
รุนแรงลดความชอบธรรมทุกฝ่าย
ไม่ทันข้ามคืนวันเฉลิมพระเกียรติ 5 ธ.ค. ได้เกิดเหตุคนร้ายยิงการ์ดคณะกรรมการประชาชน
ไม่ทันข้ามคืนวันเฉลิมพระเกียรติ 5 ธ.ค. ได้เกิดเหตุคนร้ายยิงการ์ดคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) บาดเจ็บบริเวณที่ชุมนุมกระทรวงการคลัง และกลุ่มเด็กแว้นขับขี่รถจักรยานยนต์เข้าไปปาระเบิดปิงปองป่วนกลุ่มผู้ชุมนุม ที่บริเวณแยกคอกวัว จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คน
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่สามารถจับมือใครดมได้ ส่วนตำรวจทำเพียงเข้ามาตรวจดูเหตุการณ์ก่อนลงบันทึกประจำวันตามปกติ เมื่อสัญญาณความรุนแรงเริ่มประจักษ์ขึ้นอีกครั้ง หลังพักรบมา 2 วัน กลุ่มก่อกวนปลุกปั่นต้องการให้เกิดความรุนแรงเริ่มออกทำงานอีกครั้ง
เมธัส อนุวัตรอุดม สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะลดความชอบธรรมของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายรัฐบาล เพราะฝ่ายไหนที่สามารถกล่าวอ้างหรือโยนความผิดใส่ให้อีกฝ่ายได้ถือเป็นการลดความชอบธรรมของฝ่ายนั้น การชุมนุมที่ยืดเยื้อทำให้แต่ละฝ่ายพยายามจะช่วงชิงความชอบธรรมให้เกิดขึ้น ความรุนแรงจึงเป็นเครื่องมืออีกชิ้นหวังโยนความผิดให้ฝ่ายตรงข้าม การจะชี้ว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุนั้นไม่สามารถบอกได้ เพราะสถานการณ์คล้ายกับเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช.ปี 2553 ประเทศไทยไม่มีกลไกในการหาความจริงและเป็นที่ยอมรับ อย่างคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป.
“เท่าที่ทราบในพื้นที่การชุมนุมตอนนี้มีกลุ่มสันติอาสา สักขีพยาน กลุ่มนั้นมีประสบการณ์ในการเข้าพื้นที่ความรุนแรงเยอะ เป็นกลุ่มที่วางตัวเองเป็นกลางทางความคิดทางการเมือง กลุ่มนี้น่าจะรู้ข้อมูลว่าใครทำ หรือข้อเท็จจริงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นคืออะไร ซึ่งกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่อย่างกลุ่มนี้จะสามารถให้คำตอบข้อเท็จจริงได้”
เมธัส กล่าวอีกว่า สถานการณ์การชุมนุมที่ยืดเยื้อย่อมเกิดความรุนแรง เมื่อความรุนแรงบังเกิดขึ้น หลายคนมองเป็นการยกระดับการชุมนุม เชื่อว่าแนวโน้มความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือที่และเป็นแรงกระทุ้งฝ่ายรัฐบาล หรือเป็นการอ้างมือที่สาม นั่นคือข้ออ้างตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แนวโน้มความรุนแรงเป็นการใช้มวลชนกดดัน ทุกแกนนำหรือม็อบมีการแสดงสัญลักษณ์ที่อาจถูกตีความเป็นการใช้ความรุนแรง โดยที่ผู้ชุมนุมก็แสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ในการเข้ายึดพื้นที่หรือปิดล้อม
เช่นเดียวกัน สังคมและสื่อมวลชนสามารถลดความรุนแรงลงได้ หากเปิดพื้นที่ให้มากขึ้นจนมองว่าสังคมเกิดทางเลือกจริงแล้ว ไม่มีเพียงแค่ขาวกับดำหรือซ้ายกับขวาเท่านั้น ใช้บทเรียนในอดีตเข้ามาวิเคราะห์พิจารณาดู แล้วนำจุดนั้นมาหาทางออกร่วมกัน เพราะถ้าไม่ทำเชื้อความรุนแรงยังไม่มีทางจบลง สุดท้ายเงื่อนไขทางการเมืองก็จะกลับมาใหม่
“ส่วนการข่มขู่จับกุมทีวีบลูสกายถือเป็นการโหมไฟให้แรงขึ้น ทั้งที่รัฐบาลกำลังเกิดความสับสน อย่างนายกรัฐมนตรีบอกว่าพร้อมที่จะหาทางออก แต่ ศอ.รส.กลับมาดำเนินการแบบนี้ ทำให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลมองว่านี่คือการเล่นสองหน้าที่ไม่จริงใจหรือหวังปิดเกม การข่มขู่ดำเนินคดีกับบลูสกายเป็นการละเมิด แล้วทำไมอย่างช่องเอเชียอัพเดท หากปิดก็ควรจะปิดทั้งคู่ รวมถึงกลุ่มทุนที่สนับสนุนการชุมนุมจะไปดำเนินคดีกับเขา รัฐบาลควรปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เพราะนั่นหมายถึงจะทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้น”
เมธัส กล่าวอีกว่า หากมีการเปิดพื้นที่ทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น ความขัดแย้งจะลดลง แต่ถ้าปิดความรุนแรงจะเกิดขึ้นทันที หากต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนเดิมของตัวเองไม่ยอมกัน เพราะทุกฝ่ายมีมวลชนเป็นของตัวเอง สุดท้ายจะเป็นเรื่องระหว่างมวลชนทะเลาะกันจนนำไปสู่ความสูญเสีย ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น สำหรับการเคลื่อนไหวในวันสองวันนี้คาดว่าจะรุนแรง แต่ต้องดูว่ามวลชนจะมากหรือน้อยเท่านั้น มวลชนถือเป็นตัวแปรสำคัญ
“วิธีการสกปรกในทางการเมืองจะเพิ่มขึ้น แต่จะมีการทำอย่างรอบคอบ เพราะถ้าเกิดชนวนแล้วเหมือนเกิดแผล ฉะนั้นอาจนำไปคิดล้างแค้นเอาคืนกัน” เมธัส กล่าว







