
เมื่อ "เมียนมาร์" เปลี่ยนไป
การเปิดประตูต้อนรับนักลงทุนจากต่างประเทศของเมียนมาร์ ที่รัฐบาลของนายเต็งเส่ง ประธานาธิบดีเมียนมาร์ ส่งสัญญาณไปยังนอกประเทศเป็นระลอกๆ ได้สะท้อนความต้องการปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และมีผลตอบรับจากนักลงทุนทั่วโลก จนทำให้เศรษฐกิจเมียนมาร์เวลานี้เริ่มขยายตัวดีขึ้นมาก
การเปิดประตูต้อนรับนักลงทุนจากต่างประเทศของเมียนมาร์ ที่รัฐบาลของนายเต็งเส่ง ประธานาธิบดีเมียนมาร์ ส่งสัญญาณไปยังนอกประเทศเป็นระลอกๆ ได้สะท้อนความต้องการปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และมีผลตอบรับจากนักลงทุนทั่วโลก จนทำให้เศรษฐกิจเมียนมาร์เวลานี้เริ่มขยายตัวดีขึ้นมาก
ADB หรือธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย คาดว่า เศรษฐกิจเมียนมาร์จะขยายตัวร้อยละ 6.5 ในปี 2556 และร้อยละ 6.8 ในปี 2557 ซึ่งก็ไม่ได้เกินความคาดหมาย เพราะหลังจากโลกตะวันตกทยอยยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ นักลงทุนต่างประเทศก็พากันแห่เข้าเมียนมาร์ ทำให้ทุกวันนี้ราคาสินค้าทั่วไปสูงขึ้น ขณะที่อสังหาริมทรัพย์ทั้งที่เป็นที่ดินและสำนักงานให้เช่าก็ขยับสูงขึ้นอย่างไร้เหตุผล
ตรงกับผลสำรวจของบริษัทค้าขายบ้านและที่ดินที่มีชื่อเสียงอย่าง Colliers International Myanmar ที่พบว่า ค่าเช่าสำนักงานในสิงคโปร์ ซึ่งมีราคาเฉลี่ยประมาณ 74 เหรียญสหรัฐต่อตารางเมตร ยังถูกกว่าในย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าของเมียนมาร์อย่างไม่น่าเชื่อ
หากย้อนไปดูการลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่เมียนมาร์ในปี 2555-2556 ก็จะพบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นจากปี 2553-2554 อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนด้านพลังงาน สิ่งทอ เทคโนโลยีสารสนเทศ อาหารและเครื่องดื่ม โดยปัจจัยที่มีส่วนสำคัญต่อการลงทุนที่เพิ่มขึ้นก็คือ การปรับปรุงกฎหมายการลงทุนจากต่างชาติฉบับใหม่แทนฉบับเก่าที่ใช้กันมานานถึง 25 ปี
ทั้งนี้ ตัวเลขการลงทุนในเมียนมาร์นับตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปัจจุบัน ประเทศจีนเข้าไปลงทุนมากเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวน 1.418 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไทยเป็นอันดับ 2 จำนวน 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
เมื่อเปรียบเทียบขนาดการลงทุนของจีนกับไทย ก็ต้องถือว่าไทยซึ่งเป็นประเทศเล็กกว่าแต่มีการลงทุนใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะธุรกิจด้านพลังงาน ซึ่งทำให้เมียนมาร์มีรายได้จากการส่งออกพลังงานให้ไทยมากว่า 2 ทศวรรษ จึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้ไทยเมียนมาร์มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความร่วมมือด้านอื่นๆ ที่ใกล้ชิดกันไปด้วย
ที่สำคัญ ก่อนหน้านี้ หากความพยายามพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายที่รัฐบาลไทยได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับรัฐบาลเมียนมาร์ไว้ตั้งแต่ปี 2551 เป็นผลสำเร็จ ชาติอื่นก็คงแข่งกับไทยได้ยาก แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นได้
กระทั่งต่อมาในปี 2553 บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ITD ได้เข้าไปทำกรอบสัญญาพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกกับรัฐบาลเมียนมาร์ แต่ก็มีความคืบหน้าน้อยมาก จนกระทั่งรัฐบาลไทยในปัจจุบันหวนกลับไปรับเป็นเจ้าภาพ เข้าบริหารโครงการร่วมกับรัฐบาลเมียนมาร์ โดยลงนามในกรอบสัญญาการดำเนินโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจทวายฉบับใหม่เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2556 มีผลให้สัญญาเดิมที่รัฐบาลเมียนมาร์ทำกับ ITD สิ้นสุดลงไป จึงทำให้โครงการทวายต้องเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่อีกครั้ง
สิ่งที่น่าสนใจ คือ เมียนมาร์เป็นประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนที่ได้เปรียบหลายประเทศในกลุ่มเดียวกัน ทั้งที่ตั้งของประเทศเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของภูมิภาคที่สำคัญระหว่างสองประเทศมหาอำนาจที่มีประชากรสูงสุดของโลก คือ จีนและอินเดีย อีกทั้งยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อีกมากที่ยังไม่ได้นำขึ้นมาใช้ ดังนั้น เมื่อมีการเปิดประเทศจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมผู้นำทั้งสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และกลุ่มอียู จึงแห่เข้าไปเยือนเมียนมาร์จนกลายเป็นศูนย์รวมความสนใจของชาวโลก
สำหรับไทยในฐานะเพื่อนบ้าน จะมองข้ามความสำคัญของเมียนมาร์ไม่ได้เด็ดขาด เพราะนอกจากไทยจะมีชายแดนติดต่อกับเมียนมาร์ถึง 2,400 กิโลเมตรแล้ว เรายังมีการค้าขายตามแนวชายแดนระหว่างกัน โดยในปี 2555 มีมูลค่าถึง 1.8 แสนล้านบาท และคาดว่าในปี 2556 นี้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 แสนล้านบาท
ขณะที่ในมุมมองของต่างชาติที่ไกลออกไป ส่วนใหญ่ยังเห็นว่า การลงทุนในเมียนมาร์มีความเสี่ยงอยู่มาก กลุ่มที่ไม่พร้อมจะเสี่ยงก็ใช้นโยบายเฝ้าติดตามความคืบหน้าการปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจไปพลางๆ ก่อน
แต่ผมกลับเชื่อว่า หากไม่ตัดสินใจลงทุนในเมียนมาร์ในช่วงนี้ก็จะสายไป เพราะพื้นที่สำคัญในการลงทุน โดยเฉพาะแหล่งพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถูกจับจองเกือบหมดแล้ว โดยเฉพาะแหล่งอุตสาหกรรมที่เมียนมาร์จัดเตรียมไว้ทั้งสองแห่งก็คืบหน้าไปมากแล้ว ทั้ง Thirawa ที่ญี่ปุ่นเข้าไปลงทุน และ Kyaukphya นักลงทุนส่วนใหญ่มาจากจีน
ส่วนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษทวายที่รัฐบาลไทยกำลังจะลงมือดำเนินการ แม้จะช้าไปบ้างจนทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่เราก็ต้องทำ
สำหรับอุปสรรคเรื่องการเมืองภายในที่นักลงทุนมีความกังวลกันมาก ผมกลับเชื่อว่าการเมืองในเมียนมาร์มีเสถียรภาพในระดับหนึ่งแล้ว เพราะรัฐบาลก็ต้องการพัฒนาประเทศเพื่อให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ที่สำคัญคือ ต้องการนำประเทศเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกให้ได้
จะเห็นได้ว่าตั้งแต่เมียนมาร์ได้รับการยอมรับในฐานะสมาชิกอาเซียนและมีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2553 ที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศ และถือเป็นก้าวแรกของการเข้าสู่ประชาธิปไตย อีกทั้งในปี 2558 ที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมาร์ ก็ยิ่งจะเป็นตัวชี้วัดและเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญอีกครั้ง ว่าเมียนมาร์ได้เดินเข้าสู่เส้นทางการพัฒนาประชาธิปไตยแล้วหรือไม่
เวลานี้ไทยต้องเน้นและให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจกับเมียนมาร์ให้มากขึ้น ถึงแม้ในอดีตเราอาจจะได้เปรียบประเทศอื่นๆ ในด้านการค้าและการลงทุน เพราะยังเป็นช่วงที่เมียนมาร์ปิดประเทศ จึงทำให้เรามีคู่แข่งน้อย
ปัจจุบันไทยต้องเข้าสู่กระบวนการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ที่เข้ามาลงทุนในเมียนมาร์ ฉะนั้น การกำหนดนโยบายต่างประเทศและนโยบายเศรษฐกิจของไทยต่อเมียนมาร์ให้ทันสมัยกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงจำเป็นอย่างยิ่ง
วันนี้ต้องถือว่ารัฐบาลเมียนมาร์ประสบผลสำเร็จในการเปิดประเทศจนทั่วโลกไม่อาจมองข้ามไปได้ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ นายเต็งเส่ง ประธานาธิบดีเมียนมาร์ เป็นผู้นำที่มีความสามารถสูง เป็นนักยุทธศาสตร์ที่บริหารประเทศให้เกิดความสมดุล อีกทั้งยังสร้างอำนาจต่อรองได้มาก ด้วยการจัดสรรผลประโยชน์ทางการค้า การลงทุน รวมทั้งจัดการกับอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศมหาอำนาจได้อย่างแนบเนียนยิ่ง
จนกล่าวได้ว่า เมียนมาร์ในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว พร้อมกับความมั่นคงของประเทศที่สูงขึ้นด้วย







