
อยากให้สงบ
ต้องยอมรับว่าแปลกใจอย่างมากที่ ธปท. โดย กนง. ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลง 0.25% เป็น 2.25% และปรับลดการประมาณการทางเศรษฐกิจในปีนี้เหลือ 3% จากเดิม 3.7% และในปีหน้าเหลือ 4% จากเดิมที่ 4.8% กนง.ให้เหตุผลในการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ว่า เพราะเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงมาก ซึ่งต้องนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ ธปท.และ กนง.จะได้มีการปรับการทำงานให้ตอบสนองกับสภาวการณ์ได้เร็วขึ้น และก็หวังว่าจะเป็นมาตรฐานอย่างนี้ไปตลอด ไม่ให้เหมือนช่วงก่อนหน้านี้ที่ค่าเงินบาทแข็งตัวมาก แต่ กนง.กลับไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อนลงเลย ทั้งๆ ที่มีการเรียกร้องจากหลายฝ่าย รวมถึงประธาน ธปท.ในขณะนั้น อย่างไรก็ดี ธปท.จะต้องคอยจับตาดูค่าเงินบาทที่อ่อนอยู่แล้ว จากการโยกย้ายเงินออกของนักลงทุน ต่างประเทศที่กังวลต่อภาวะการเมือง จะอ่อนลงเพิ่มขึ้นอีกขนาดไหน ซึ่งอาจจะส่งผลถึงอัตราเงินเฟ้อได้
ต้องยอมรับว่าแปลกใจอย่างมากที่ ธปท. โดย กนง. ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลง 0.25% เป็น 2.25% และปรับลดการประมาณการทางเศรษฐกิจในปีนี้เหลือ 3% จากเดิม 3.7% และในปีหน้าเหลือ 4% จากเดิมที่ 4.8% กนง.ให้เหตุผลในการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ว่า เพราะเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงมาก ซึ่งต้องนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ ธปท.และ กนง.จะได้มีการปรับการทำงานให้ตอบสนองกับสภาวการณ์ได้เร็วขึ้น และก็หวังว่าจะเป็นมาตรฐานอย่างนี้ไปตลอด ไม่ให้เหมือนช่วงก่อนหน้านี้ที่ค่าเงินบาทแข็งตัวมาก แต่ กนง.กลับไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อนลงเลย ทั้งๆ ที่มีการเรียกร้องจากหลายฝ่าย รวมถึงประธาน ธปท.ในขณะนั้น อย่างไรก็ดี ธปท.จะต้องคอยจับตาดูค่าเงินบาทที่อ่อนอยู่แล้ว จากการโยกย้ายเงินออกของนักลงทุน ต่างประเทศที่กังวลต่อภาวะการเมือง จะอ่อนลงเพิ่มขึ้นอีกขนาดไหน ซึ่งอาจจะส่งผลถึงอัตราเงินเฟ้อได้
อย่างไรก็ดี การลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง.ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าความไม่สงบทางการเมืองได้ส่งผลกระทบทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจได้ถดถอยลงแล้ว จากการชุมนุมที่เปลี่ยนจากการเรียกร้องให้เกิดอารยะขัดขืนแต่ไม่สำเร็จ มาเป็นการเคลื่อนกลุ่มผู้ชุมนุมเข้ายึดหลายกระทรวงและสถานที่ราชการต่างๆ การกระทำดังกล่าวทำให้แนวร่วมประชาชนเป็นจำนวนมากที่ออกมาในวันอาทิตย์ที่แล้ว ต่างก็ถอยออก เพราะไม่อยากมีส่วนร่วมในการกระทำที่ผิดกฎหมายและสร้างความเสียหายให้กับประเทศ นอกจากนี้ยังทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศลดลงอย่างมาก และสร้างความเสียหายต่อการท่องเที่ยว ซึ่งมีหลายสิบประเทศแล้วที่ประกาศเตือนประชากรของตนให้ระวังในการมาเที่ยวประเทศไทย โดยมีการประเมินว่ารายได้จากการท่องเที่ยวเสียหายแล้วกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท และก็หวังว่าจะไม่มีการขยายผลไปปิดสนามบินเหมือนในอดีตอีก เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกมาก
ภาพการบุกเข้ากระทรวงการคลังโดยมีชายไม่ได้ใส่เสื้อนุ่งผ้าขาวม้าชี้มืออยู่หน้าป้ายวายุภักดิ์ และภาพ ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปนั่งเล่นกันในห้องประชุมของกระทรวงการคลังได้สร้างความสะเทือนให้กับผู้เขียนอย่างมาก เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังมาก่อน และก็ดีใจที่อดีต รมว.คลัง กรณ์ จาติกวณิช ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีความรู้สึกที่ทนไม่ได้เช่นกัน และต้องออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับผู้ชุมนุมที่นำโดยเหล่าแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์เองที่ทำเกินขอบเขตของกฎหมายแต่ถูกด่ากลับ
การเรียกร้องของผู้นำการชุมนุมที่ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งใหม่ และอยากให้มีการจัดตั้งรัฐบาลประชาชนและสภาประชาชนไม่น่าจะสามารถทำได้ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อีกทั้งผู้นำการประชุมก็ยังปฏิเสธที่จะเจรจากับท่านนายกรัฐมนตรีในการหาทางออกให้กับประเทศ ซึ่งทำให้ไม่สามารถหาทางออกที่เหมาะสมกันได้ ขนาดสื่อต่างประเทศ เช่น ไทม์ ยังวิเคราะห์ว่าพรรคประชาธิปัตย์สร้างเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหารและไม่เป็นนักประชาธิปไตย โดยหากเป็นอย่างนี้ก็ยังไม่เห็นทางออกอย่างไรที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้อย่างสงบ ทางเลือกทางไหนก็จะสร้างปัญหาให้เพิ่มขึ้นไปอีกในอนาคต
ในขณะเดียวกัน ก็มีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้ออกมาสนับสนุนรัฐบาลในปริมาณที่มากพอสมควร และเริ่มมีการกระทบกระทั่งกันบ้างแล้ว โดยผู้เขียนไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มคนสองฝ่ายที่เป็นคนไทยด้วยกันต้อง ต่อสู้กันจนมีการบาดเจ็บล้มตาย และจะสร้างแผลทางใจให้เกิดขึ้นเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
นานาประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ประเทศในอียู ประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมถึงเลขาธิการ สหประชาชาติได้ออกมาเรียกร้องให้มีการเจรจากันอย่างสันติเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ เพราะที่เป็นอยู่ในขณะนี้เหมือนกับจะไม่มีทางออกที่ดีให้กับประเทศเลย ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีทางเจรจากันเพื่อให้ประเทศสงบและสามารถเดินหน้าต่อไปได้
ในขณะที่แกนนำพรรคฝ่ายค้านเป็นแกนนำของผู้ชุมนุม พรรคฝ่ายค้านเองก็ได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ฝ่ายค้านบางส่วนยังเห็นความสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แต่การอภิปรายก็ยุ่งเหยิงไม่ต่างอะไรกับการชุมนุมเท่าไร เพราะมีการประท้วงกันไปมาตลอด ซึ่งแม้เรื่องจะน่าสนใจอย่างไร แต่เพราะความวุ่นวายของทั้งสองฝ่ายประกอบกับความสนใจของประชาชนที่อยู่กับการชุมนุมที่เปลี่ยนเป็นการบุกรุกสถานที่ ราชการมากกว่าการอภิปราย จึงเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชนออกไป แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นการไม่เหมาะสมที่ฝ่ายค้านได้นำมาอภิปรายคือ การพูดพาดพิงถึงมกุฎราชกุมารของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผู้ซึ่งจะก้าวขึ้นเป็นประมุขของประเทศในอนาคต และเป็นที่เคารพของประชาชนของประเทศเขา ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ และจะสร้างผลเสียอย่างใหญ่หลวงได้ หากจำบทเรียนกันได้ที่ประเทศไทยเสียโอกาสอย่างมหาศาลจากปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทยและซาอุดิอาระเบีย โดยหากมีประเทศอื่นมาพูดถึงบุคคลที่คนไทยเคารพเทิดทูน ประชาชนไทยก็คงจะไม่ยอมเช่นกัน
ไม่อยากให้ใครทำอะไรกับเรา ก็อย่าไปทำอย่างนั้น กับเขา







