
ยกสุดท้ายใครอยู่ใครไป
หลังพักยกชั่วคราวช่วงวันมหามงคล กลุ่ม กปปส.ก็กลับมาบรรเลงไลล่าระบอบทักษิณอีกครั้ง
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
หลังจากพักรบชั่วคราวระหว่างวันที่ 4-5 ธ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสวันมหามงคล ในที่สุดการไล่ล่าระบอบทักษิณของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ได้กลับมาบรรเลงอีกครั้ง
ยกที่สองที่กำลังจะเริ่มขึ้นในวันที่ 6 ธ.ค. กำลังมีคำถามตามมาว่าจะเป็นยกสุดท้ายหรือไม่?
สองยกที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่ามวลชนอ่อนล้ากันพอสมควร ทั้งการระดมคนเพื่อรักษาปริมาณผู้ชุมนุมให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพที่จะนำไปสู่การสร้างแรงกดดันรัฐบาล การปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีแก๊สน้ำตาเป็นอาวุธหนักที่สำคัญ
แม้ว่า กปปส.จะสามารถประกาศชัยชนะในระดับหนึ่งด้วยการสามารถเข้าบุกยึดสถานที่ราชการแบบถาวรและกึ่งถาวรได้ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นกองบัญชาการตำรวจนครบาล ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะหรือกระทรวงการคลัง แต่ก็เป็นไปอย่างที่อดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นชัยชนะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือไม่
ต้องไม่ลืมว่าการเข้าควบคุมสถานที่ราชการอันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลนั้นไม่ได้มีผลกระทบกระเทือนต่อการทำงานของรัฐบาลมากนัก
ทุกวันนี้รัฐบาลก็ยังเป็นรัฐบาลอยู่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ก็ยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคก็ไม่ได้ตัดช่องน้อยแต่พอตัวเพื่อทิ้งพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด เรียกได้ว่าสถานะของรัฐบาลยังอยู่ในสภาพปกติ
เหนืออื่นใดกองทัพก็ไม่ได้แสดงออกถึงการเลือกข้างทางการเมืองทางใดทางหนึ่งชัดเจน ตรงกันข้ามกลับส่งทหารเข้าร่วมปฏิบัติกับตำรวจด้วยซ้ำ รวมไปถึงการขอเข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ย ซึ่งแสดงให้เห็นว่างานนี้จะไม่มีกองทัพเข้ามาเป็นตัวช่วยล้มรัฐบาลอย่างแน่นอน
ดังนั้น นับจากนี้ไป กปปส.ไม่มีทางเลือกนอกจากการเปิดเกมบุกเพื่อเร่งเผด็จศึกรัฐบาล เพียงแต่ว่าจะเลือกแนวทางไหนเท่านั้นเอง
แนวทางที่ 1 ยึดส่วนราชการให้ได้เพิ่มเติมแบบถาวร
ยุทธวิธีนี้กลุ่ม กปปส.มีความพยายามจะดำเนินการมาแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. หมายมั่นปั้นมือว่าจะยึดกระทรวงให้ได้หลายแห่ง เพื่อหวังตัดแขนตัดขารัฐบาลภายใต้สมมติฐานว่าถ้าระบบข้าราชการทำงานไม่ได้ก็เท่ากับรัฐบาลกลายเป็นอัมพาตไปโดยปริยาย จากนั้นจะประกาศชัยชนะผ่านสถานีโทรทัศน์แบบฟรีทีวีทุกช่อง เสมือนหนึ่งได้ทำการรัฐประหารโดยประชาชน
แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ได้เป็นอย่างใจคิด เพราะเป็นเพียงการเข้าไปเยี่ยมสถานที่จริงเท่านั้น โดยไม่ได้ยึดเอาเป็นที่ชุมนุมถาวรเหมือนกับกระทรวงการคลังและศูนย์ราชการ จึงไม่อาจเรียกได้เต็มปากว่าเป็นชัยชนะที่แท้จริงหรือไม่
ส่งผลให้มีความเป็นไปได้สูงที่แกนนำ กปปส.จะต้องนัดระดมพลแบบเอาจริงเอาจังอีกครั้งเพื่อตัดแขนตัดขารัฐบาลให้ได้ถาวรผ่านการยึดสถานที่ราชการเพิ่มเติมให้ได้ ไม่ใช่แค่การไปเช้าเย็นกลับเท่านั้น เพื่อเพิ่มระดับการเคลื่อนไหวให้มีความกดดันรัฐบาลมากขึ้น ซึ่งแนวทางนี้จะเป็นไปได้ในรูปธรรมหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณคนที่จะเข้ามาร่วมขบวนการ
ด้านหนึ่งถึงจะช่วยยกระดับการชุมนุมขึ้นไปได้อีก แต่สิ่งที่กลุ่ม กปปส.อาจต้องเสียไป คือ แนวร่วมภาควิชาการ เนื่องจากขณะนี้ต้องยอมรับว่าได้เกิดกระแสตีกลับมาบ้าง ภายหลังเสียงเรียกร้องให้เกิดการเจรจาเริ่มกลับมาดังขึ้นอีกครั้งเพื่อผลักดันกลไก “สภาประชาชนปฏิรูปประเทศ” ให้เป็นรูปธรรม
ขณะที่รัฐบาลชิงจังหวะพร้อมเจรจาแล้วด้วยการให้ “พงศ์เทพ เทพกาญจนา” รองนายกรัฐมนตรี และ “ชัยเกษม นิติสิริ” รมว.ยุติธรรม เข้ามาเป็นเจ้าภาพเพื่อหาทางออกเกี่ยวกับข้อเสนอนี้แล้ว
จึงเท่ากับว่าหาก กปปส.คิดแต่เร่งเผด็จศึกรัฐบาลโดยไม่สนใจที่จะหาทางออกว่าจะสถาปนาสภาประชาชนจะทำได้อย่างไร ก็อาจมีผลต่อการเคลื่อนไหวในระยะยาว
แนวทางที่ 2 รักษากระแสรอจุดเปลี่ยน การสู้ด้วยวิธีนี้อาจเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งของ กปปส. เพราะอาศัยแนวรบเดิมเพื่อรักษาฐานที่มั่นของตัวเองทั้ง 3 จุดสำคัญเอาไว้ (ราชดำเนิน กระทรวงการคลัง และศูนย์ราชการ) พร้อมกับใช้การดาวกระจายไปตามสถานที่ราชการบางครั้ง แต่ไม่ใช่การยึดถาวร เพื่อรักษาระดับการเคลื่อนไหวไม่ให้ลดต่ำลง
หากทำได้เช่นนี้ การยืนระยะของ กปปส.น่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับรัฐบาลได้อย่างเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งจะมีผลให้ความชอบธรรมของ กปปส.จะยังคงมีอยู่ต่อไป เพราะได้แสดงให้เห็นว่า กปปส.ยังยึดมั่นในแนวทางต่อสู้แบบอดทนอดกลั้น แม้ว่าจะถูกลดทอนความชอบธรรมไปบ้างจากการเสนอใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 ก็ตาม
ยิ่ง กปปส.ยืนระยะได้นานเท่าไหร่ แรงกดดันจะพุ่งเข้าใส่รัฐบาลมากขึ้นเท่านั้น ขณะเดียวกัน เงื่อนไขอื่นๆ ที่จะมีผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาอรรถคดีของ “องค์กรอิสระ”
ล่าสุดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกมาสรุปแล้วว่าการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี มีการทุจริต และใกล้จะแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่เกี่ยวข้อง หากเกิด ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหา “ยิ่งลักษณ์” ขึ้นมาจะยิ่งช่วยเติมน้ำมันให้มีพลังมากขึ้น
เช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ เริ่มเตรียมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่
เดิมคณะตุลาการศาลจะประชุมกันเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. เพื่อมีคำสั่งรับไว้พิจารณา แต่ติดตรงที่การชุมนุมยังอยู่ในภาวะไม่น่าไว้วางใจทำให้ต้องเลื่อนออกไปก่อน ซึ่งคาดว่าในสัปดาห์หน้าคณะตุลาการจะประเมินสถานการณ์ก่อนนัดประชุมอีกครั้ง
โดยพรรคเพื่อไทยเองก็จับตาความเคลื่อนไหวนี้แบบไม่กะพริบตาเช่นกัน และเตรียมจะใช้มวลชนของตัวเองเพื่อสร้างแรงกดดันไปยังองค์กรอิสระเหมือนทุกครั้งเช่นกัน รอเพียงจังหวะและเวลาเท่านั้น
ที่สุดแล้วไม่ว่า กปปส.และรัฐบาลจะใช้มาตรการตอบโต้อย่างไร ย่อมหนีไม่พ้นการเกิดความรุนแรงไปได้







