
มวลมหานักวิชาการออกแบบ"สภาประชาชน"
สัญญาณพักรบเกิดขึ้นในช่วงวันมหามงคล เปิดช่องให้หลายฝ่ายมีเวลาประเมินว่าช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งที่คลี่คลายลง ขณะที่นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ต่างระดมความคิดออกแบบสภาประชาชน
สัญญาณพักรบเกิดขึ้นในช่วงวันมหามงคล เปิดช่องให้หลายฝ่ายมีเวลาประเมินว่าช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งที่คลี่คลายลง ขณะที่นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ต่างระดมความคิดออกแบบสภาประชาชน
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่า สถานการณ์ช่วงนี้ขอให้ทั้งสองฝ่ายถอยคนละก้าว โดยรัฐบาลไม่ควรรีบปฏิเสธข้อเสนอการตั้งสภาประชาชนของ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) เเบบทันทีทันใด แต่ควรทำให้แนวคิดดังกล่าวมีกฎหมายรองรับโดยการตราพระราชกฤษฎีการับรอง
แต่ขณะเดียวกันต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานว่าสภาประชาชนของ สุเทพ ไม่ได้มีอำนาจทางกฎหมายเหนือสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนชาวไทย
“ส่วนตัวมองว่าระหว่างนี้รัฐบาลไม่ต้องตั้งคณะกรรมการชุดใดขึ้นมา เพราะจากหลายรัฐบาลที่ผ่านมาชัดเจนว่าคณะกรรมการต่างๆ มันสิ้นเปลืองงบประมาณหลายร้อยล้านบาทโดยใช่เหตุ แต่รัฐบาลควรทำให้สภาประชาชนมีสถานะทางกฎหมาย
แต่ขณะเดียวกันต้องระบุขอบเขตอำนาจของสภาชุดนี้อย่างชัดเจนว่ามีกรอบหน้าที่ออกแบบสถาบันการเมืองและระบอบการเมืองหรือกลไกการตรวจสอบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งอย่างไร เพื่อเสนอต่อสาธารณะและรัฐบาล แต่ขณะเดียวกันสภาชุดนี้คุณไม่มีสิทธิอยู่เหนืออำนาจรัฐสภาที่มาจากประชาชนทั้งประเทศ” สิริพรรณเสนอแนะ
สิริพรรณ อธิบายว่า เพราะฉะนั้นจึงต้องย้ำว่างานนี้ต้องถอยคนละก้าว รัฐบาลควรให้สถานะทางกฎหมายรับรอง แต่ขณะเดียวกัน กปปส.ต้องยอมรับด้วยว่าข้อเสนอของตัวเองสุดโต่งเกินไป ไม่มีอำนาจใดตามรัฐธรรมนูญมารองรับให้สภาประชาชนอยู่เหนืออำนาจนิติบัญญัติ
ศ.พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ที่ปรึกษาสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย กล่าวว่า ข้อเสนอของ สุเทพ ให้มีสภาประชาชน แต่รัฐบาลไม่มีทีท่าตอบรับ จึงเสนอทางออกว่ารัฐบาลสามารถกระทำได้ โดยรัฐบาลเองสามารถออกเป็นพระราชกำหนดจัดตั้งสมัชชาประชาชนหรือสภาประชาชนแห่งชาติ คล้ายกับจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร. 2549) มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน โดยไม่มีส่วนได้เสียกับรัฐบาลและรัฐสภา เช่น ควรมีตัวแทนจากหน่วยงาน องค์กรภาครัฐเอกชน ผู้แทนสาขาอาชีพจากทุกจังหวัด จังหวัดละ 1 คน รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 200300 คน
นอกจากนี้ ควรกำหนดให้มีสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายหรือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเลขานุการ เพื่อร่างกฎหมายได้รวดเร็วและถูกต้อง
ศ.พิเศษ กิติพงศ์ เสนอว่า สมัชชาแห่งชาตินี้มีอำนาจ ขอบเขต ในการเสนอแนวทางการปฏิรูปการเมืองการปกครอง ไม่ว่าการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ รวมทั้งให้สัตยาบันว่าจะให้รัฐสภาอนุมัติ พ.ร.ก.จัดตั้งสมัชชาหรือสภาประชาชนแห่งชาติและเสนอแก้ไขกฎหมาย ทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตามกฎหมายตามที่สมัชชาแห่งชาติเสนอ โดยนำเข้าพิจารณาแก้ไขสภาแบบ 3 วาระ กำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 36 เดือน
ศ.พิเศษ กิติพงศ์ กล่าวว่า รัฐบาลควรมีความจริงใจในการเปิดโอกาสให้สมัชชาแห่งชาติทำหน้าที่โดยอิสระและประกาศเจตนารมณ์ที่จะปฏิบัติตามที่จะเสนอกฎหมายต่างๆ เข้ารัฐสภาภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด โดยขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับการเลือกตั้ง เช่น ทาบทาม อานันท์ ปันยารชุน ที่เคยเป็นประธาน ส.ส.ร. ให้เป็นประธานสมัชชาแห่งชาติ และให้นักกฎหมายระดับแนวหน้าของประเทศ เช่น มีชัย ฤชุพันธุ์ วิษณุ เครืองาม บวรศักดิ์อุวรรณโณ คณิต ณ นคร เข้ามาเป็นมือกฎหมายให้บรรลุเป้าหมายได้
เมื่อกฎหมายทุกฉบับฝ่ายรัฐสภาประกาศให้เป็นกฎหมายแล้ว รัฐบาลก็ให้มีการยุบสภาให้มีการเลือกตั้ง พร้อมการลงประชามติกฎหมายที่เสนอโดยสมัชชาแห่งชาติตามมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญพร้อมกันไปด้วย เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งและการลงประชามติ
ทั้งนี้ รัฐบาลปัจจุบันอาจอยู่รักษาการณ์หรือตั้งรัฐบาลแห่งชาติชั่วคราว 36 เดือน โดยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังคงเป็นนายกฯ หรือบุคคลในพรรคเพื่อไทยหรือบุคคลภายนอกที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ 36 เดือน ในช่วงที่สมัชชาแห่งชาติพิจารณาเสนอกฎหมายต่างๆ โดยมีคณะรัฐมนตรีจากคนนอก จนกว่าจะยุบสภาและเลือกคนใหม่ภายใต้กติกาใหม่ และจะงดการนำนโยบายที่มีปัญหาสำคัญ เช่น จำนำข้าว ไว้ก่อน
สมชาย ปรีชาศิลปกุล นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เห็นด้วยที่รัฐบาลเตรียมจัดเวทีระดมความคิดจากนักกฎหมายและนักวิชาการเพื่อหาทางออกในขณะนี้ แต่หากได้ข้อสรุปและเสนอไปยังผู้ชุมนุมของกลุ่ม กปปส.แล้วยังไม่ได้รับการตอบรับเเละยังชุมนุมต่อ รัฐบาลควรตัดสินใจยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนเพื่อยุติสถานการณ์ความขัดแย้งขณะนี้ โดยให้รัฐบาลรักษาการณ์จัดให้มีการเลือกตั้ง
ส่วนข้อเสนอของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยที่ให้ตั้งรัฐบาลกลางนั้น ขอยืนยันว่าไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราใดรองรับแนวทางดังกล่าว สมชาย กล่าวด้วยว่า หลังจากนั้นให้ทุกฝ่ายลงสัตยาบันหรือทำพันธสัญญาว่า หลังการยุบสภาจะต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง และจะร่วมปฏิรูปประเทศไทยร่วมกัน
สมชาย ระบุต่อว่า หากรัฐบาลยุบสภาแล้ว กลุ่ม กปปส.ยังไม่ยุติการชุมนุม เห็นว่า สุเทพ ควรออกมาตั้งโต๊ะแถลงต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการว่า คำว่าสภาประชาชนของ สุเทพ หน้าตาเป็นอย่างไร มีแนวทางอย่างไร และใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตราใดรองรับ เพราะที่ผ่านมาข้อเสนอของ กปปส.ขาดความชัดเจน ทำให้สังคมไม่ทราบว่า กปปส.จะเดินไปทางไหน ยังตอบคำถามสังคมและหาทางออกให้กับประเทศไม่ได้ “ส่วนที่บอกว่าใช้อำนาจตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าอำนาจเป็นของปวงชนชาวไทยนั้น ต้องบอกว่าไม่เคยเห็นข้อเสนอใดเลอะเทอะเท่านี้มาก่อน หากจะบอกว่าคืนอำนาจให้กับประชาชนที่ออกมาประท้วง ในทางกลับกันหากคนเสื้อแดงออกมาชุมนุมครั้งใหญ่มีคนจำนวนมหาศาลแล้วบอกว่าเอาอำนาจมาให้พวกเขาบ้าง คุณจะยอมได้หรือไม่ ดังนั้นยืนยันว่าเวลานี้ต้องวัดกันที่เสียงของคนทั้งประเทศ หากประเทศยังปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย คุณไม่มีวัน” สมชาย กล่าว







