posttoday
ความฝันอันสูงสุด

ความฝันอันสูงสุด

03 ธันวาคม 2556

ผมละเบื่อและรำคาญนักวิชาการและนักธุรกิจบางคนที่ออกมาพูดทำนองว่า เป็นห่วงว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้ จะทำให้เศรษฐกิจไทยโตขึ้นไม่ถึง 3% นักท่องเที่ยวต่างชาติจะไม่เข้ามาเที่ยวในเมืองไทย และคนไทยจะใช้จ่ายเพื่อการบริโภคอุปโภค และลงทุนน้อยลงเป็นตัวเลขเท่านั้นเท่านี้

ผมละเบื่อและรำคาญนักวิชาการและนักธุรกิจบางคนที่ออกมาพูดทำนองว่า เป็นห่วงว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้ จะทำให้เศรษฐกิจไทยโตขึ้นไม่ถึง 3% นักท่องเที่ยวต่างชาติจะไม่เข้ามาเที่ยวในเมืองไทย และคนไทยจะใช้จ่ายเพื่อการบริโภคอุปโภค และลงทุนน้อยลงเป็นตัวเลขเท่านั้นเท่านี้

จริงๆ แล้วอยากถามว่า ถ้าเศรษฐกิจไทยโตขึ้นเพียง 2.5% แทนที่จะเป็น 3% แล้ว จะทำให้ประเทศชาติล่มจมอย่างนั้นหรือ 2.5 ถึง 3 มีความแตกต่างกันมากเพียงนั้นหรือ เพราะอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยถูกปรับลดลงมาจากประมาณ 56% ที่ต่อได้ตอนต้นปี

และที่เป็นอย่างนั้นเพราะการส่งออกลดลง ผู้คนใช้จ่ายน้อยลง และการลงทุนปรับตัวลดลง ตั้งแต่ยังไม่มีวิกฤตการเมืองไม่ใช่หรือ ถ้าจะลงเพราะอีกครึ่งเปอร์เซ็นต์จะเป็นไรไป วิกฤตการเมืองครั้งนี้

นี่พูดอย่างนี้ไม่ใช่เพราะอยากให้มีการประท้วงหรือการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่น่าจะใช่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่น่าจะเป็นห่วงชีวิตและสวัสดิภาพของคนไทยด้วยกันมากกว่า ว่าควรจะทำอย่างไรให้เหตุการณ์สงบลง เพื่อไม่ให้เสียเลือดเสียเนื้อของพี่น้องร่วมชาติมากไปกว่านี้

อย่ามองอะไรเป็นตัวเลขไปหมด การที่มองทุกอย่างเป็นเงินเป็นตัวเลขไม่ใช่หรือที่ทำให้ปัญหาทางการเมืองรุนแรงขึ้น เพราะความเห็นแก่ตัวและเห็นแก่ได้ของคนในสังคม

อย่างไรก็ตาม วิกฤตการเมืองครั้งนี้มีส่วนดีอยู่อย่างหนึ่ง คือ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือกลุ่มคนที่ออกมาประท้วง ต่างเห็นตรงกันว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อให้ประเทศนี้สามารถยืนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในสังคมโลก

ไหนๆ ก็พูดเรื่องเศรษฐกิจกับการปฏิรูปแล้ว ผมก็อยากแชร์แนวความคิดเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจของไทยกับท่านผู้อ่านว่า แทนที่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตเป็นสรณะ เพราะเกรงว่าถ้าเศรษฐกิจของชาติเติบโตน้อยลงจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในอาเซียนถูกคนอื่นแซงไป ไม่ว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกทำลายไปอย่างย่อยยับ ผู้คนลืมกำพืดของตนเอง เพราะถูกวัฒนธรรมต่างชาติครอบงำ ลองมาคิดปฏิรูปให้เข้ายุคเข้าสมัยสักทีดีไหม

ผมฝันว่าหลังการปฏิรูปนักธุรกิจจะไม่ยอมจ่ายเงินใต้โต๊ะให้นักการเมืองและข้าราชการ และในทางตรงกันข้าม นักการเมืองและข้าราชการจะไม่ยอมรับเงินใต้โต๊ะจากนักธุรกิจ

ถ้าความฝันนี่เป็นจริง ต้นทุนในการค้าขายทำธุรกิจจะลดลงอย่างน้อย 1520% ทันที ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจสูงขึ้น เพราะต้นทุนลดลง ประชาชนได้รับ “สินค้าคุณภาพ” จากรัฐบาลที่ใช้เงินภาษีไปซื้อมา ถนนหนทางไม่ต้องซ่อมแซมกันทุกปี

ผมยืนยันว่า เมื่อไม่มีการคอร์รัปชั่น รัฐจะมีเงินเหลือจ่ายไปลงทุนในโครงการใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ โดยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินเพิ่มขึ้น

ผมยืนยันว่า ภาครัฐและภาคธุรกิจจะไม่ช่วยกันสร้างค่านิยมให้ประชาชนคนไทยเสพติดระบบบริโภคนิยมอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนทำให้หนี้ครัวเรือนสูงขึ้นถึงระดับที่จัดว่าเป็นอันตรายต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คือ ประมาณร้อยละ 80 ของรายได้ประชาชาติ

ผมฝันว่า เมื่อรัฐไม่เน้นการสร้างอัตราภาพเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ก็จะหันกลับมาทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคอย่างจริงจัง ไม่ให้ถูกเอาเปรียบ กลับมาทำหน้าที่พิทักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติไม่ให้ถูกทำลายโดยนายทุนชาติและนายทุนต่างชาติ แทนที่จะร่วมมือกับคนเหล่านี้ทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติเสียเองอย่างที่เคยเป็นมา ซึ่งบ่อยครั้งที่รัฐเป็นผู้ทำลายเสียเอง แทนที่จะเป็นผู้พิทักษ์ปกป้อง

ผมฝันว่า รัฐจะหันกลับมาทำหน้าที่ปกป้องระบบเศรษฐกิจเสรีไม่ให้มีการผูกขาดโดยนายทุนผู้สนับสนุนพรรคการเมือง ไม่ว่านายทุนจะเป็นนายทุนชาติหรือนายทุนต่างชาติ ข้าราชการควรมีความสำนึกที่จะไม่ทำตัวเป็นข้ารับใช้ของกลุ่มทุนเหล่านี้ และหน่วยงานของรัฐบาลไม่เข้ามาทำธุรกิจแบบผูกขาดเสียหาย

ผมฝันว่า รัฐจะหันมาส่งเสริมการลงทุนที่ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ของประเทศ แทนที่จะมุ่งส่งเสริมนายทุนข้ามชาติที่มุ่งหวังจะเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากค่าจ้างแรงงานราคาถูก และทรัพยากรของประเทศ โดยมิยอมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทย และการส่งเสริมการลงทุนจะเป็นการส่งเสริมแบบมีเงื่อนไข และกำหนดระยะเวลาของการส่งเสริมจำกัด ไม่ใช่ส่งเสริมกันตลอดชาติโดยกลยุทธ์การหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ที่เจ้าหน้าที่ไทยรับรู้แต่ปิดตาไม่เห็น เพราะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากนายทุน

ผมฝันว่า หลังจากปฏิรูปรัฐจะเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เน้นการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม ยกเลิกการออกวีซ่าให้นักท่องเที่ยวที่สนามบิน ที่เข้ามาเช่าหอพักอยู่กินข้าวแกงแข่งกับคนจนและนักศึกษาไทย ส่วนทางการไทยก็มีความสุขกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ทั้งที่รายได้ของนักท่องเที่ยวต่อหัวต่ำเตี้ยติดดิน เมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวคุณภาพในบางประเทศ เช่น สิงคโปร์ หรือภูฏาน ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ประเทศที่พร้อมด้วยความงดงามของธรรมชาติ ประชากรที่เป็นมิตร มีวัดวาอารามและโบราณสถานที่งามวิจิตร มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นของตัวเองทั้งในระดับพระราชพิธีและประเพณีท้องถิ่น คนทั่วโลกรู้จักและอยากรับประทานอาหารไทยในเมืองไทย ไม่ต้องกลัวหรอกครับว่าจะไม่มีคนเข้ามาเที่ยว จริงๆ ถ้านำนโยบายการท่องเที่ยวแบบภูฏานเข้ามาใช้ อาจทำให้นักท่องเที่ยวในประเทศนี้มากขึ้น ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นก็ได้ ใครจะรู้

ผมฝันว่า รัฐจะลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นจริงๆ ตามลำดับความสำคัญก่อนหลัง แทนที่จะพยายามลงทุนในโครงการประเภทสร้างชื่อเอาดัง คนอื่นมีต้องมีด้วย โดยไม่คำนึงถึงขีดความสามารถในการลงทุนของตนเอง มุ่งแต่จะกู้เงินมาลงทุนโดยละเลยต่อความเสี่ยงที่ตามมา โยนให้เป็นเรื่องของอนาคต ประเทศใดที่ไม่ให้ความสำคัญต่อวินัยการคลัง จะไม่มีวันที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนระยะยาวได้อย่างแน่นอน แต่จะเป็นที่ชื่นชอบของนักเก็งกำไรที่จะเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากเศรษฐกิจฟองสบู่ และความพินาศที่จะตามมาเมื่อฟองสบู่แตก

ผมกำลังจะฝันต่อ เผอิญได้ยินเสียงโทรทัศน์ที่เปิดค้างไว้ว่า กำลังมีการยิงแก๊สน้ำตากันอีกแล้ว เลยตื่นขึ้นมา เสียดายความฝันจังเลยครับ...

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน