
ทหารปรับบทบาทเลี่ยงแทรกแทรงการเมมือง
สถานการณ์วิกฤตการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุได้กลายเป็นที่จับตามองจากสื่อทั่วทุกมุมโลกเป็นอย่างมาก
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
สถานการณ์วิกฤตการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุได้กลายเป็นที่จับตามองจากสื่อทั่วทุกมุมโลกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เกิดเหตุความรุนแรงจากการปะทะกันของมวลชนที่ต่อต้านรัฐบาลกับฝ่ายมวลชนคนเสื้อแดง ที่บริเวณซอยรามคำแหง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน บาดเจ็บอีกกว่า 50 คน
ขณะที่หมอกควันความรุนแรงยังไม่จางหายจากไปได้ดี ความตึงเครียดรอบใหม่ก็ก่อตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน เมื่อมวลชนของกลุ่มนามว่า “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)” ได้พยายามบุกเข้ายึดสถานที่ราชการหลายแห่ง และต้องปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีทางเลือก ต้องใช้แก๊สน้ำตาเข้าป้องปรามผู้ชุมนุมดังกล่าว ส่วนนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องระเห็จหนีจากฐานที่มั่นไปยังพื้นที่ปลอดภัย
ความตึงเครียดทางการเมืองที่ยืดเยื้อมากว่า 1 เดือนเต็ม ทำให้กลไกการทำงานของรัฐแทบจะกลายเป็นอัมพาต รวมไปถึงการที่แกนนำของ กปปส.อย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ประกาศไม่รับข้อเสนอการเจรจาของรัฐบาลและปฏิเสธข้อเสนอการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ของพรรครัฐบาล ได้ส่งผลให้นักวิเคราะห์และผู้สันทัดกรณีทางการเมืองทั้งในและต่างชาติมองว่า เงื่อนปมทั้งหมดอาจกลายเป็นตัวบีบให้ “ทหาร” ต้องลุกขึ้นมาแทรกแซงหรือทำรัฐประหาร เพื่อรักษาความสงบและรักษาเสถียรภาพทางการเมืองเหมือนดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีตกว่า 18 ครั้ง นับตั้งแต่การปฏิวัติไปสู่ระบอบประชาธิปไตยสยามในปี 1932
โดยเฉพาะเมื่อปี 2006 ที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของผู้นำคนปัจจุบัน โดนทหารลุกขึ้นยึดอำนาจ หลังจากที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย “เสื้อเหลือง” ลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม บทบาทของทหารต่อความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตที่เคยเป็นมาพอสมควร
เพราะทั้งๆ ที่มีการกดดันทหารให้ออกมาแทรกแซงทางการเมืองอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการใช้มวลชนบุกเข้าไปหาถึงกองบัญชาการกองทัพบก เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา หรือการร้องเรียกให้ทหารยืนข้างประชาชนอยู่หลายครั้ง แต่ทหารก็ยังคงสงวนท่าทีอย่างระมัดระวัง ด้วยการย้ำอย่างหนักแน่นว่าจะไม่เลือกฝ่าย ขอทำหน้าที่เป็นกลาง พร้อมขอร้องให้มวลชนอย่าดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาข้องแวะกับปัญหาทางการเมือง
ไม่เพียงเท่านั้น ทหารเองกลับยังทำตัวเป็นคนกลางในการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์อีกด้วย โดยบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าววงในว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นผู้เสนอเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเพื่อแก้ไขวิกฤตการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ กับฝ่าย กปปส.ที่นำโดยสุเทพ
นักวิเคราะห์ต่างชาติ ระบุว่า สาเหตุที่ทำให้ทหารปฏิเสธที่จะแทรกแซงทางการเมืองโดยตรงด้วยการยึดอำนาจเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะว่าขณะนี้ทหารทั่วโลกเองก็หันมาเรียนรู้แล้วว่าการแทรกแซงทางการเมืองในรูปแบบการทำ “รัฐประหาร” หรือการยึดอำนาจ เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาของประเทศที่ล้าสมัยแล้ว อีกทั้งยังไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมโลก
“การทำรัฐประหารโดยทหารเป็นรูปแบบง่ายๆ ที่จบลงไปแล้วในโลกใบนี้ แม้กระทั่งเมืองไทย” พอล แชมเบอร์ส ผู้อำนวยการฝ่ายการวิจัย สถาบันศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทเรียนจากการทำรัฐประหารในปี 2006 ของ พล.อ.สนธิบุญยรัตกลิน ที่ไม่สามารถลบล้างความบาดหมางทางการเมืองได้ ซ้ำกลับเป็นตัวเร่งให้ความขัดแย้งขยายวงซึมลึกลงไปอีก ดังเห็นได้จากการขยายตัวของขบวนการมวลชนคนรากหญ้า “คนเสื้อแดง” ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อลุกขึ้นมาต่อต้านการใช้อำนาจนอกระบบที่เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองโดยผ่านการจัดตั้งหมู่บ้านคนเสื้อแดง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเงินทุนของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ
ในที่สุดแล้ว ก็ยกระดับขึ้นมาเป็นขบวนการมวลชนขนาดใหญ่ที่สร้างปัญหาให้กับรัฐบาลฝ่ายตรงข้ามของ ทักษิณ ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นอย่างมากเมื่อปี 2010 เนื่องจากมวลชนจำนวนมากได้ลงมาปักหลักชุมนุมยืดเยื้อที่กรุงเทพฯ เพื่อกดดันให้รัฐบาลขณะนั้นต้องลาออกหรือยุบสภา
ขณะที่ในปี 2011 ขบวนการคนเสื้อแดงก็ได้กลายเป็นฐานเสียงสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของ ทักษิณ ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประวัติศาสตร์ไทยได้สำเร็จอีกด้วย
“ทหารเรียนรู้จากบทเรียนการทำรัฐประหารในปี 2006 และการลุกฮือขึ้นประท้วงของมวลชนคนเสื้อแดงในปี 2010” ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าว พร้อมเสริมว่า การเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองย่อมมาพร้อมกับต้นทุนหรือฐานเสียงสนับสนุนที่อาจเสียไป
ถึงกระนั้นก็ตาม แม้ว่านักวิเคราะห์จะคาดการณ์กันว่า ทหารจะไม่ลุกขึ้นมาแทรกแซง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าทหารจะให้การสนับสนุนรัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มที่
ดังเห็นได้จากบทวิเคราะห์จากความเห็นของ โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวภาคสนามของบีบีซี ที่เผยว่า ทหารระดับสูงหลายคนยังมีทีท่าลังเลต่อการเข้ามาปฏิบัติงานตามคำสั่งของรัฐบาลท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะการขอเสริมกำลังทหารมาช่วยตำรวจรักษาความเรียบร้อยตามหน่วยงานราชการ
ขณะเดียวกัน บทบาทของทหารในการปฏิบัติหน้านี้ให้กับรัฐบาลคราวนี้ ก็ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดถึงความกระอักกระอ่วนใจที่ต้องมาทำหน้าที่ด้วย โดยเฉพาะการกำหนดข้อตกลงกับรัฐบาลว่าจะไม่ถือหรือพกพาอาวุธ ที่สำคัญคือจะคอยรับบทบาทเป็นเพียงผู้สนับสนุนการทำงานของตำรวจปราบจลาจลเท่านั้น
นอกจากนี้ ความเสี่ยงของการออกมาทำรัฐประหารของทหารก็ยังมีอยู่เช่นกัน โดย พอล แชมเบอร์ส ระบุว่า หากเกิดกรณีความขัดแย้งลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองจากศึกม็อบชนม็อบ อาจทำให้ทหารทนไม่ไหวและต้องออกมาแทรกแซงทางการเมืองในที่สุด
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่เมื่อวานนี้กลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงจะยอมประกาศยุติการชุมนุมที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถานในกรุงเทพฯ ลงเป็นการชั่วคราว เพื่อเป็นการลดเงื่อนไขนำไปสู่การรัฐประหารของทหาร หลังจากที่คืนวันที่ 30 พ.ย.จนถึงเช้าวันที่ 1 ธ.ค. มวลชนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลและฝ่ายเสื้อแดงได้ปะทะกันจนนำไปสู่การเสียชีวิตของมวลชนทั้งสองฝ่ายจำนวน 4 คน บาดเจ็บกว่า 50 คน
ขณะที่ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเกียวโตจากญี่ปุ่น กล่าวให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส ว่า หากเกิดกรณีความขัดแย้งบานปลายขึ้น ทหารอาจจะหันมาทำรัฐประหารกับรัฐบาล แต่จะต่างจากในอดีตตรงที่จะเป็นการแทรกแซงแบบจำกัด
“การแทรกแซงของกองทัพจะเป็นไปแบบจำกัด และทหารจะจัดการกับประเด็นความมั่นคงเฉพาะด้านมากกว่าจะออกมาสนับสนุนมวลชนฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เพื่อโค่นล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์” ปวิน กล่าว
ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่จะเห็นว่าในตอนนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทย และมวลชนเสื้อแดงจึงเล่นเกมถอยสุดลิ่มทิ่มประตู เพื่อลดเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าจนอาจกลายเป็นเงื่อนไขที่สุกงอมอย่างไม่ตั้งใจขึ้นมา







