
จะจบเมื่อไหร่ จะรุนแรงไหม
....นายศาสตรา
ขณะนี้มีคำถามที่ถามกันทั่วไปว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งแปลงร่างเป็นคนเสื้อหลากสีจะจบลงเมื่อไร จะรุนแรงหรือไม่
–แค่ไหน เป็นคำถามด้วยความวิตกกังวล และดูเหมือนจะไม่มีใครกล้าฟันธงตอบด้วยความมั่นใจสิ่งที่ปรากฏนับตั้งแต่มีการก่อตัวของกลุ่มคนเสื้อแดงจนกระทั่งเริ่มการชุมนุมครั้งนี้ แม้ผู้นำการชุมนุมจะประกาศมุ่งแนวทางสันติวิธี และโฉมหน้าโดยทั่วไปของผู้ชุมนุมจะเปลี่ยนจากภาพของ
“อันธพาลการเมือง” เมื่อตอนเริ่มต้นเป็น “กลุ่มก่อกวน” คนเสื้อเหลือง มาเป็นการชุมนุม “โดยสงบและปราศจากอาวุธ” ตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองเป็นอันมากแล้วแต่ภาพโดยรวมก็มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมิใช่ผู้ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธโดยแท้จริง และต้องการให้เกิดความรุนแรงอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะพิจารณาจากสรรพอาวุธที่สะสมไว้ทั้งที่ปรากฏทั่วไป เช่น แหลน หลาว หนังสติ๊กลูกเหล็ก อิฐตัวหนอน และอาวุธร้ายแรงที่มีการใช้โดย
“คนชุดดำ” หรือคนอื่นๆ เมื่อมีการปะทะเกิดขึ้นจนทหาร ตำรวจหลายนายต้องเสียชีวิตไปแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงการกระทำของ “ผู้ก่อการร้าย” ที่ก่อวินาศกรรมด้วยระเบิด จรวด ปืน และอาวุธร้ายแรงอื่นๆ ที่น่าเชื่ออีกเช่นกันว่าเป็นการดำเนินการคู่ขนานกับการชุมนุมเหตุปะทะเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ซึ่งทำให้มีคนตายไป 26 คน บาดเจ็บกว่า 8 ร้อยคน ก็ดี การยิงเอ็ม 79 หลายลูกเข้าใส่ผู้ชุมนุมต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์เมื่อคืนวันที่ 23 เม.ย. จนมีคนตายและบาดเจ็บนับสิบก็ดี การปะทะกันที่บริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติเมื่อบ่ายวันที่ 28 เม.ย. ซึ่งมีทหารถูกลอบยิงเสียชีวิตไป 1 นาย ก็ดี ยืนยันชัดเจนว่าผู้ชุมนุมมิใช่ผู้ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และพร้อมหรือต้องการให้เกิดความรุนแรง ด้วยการปฏิบัติการในลักษณะยั่วยุและรุกคืบโดยการขัดขวางการเคลื่อนกำลังของตำรวจ ทหาร และการเข้าตรวจค้นทั้งทหาร ตำรวจ ประชาชนทั่วไป และถึงขั้นเข้าไปตรวจค้นในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 29 เม.ย.
ชนวนและเชื้อเพลิงแห่งความรุนแรงของฝ่ายผู้ชุมนุม จึงมีการสะสมไว้มากมาย พร้อมให้ลุกลามบานปลายออกไปอย่างกว้างขวาง โดยประสานกับฝ่าย
“ก่อการร้าย” ซึ่งปฏิบัติการใช้ความรุนแรงมาโดยต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจึงอยู่ที่ฝ่ายรัฐบาล ทหาร และประชาชนทั่วไปว่าจะ
“ตกหลุมพราง” หรือเป็นฝ่าย “เดินตาม” ยุทธศาสตร์/ยุทธวิธีที่ฝ่ายของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นผู้กำหนด ซึ่งแน่นอนว่าเหตุการณ์จะลุกลามบานปลายออกไปอย่างกว้างขวาง และยืดเยื้อเรื้อรังยาวนาน จนยากจะแก้ไขเยียวยาน่ายินดีที่จนถึงปัจจุบัน ทั้งรัฐบาลและทหารยังมีความอดทน อดกลั้น และยึดถือแนวทางสันติวิธีเป็นด้านหลัก ต้องชื่นชมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ยังยืนหยัดแนวทางสันติวิธีมาได้จนถึงขณะนี้ แม้จะถูกกดดันให้ต้องเร่งรัดแก้ปัญหา เช่น การพยายาม
“ขอคืนพื้นที่” เริ่มจากที่สะพานผ่านฟ้าฯ จนเกิดการปะทะรุนแรง แต่ก็สามารถยุติความรุนแรงมิให้บานปลายขยายวงออกไปได้ทางด้านทหารก็เป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งแล้วว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่มีทางยุติลงได้ด้วยปฏิบัติการทางทหารเหมือนสมัยก่อน แม้แต่การรัฐประหาร เพราะเชื่อแน่ว่า สถานการณ์จะไม่เหมือนการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ที่ประชาชนพากันออกมาชื่นชมมอบช่อดอกไม้ให้ทหารที่ทำการยึดอำนาจในครั้งนั้น ตรงกันข้ามครั้งนี้น่าเชื่อว่าจะมีการต่อสู้และต่อต้านของกลุ่มคนเสื้อแดงและแนวร่วมอย่างรุนแรง จนถึงขั้นคณะรัฐประหารอาจพ่ายแพ้ยับเยิน หรือเกิดการก่อวินาศกรรมบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ ที่มิใช่การสู้รบกันในป่าเขาเหมือนเมื่อครั้งหลังเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค. 2519 แต่จะเป็นสงครามในเมืองด้วย เหมือนเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดภาคใต้ขณะนี้
ต้องชื่นชมศาล ทั้งศาลแพ่ง และศาลจังหวัด ที่ตัดสินคดีเกี่ยวกับการชุมนุมอย่างรวดเร็ว ฉับไว โดยเฉพาะกรณีที่ศาลแพ่งตัดสินว่า การสลายการชุมนุมแม้ภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงก็ต้องทำไปตามลำดับทุกขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก และการตัดสินคดีผู้ชุมนุมทั้งที่ปทุมธานี และบริเวณอนุสรณ์สถานฯ อย่างรวดเร็วฉับไว
สิ่งที่น่าเป็นห่วงขณะนี้คือ ประชาชน โดยเฉพาะที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม เริ่มหมดความอดทนกับการชุมนุมที่ดูจะไม่มีวันจบในเวลาอันรวดเร็วทันใจ หมดความอดทนกับรัฐบาลที่ไม่สามารถจับกุมคนร้ายที่ก่อวินาศกรรมได้ และหมดความอดทนกับพฤติกรรมของผู้ชุมนุมที่เริ่มสถาปนาอำนาจรัฐซ้อนรัฐ ด้วยการเข้าตรวจค้นในที่ต่างๆ ผลคือมีการกดดันรัฐบาลให้ใช้
“ความเด็ดขาด” เข้าปราบปรามสลายการชุมนุมด้วยอารมณ์ที่ร้อนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้กำลังมีเงื่อนไขกดดันให้จัดการกับผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ให้จบก่อนวันที่ 17 พ.ค. ซึ่งเป็นวันโรงเรียนเปิด สิ่งเหล่านี้ล้วนจะนำไปสู่ความรุนแรงบานปลายจนเกิดความเสียหายมากมายทั้งสิ้นสถานการณ์ขณะนี้ มีแต่รัฐบาล ทหาร และประชาชน จะต้องมั่นคงในแนวทางสันติวิธี เพื่อให้เหตุการณ์คลี่คลายไปโดยสงบสันติ เพราะไม่มีทางจะดับเพลิงด้วยน้ำมัน ในภาวะที่ผู้ชุมนุมและแนวร่วมมีทั้งเชื้อเพลิงและชนวนมากมายปรากฏให้เห็นเด่นชัด
รัฐบาลมาถูกทางแล้วที่ใช้มาตรการเยียวยาผู้เดือดร้อนทั้งธุรกิจและคนงาน สิ่งที่รัฐบาล ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานความมั่นคงจะต้องเร่งกระทำ คือเร่งรัดปรับปรุงด้านการข่าวและยุทธวิธีเพื่อป้องกัน หยุดยั้ง และจับกุม
“ผู้ก่อการร้าย” ให้ได้โดยเร็วที่สุด โดยยึดแนวทางสันติวิธีเป็นด้านหลักต่อไป ไม่วอกแวก






