝ่ายใดก็ตามทำให้การเมืองเกิดความไร้เหตุผลขึ้นมา มันจะนำพาประเทศไปสู่ความเสียหาย

เราเห็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมจำนวนมากในต่างประเทศ อย่างเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา คนตายเป็นล้านภายในช่วงเวลา 30-40 วัน มันเป็นความวิบัติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่คนเราที่เป็นคนเหมือนกัน มีสมองมีสองมือเหมือนกัน แต่เหตุใดถึงมีความเกลียดชังมากถึงขั้นขนาดฆ่าฟันกันถึงขนาดนั้น

รวมถึงในหลายประเทศอย่างชิลี อาร์เจนตินา บราซิล อินโดนีเซีย หรือแม้กระทั่งกัมพูชาก็ตาม ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชา เจ้านโรดมสีหนุก็เชื่อว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ คิดว่าไม่เกิดปัญหา แต่ก็เกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็น|เรื่องสำคัญ คนเป็นผู้นำต้องรู้ว่าช่วงเวลาไหนจะต้องตัดสินใจในทางการเมืองอย่างไร เพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอด อย่าคิดว่าสามารถพาไปรอดแล้ว แต่รอไปชนกำแพงในวันข้างหน้ามันก็อันตรายมาก

...ผมเองไม่ได้บอกว่าประเทศไทยเราจะถึงจุดนั้นในเร็ววันนี้ แต่ว่าดูแล้วถ้าเรายังตอกย้ำปลูกฝังความเกลียดชังแบบนี้ไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งเราก็จะมีเผ่าพันธุ์ ผมมีเพื่อนที่เป็นชาวต่างประเทศที่เขาเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เขาโทรมาถามผมว่า ประเทศไทยของคุณมีอยู่กี่เผ่าหรือ? นึกออกไหม ผมก็บอกว่า ไม่มีเผ่าอะไรทั้งนั้น แต่สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันทำให้เรากลายเป็นเผ่าพันธุ์ในความรู้สึกไปแล้ว ซึ่งตรงนี้มันอันตราย แล้วทุกวันนี้เราก็ตอกย้ำในเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก”

ถอนความเกลียดชังอย่าแบ่ง"เผ่าพันธุ์"คนในชาติ

ประเทศไทยอยู่ระหว่างทางที่รอวันชนกำแพง? นักรัฐศาสตร์อาวุโสตอบเชิงเปรียบเทียบชวนคิดว่า “คือมันมีการคิดที่น่ากลัวว่าวิธีการที่จะทำให้ปัญหานี้หมดไปในสังคมไทย คือ ต้องล้างอีกระบอบหนึ่งให้สิ้นซาก ถ้าคิดแบบนี้มันอันตราย ถ้าใช้คำว่าล้างอีกระบอบหนึ่งให้สิ้นซาก มันต้องแค่ไหนถึงจะสิ้นซาก จะต้องฆ่าคนเหมือนที่คนในสมัยการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 ต้องการที่จะล้างระบอบคนที่ยึดอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผลสุดท้าย คือ มีคนต้องเอาคอขึ้นกิโยติน 3 หมื่นกว่าคน คิดเป็นสัดส่วนประชากรของคนฝรั่งเศสในขณะนั้นมันถือว่าเยอะมาก

และรวันดาเองเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ คนเขาไม่นึกหรอกว่าปัญหาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างทุตซีกับฮูตู (สองชนเผ่าในรวันดา) จะสามารถยุติได้เร็ว ทั้งๆ ที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นมันรุนแรงมาก แต่ท้ายที่สุดก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และวันนี้รวันดาก็เป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงมากประเทศหนึ่งในแอฟริกา

ถ้ามองมุมนี้ก็หมายความว่าความรุนแรงมันจะทำให้ทุกฝ่ายมีสติ ผมเองไม่ได้ส่งเสริมความรุนแรง แต่ความหายนะที่เกิดขึ้นครั้งนั้นในรวันดามันทำให้แต่ละฝ่ายมานั่งมองว่า ไอ้สิ่งที่เราทำลงไปในอดีตมันไร้เหตุผลหรือไม่ การได้เห็นเพื่อนหรือคนที่รู้จักถูกสังหาร ล้มไปต่อหน้า มันทำให้หลายคนมีสติว่า ถึงเวลาที่เราจะต้องหันกลับมาสู่ความมีสติของกันและกันแล้วหรือยัง ซึ่งรวันดาเป็นตัวอย่างของสิ่งที่ไม่ดีนะ เพราะฉะนั้นคนไทยก็ต้องกลับมาถามตัวเองว่า คุณต้องรอให้ความหายนะเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยมีสติ หรือเราควรจะมีสติก่อนหายนะเกิดขึ้น”

เมื่อถามถึงการปลูกฝังเกลียดชังว่าบ่มเพาะจากฝ่ายการเมืองหรือไม่ อธิการบดีรามคำแหงไม่ปฏิเสธที่จะตอบว่าผู้นำทางการเมืองทั้งสองฝั่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ฉีดเชื้อความเกลียดชังฝังในร่างประชาชน

“ในรวันดาก่อนหน้าจะเกิดเหตุสังหาร สองเผ่าอยู่กันอย่างปกติสุข ไม่ได้มีปัญหา แต่พอผู้นำปลุกระดมหาว่าพวกฮูตูเป็นพวกกาฝากสังคมที่ฉุดรั้งความเจริญของบ้านเมือง วิธีที่จะทำให้รวันดาเจริญต้องฆ่าอีกชนเผ่าหนึ่งให้หมดไปให้เหลือชนเผ่าเดียวที่นำความเจริญมาสู่รวันดา ตรงนี้ทำให้การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เริ่มขึ้น

...ปัญหาประเทศชาติบ้านเมืองที่แตกร้าว ส่วนใหญ่ที่มาจากระดับรากหญ้าค่อนข้างน้อย ในระดับรากหญ้าอาจมีความเห็นแตกต่างกัน ในความรู้สึกที่ดูถูกดูแคลนกันบ้าง เช่น ผิวขาว ผิวดำ ในอดีตที่เราเห็นกันอยู่ในอเมริกา แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่ผู้นำสามารถลบล้างความแตกต่างในเรื่องนี้ได้ มันก็ทำให้สังคมเยียวยาได้เร็วขึ้น สังคมอเมริกันเป็นตัวอย่างที่ดี ประชาชนในระดับล่างมีความรู้สึกที่รังเกียจเดียดฉันท์กันมานาน แต่ผู้นำเขามีความพยายามทำให้สิ่งเหล่านี้มันหายไป แล้วความรู้สึกตรงนั้นมันก็หายไปได้จริงๆ

...ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากคนในระดับล่างไม่ได้มีความเกลียดชังกัน แต่ผู้นำกลับสร้างสีผิวให้เกิดขึ้นในหัวใจของคน มันก็นำไปสู่ความแตกแยกแน่นอน ตรงนี้ถึงต้องบอกว่า ถ้าคนที่อยู่ในฝ่ายการเมืองไม่ว่าจะอยู่ในระดับไหนก็ตามมีความรับผิดชอบ มีสำนึกในเรื่องนี้ อย่าให้เกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้น ถ้าปล่อยให้มันเกิดขึ้นแล้วถ่ายออกไปยังประชาชน มันจะทำให้เกิดความร้าวฉานที่ยากจะประสานกันได้” อธิการบดีสะท้อนภาพวุฒิภาวะผู้นำไทยที่สวนทางกับต่างชาติ

แล้วประชาชนควรทำอย่างไร? วุฒิศักดิ์ ตอบมาว่า “...ต้องยอมรับว่าในทางการเมือง ความผิดถูกมันคลุมเครือมาก ในอดีตมันถึงมีการพูดกันว่าการเมืองมักเล่นในที่มืด เล่นกันในถ้ำ เราในฐานะประชาชนควรจะทำสิ่งนี้ให้อยู่ในที่สว่าง เพื่อให้ได้เห็นว่าเงาของเราที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร ตราบใด ที่เรายังอยู่ในถ้ำ เราจะคิดว่าสิ่งที่เป็นเงาของเรามันยังเป็นรูปสัตว์หรือรูปอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ ดังนั้นทำให้มันสว่าง ใช้ความมีเหตุมีผลเป็นสำคัญ ถ้าประชาชนมีเหตุมีผลมันก็จะมีส่วนที่จะดึงให้ผู้นำมีเหตุและผลตามไปด้วย

...แม้ว่าครั้งนี้จะเกิดเหตุที่รามคำเเหง แต่ถ้าดูจากอดีตจะเห็นว่าการปะทะปะทังระหว่างมวลชนทั้งสองฝ่ายมันน้อยลง ท่ามกลางความเลวร้ายก็มีความดี ที่ผ่านมาถือว่าแต่ละฝ่ายได้เรียนรู้ ซึ่งเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปเราก็ต้องสรุปบทเรียนกัน แม้ว่าขณะนี้เราไม่สามารถขจัดความขัดแย้งในรูปแบบนี้ได้สิ้นเชิง ก็ได้แต่หวังว่าในอนาคตมันจะไม่เกิดขึ้น หากทุกฝ่ายได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันแม้มีความเห็นที่แตกต่างกัน

...อย่างมีนักศึกษาเดินมาบอกผมว่า อธิการบดี ผมอยากให้รามคำแหงเป็นเหมือนเดิม เราก็เห็นด้วยเลยว่า การเมืองข้างนอกก็เล่นกันข้างนอก แต่เมื่อเข้ามาข้างในรั้วมหาวิทยาลัยต่อให้มีความเห็นต่างกันอย่างไร ก็ขอให้เป็นเพื่อนกัน สามารถทำงานร่วมกันได้”

“และให้เป็นบทเรียนจำไว้ว่า จากนี้ไปจะไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก”อธิการบดี กล่าวทิ้งท้าย

ถอนความเกลียดชังอย่าแบ่ง"เผ่าพันธุ์"คนในชาติ

กล้าปฏิรูปต้องเลิกกลัว        

ในสภาวะที่ชาติเกิดข้อถกเถียงในการหาทางออกหรือการปฏิรูปประเทศนั้น อธิการบดีรามคำแหงฝากไปยังทั้งผู้ที่เคยสร้างและผู้ที่กำลังจะวางกรอบกติกาของบ้านเมืองว่า ข้อสำคัญในการกำหนดกรอบกติกาหรือการปฏิรูปนั้นควรยึดที่ความก้าวหน้าของชาติเป็นสำคัญ อย่าผูกขาดตัวเองและชาติกับความกลัว!! 

“บางครั้งเมื่อพูดถึงการแก้ปัญหา เรามักปฏิรูปบนพื้นฐานของความกลัว เราสร้างกติกา บางอย่างขึ้นมาโดยกลัวสิ่งนั้นสิ่งนี้ แล้วก็ไปสร้างกฎเกณฑ์ที่มัดตราสังข์บางเรื่องในอดีตไว้ มันทำให้เราขาดความยืดหยุ่น จริงๆ ผมก็พูดและวิจารณ์มาตลอดว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 นั้นมีปัญหาตรงไหน อย่างไร เพราะมันเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความกลัวหลายเรื่อง และสร้างอะไรหลายอย่างที่บางครั้งทำให้บางฝ่ายเกิดความรู้สึกไม่ยุติธรรมขึ้นมา

...บ้านเรามักจะไปสร้างกฎ กติกา โดยไม่ได้คิดบนพื้นฐานที่ว่ากติกานี้จะเปิดโอกาสให้คนใช้ความสามารถ ศักยภาพพัฒนาให้ประเทศก้าวหน้าได้อย่างไร ต่างประเทศผู้นำในการร่างรัฐธรรมนูญของศาลฎีกาเวลาถกเถียงในที่ประชุม เขาจะพูดกันว่ากติกานี้จะมีส่วนในการฉุดรั้งประเทศ หรือทำให้เกิดปัญหาความแตกแยกหรือไม่ แต่บ้านเรากลายเป็นมีโจทย์อยู่ในใจในการสร้างกติกาใดที่มันจะกีดดันคนบางคนไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้ ซึ่งมันไม่ถูกต้อง เพราะมันทำให้เกิดความรู้สึกไม่ยุติธรรมขึ้นกับคนบางกลุ่ม”

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI