posttoday
ทางออกที่ 3 นอกจากการยุบสภาและลาออก

ทางออกที่ 3 นอกจากการยุบสภาและลาออก

03 ธันวาคม 2556

ทางออกที่ 3 นอกจากการยุบสภาและลาออกของรัฐบาล ซึ่งไม่เชื่อว่าจะแก้วิกฤตได้ ซ้ำกลับจะจองจำประเทศให้อยู่ในวงจรอุบาทว์และเผด็จการทุนนิยมสามานย์อีกนาน

ทางออกที่ 3 นอกจากการยุบสภาและลาออกของรัฐบาล ซึ่งไม่เชื่อว่าจะแก้วิกฤตได้ ซ้ำกลับจะจองจำประเทศให้อยู่ในวงจรอุบาทว์และเผด็จการทุนนิยมสามานย์อีกนาน

ข้อพิจารณาและข้อเสนอทางออกที่ 3 ซึ่งเชื่อว่าอาจกำจัดหรือจำกัดการสูญเสียนองเลือดและสถานการณ์สาธารณะจลาจล เปิดโอกาสให้ฟื้นฟูบูรณะประเทศและสร้างความสมานฉันท์ได้ น่าจะเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดใน 3 อย่างนี้ใช่หรือไม่ คือ 1.ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ 2.ใช้มาตรา 7 3.ขอนายกฯ พระราชทาน

คำตอบที่หนักแน่นก็คือ ไม่ เพราะรัฐบาลแห่งชาติก็คือการรวบรวมผู้นำทุกพรรคและสมาชิกรัฐสภาที่ประจักษ์แล้วว่าชั่วช้าเลวทราม ไม่เข้าใจและไม่เป็นประชาธิปไตย ส่วนมาตรา 7 และนายกฯ พระราชทานนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิเสธมาแล้วหลายครั้ง ด้วยเหตุผลที่ชอบในหลักประชาธิปไตยทั้งสิ้น ขอให้กลับไปศึกษาดู รวมทั้งเข้าใจคติ “The King can do no wrong” และ “เป็นกษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ”

ข้อพิจารณาข้อที่ 1 ขณะนี้ได้เกิดสุญญากาศทางการเมืองขึ้นในประเทศหรือยัง สุญญากาศจำเป็นจะต้องมีการต่อสู้นองเลือด สูญเสียชีวิตทรัพย์สินจนมิอาจระงับได้ ใช่หรือไม่

ขอตอบคำถามในวรรคสุดท้ายก่อนว่า ไม่ใช่ สุญญากาศไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวกับการต่อสู้นองเลือด แต่สุญญากาศเกิดจากการกระทบกระเทือนหรือหยุดชะงักของอำนาจอธิปไตยทั้งสามหรืออันหนึ่งอันใด อันเกิดจากการกระทำโดยกฎหมายหรือนอกกฎหมายก็ได้ ที่ทำให้อำนาจอธิปไตยนั้นๆ และกลไกอันเป็นองค์ประกอบทั้งปวงถูกคุกคามทำลายจนกระทั่งมิสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจและความรับผิดชอบตามปกติวิสัยได้

ถ้าหากยึดถือคำอธิบายข้างต้น ย่อมถือได้ว่าขณะนี้ประเทศตกอยู่ในสุญญากาศแล้ว และยังจะมีเหตุการณ์ด้วยคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือมิชอบด้วยกฎหมายก็ดี เช่น คำสั่งศาลและองค์กรอิสระ อันจะมีผลให้อำนาจอธิปไตยด้านนิติบัญญัติและบริหารต้องสะดุดหยุดลง และไม่สามารถจัดตั้งขึ้นทดแทนได้ในเงื่อนไขและเงื่อนเวลาตามหลักปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ข้อพิจารณาที่ 2 ถ้าหากเป็นเช่นนั้น ประเทศชาติจะมีทางออกอย่างไร จำเป็นจะต้องมีการปฏิวัติรัฐประหารหรือยึดอำนาจหรือไม่

ขอตอบว่า นอกจากจะไม่จำเป็นแล้ว ยังไม่สมควรอย่างยิ่งอีกด้วย แต่กำลังอำนาจของกองทัพที่สามารถจะกระทำปฏิวัติและยึดอำนาจได้ จำเป็นที่จะต้องนำออกมาใช้ให้แนบเนียนและสัมฤทธิผล ในฐานะที่เป็นองค์ประกอบและเครื่องมืออันสำคัญยิ่งของอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ในประเทศไทยเป็นอำนาจของปวงชน อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นจอมทัพ

ข้อพิจารณาที่ 3 เพื่อให้สอดคล้องกับข้อพิจารณาที่ 2 ในยามที่บ้านเมืองตกอยู่ในภัยพิบัติอันอุกฤษฏ์ จะมีทางออกอย่างไรบ้าง

ทางออกก็คือ การใช้หลักกฎหมายว่าด้วย “ภัยพิบัติชัดแจ้งอันอาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ หรือ Real and present danger” ตามหลักกฎหมายอเมริกัน หรือหลัก “การกระทำป่าเถื่อนผิดกฎหมายที่กำลังจะเกิดขึ้น หรือ Imminent lawless action” ตามหลักกฎหมายอังกฤษ

หลักกฎหมายนี้เปิดหนทางให้ฝ่ายบริหารหรือพระมหากษัตริย์ใช้อำนาจพิเศษนอกหรือเหนือรัฐธรรมนูญ Extraconstitutionality แก้ไขหรือบังคับให้การกระทำดังกล่าวหมดไป เพื่อให้เกิดความสงบและประโยชน์สุขส่วนรวม

โดยอำนาจและมาตรการเหล่านั้นจะไม่มีอยู่ในกฎหมายและรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่จะขัดกฎหมายหรือบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญก็ได้ อำนาจพิเศษดังกล่าวเรียกว่า อำนาจพิเศษของฝ่ายบริหาร หรือ Executive prerogative ซึ่งเป็นอำนาจทางการเมือง และ Royal prerogative หรือพระราชอำนาจพิเศษ ที่เป็นอำนาจตามกฎหมายธรรมชาติ มีฐานะอำนาจหรือลำดับเหนือกว่าอำนาจของฝ่ายบริหาร

พระราชอำนาจนี้แม้แต่จะทรงปลดรัฐบาลใช้มาตรา 7 หรือพระราชทานนายกรัฐมนตรีก็ไม่ผิด แต่ในหลวงรัชกาลปัจจุบันไม่ทรงโปรดให้นำมาใช้ ถึงกระนั้นพระราชอำนาจพิเศษตามครรลองประชาธิปไตยยังมีอยู่ และจำเป็นดังคำอธิบายของในหลวงในข้อพิจารณาที่ 5

ข้อพิจารณาที่ 4 หลักที่ว่าพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมืองและอยู่ใต้รัฐธรรมนูญถูกต้องหรือไม่ และการใช้พระราชอำนาจพิเศษเท่ากับพระมหากษัตริย์ทรงลงมาเล่นการเมือง ซึ่งมิบังควรใช่หรือไม่

ขอตอบว่าทั้งหมดนั้นเป็นมิจฉาทิฐิ ไม่ถูกต้องทั้ง 3 อย่าง 2 อย่างแรกเป็นวาทกรรมทางการเมืองที่เผด็จการนำมาใช้เบียดบังและกีดกันพระมหากษัตริย์มิให้มีส่วนร่วมทางการเมืองตามหลักประชาธิปไตย ทั้งเป็นวาทกรรมที่ขัดหลักตรรกะ เพราะรัฐธรรมนูญนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องการเมือง เมื่ออยู่ใต้รัฐธรรมนูญแล้วจะอยู่เหนือการเมืองได้อย่างไร

ในเรื่องนี้ Sir Ivor Jennings ปรมาจารย์วิชาหลักรัฐธรรมนูญอังกฤษ ได้อธิบายว่า ที่ว่าพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมืองนั้นเป็นความเข้าใจผิด เพราะสถาบันมีหน้าที่ทางการเมืองมากมาย ที่ว่าเหนือการเมืองนั้นจำกัดเฉพาะอยู่ที่เหนือการขัดแย้งแข่งขัน หรือเข้าข้างพรรคการเมืองหนึ่งการเมืองใดเท่านั้น พระมหากษัตริย์ต้องระวังและเคร่งครัด จะต้องไม่ลำเอียงเข้าข้างพรรคการเมืองใดๆ เด็ดขาด

เรื่องพระราชอำนาจพิเศษของกษัตริย์นั้นได้กล่าวมาบ้างแล้ว ส่วนคำตอบว่าสถาบันจะเล่นการเมืองได้หรือไม่ โปรดอ่านคำตอบจากพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลปัจจุบัน ดังนี้

“จำไว้ว่าสถาบันจะลงไปเล่นการเมืองอย่างเต็มตัวได้ก็ต่อเมื่อเกิด Void หรือสุญญากาศทางการเมืองขึ้นจริงๆ อย่างกรณี 14 ตุลาคม แต่เมื่อได้ก้าวลงไปจัดการ จนช่องว่างดังกล่าวหมดไปแล้ว สถาบันกษัตริย์จะต้องรีบก้าวกลับขึ้นไปอยู่เหนือการเมืองอย่างเดิมโดยเร็วที่สุด จะได้พร้อมที่จะลงมาช่วยได้อีก ถ้าเกิดสุญญากาศขึ้นมาอีก”

ข้อพิจารณาที่ 5 นอกจากพระราชอำนาจตามหลักสากลที่มี 3 อย่าง คือ พระราชอำนาจทั่วไป พระราชอำนาจสำรอง และพระราชอำนาจพิเศษแล้ว พระมหากษัตริย์ไทยยังมีพระราชอำนาจตามนิติประเพณีไทย ภายใต้ทศพิธราชธรรม และบางพระองค์ยังทรงกฤษดาภินิหารสามารถ “ปกป้องขอบขัณฑสีมารักษาประชาชนและมนตรี” ตามพระปฐมบรมราชโองการ

ข้อพิจารณาที่ 6 การนำหลักอิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบาท และสมการของไอน์สไตน์มาแก้วิกฤตของประเทศในปัจจุบัน หลักปฏิจจสมุปบาทซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนา อาจอธิบายได้สั้นๆ ว่า เหตุปัจจัยทั้งหลายเกิดขึ้น ดำรงอยู่หรือเสื่อมสลาย ก็ด้วยมีเหตุปัจจัยต่างๆ ถักทอต่อยอดสัมพันธ์เชื่อมโยงกันมาซึ่งเป็นหลักพื้นฐานเบื้องต้นที่นำมาสู่ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ ดังนี้

E = MC2 (E = Energy, M = Mass, C = Speed of light ยกกำลัง 2) ทฤษฎีนี้เองที่เป็นต้นกำเนิดของระเบิดปรมาณูที่ทำให้ฝ่ายธรรมะชนะอธรรมในสงครามโลกครั้งที่ 2 ขอให้เราแปลงสมการทฤษฎีนี้มาสู่องค์ประกอบของความเป็นไทยดังนี้

E = Energy of the Earth ได้แก่พลังของแผ่นดินหรือภูมิพล ได้แก่พลังของในหลวงและปวงชนนั่นเอง

M = Mass หรือ Monarchy หรือ Military ถ้าแยกกัน E หรือพลังแผ่นดินก็น้อย ถ้ารวมกัน พลังแผ่นดินก็มาก

C2 = Crown หรือ Crowd หรือ Civic Action ถ้ารวมกันยกกำลังสองแล้ว พลังอะไรก็จะเทียมทานมิได้

ดังนั้น การแก้วิกฤตประเทศไทยก็คือการนำ บารมีในหลวง + พลังปวงชน + การสนับสนุนของกองทัพ มาใช้ให้ถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักประชาธิปไตยในเงื่อนไขและเงื่อนเวลาที่ถูกต้องเท่านั้นเอง

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI