posttoday
นายกฯต้องรับผิดชอบก่อนไขกุญแจสู่ทางเลือก

นายกฯต้องรับผิดชอบก่อนไขกุญแจสู่ทางเลือก

01 ธันวาคม 2556

ขณะนี้รัฐบาลหมดความชอบธรรม นายกฯต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างหนึ่งอย่างใด แต่พรรคเป็นพรรคการเมืองยังต้องดำเนินการสู้อยู่ในระบบ

โดย...ทีมข่าวการเมือง

เข้าสู่โค้งอันตรายอีกครั้งสำหรับการเมืองไทย ที่ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายเหตุการณ์จะจบลงตรงจุดใด เมื่อมวลมหาประชาชนประกาศตัวออกมาถามหาความรับผิดชอบจากผู้บริหารประเทศโดยใช้ "อารยะขัดขืน" เป็นธงนำในการเคลื่อนไหวขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังคง "ยื้อ" ยืนในจุดยืน ไม่ยุบสภา ไม่ลาออก

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ต่อทิศทางสถานการณ์การเมืองขณะนี้ ภายหลังจากเปิดหน้าประกาศตัวร่วมขับไล่ระบอบทักษิณ เดินหน้าสู่การ"ปฏิวัติประชาชน" แม้รายละเอียดทิศทางการเคลื่อนไหวอาจจะไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกับมวลมหาประชาชนเสียทีเดียว แต่ก็มีจุดร่วมเป้าหมายเดียวกัน

"สิ่งที่เราพยายามทำขณะนี้คือ รวมทุกกลุ่มที่ต่อต้านความไม่ถูกต้องในรูปแบบต่างๆ ให้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นทุกคนที่รับไม่ได้กับการทุจริตคอร์รัปชั่น รับไม่ได้กับการมีอำนาจ แล้วคิดจะล้างความผิดเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น รับไม่ได้กับการไม่รับอำนาจศาล โดยคนที่มีอำนาจก็ต้องแสดงออก ในกลุ่มมวลมหาประชาชนก็ย่อมมีความหลากหลายทางความคิดว่า นอกจากการต้องการเห็นความถูกต้องดีงาม อยากเห็นสังคมเป็นอย่างไร ก็อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกันบ้าง ยิ่งถ้ามานั่งถามกันว่าจะเดินไปสู่จุดนั้นอย่างไร ก็มีหลากหลายความเห็น แต่ละคนก็จะมีบทบาทที่ต่างกัน

ภาคธุรกิจก็มีบทบาทที่มาช่วยเรื่องนี้ได้เขาก็มีข้อจำกัดของเขา ภาควิชาการก็มีบทบาทเรื่องนี้ได้ เขาก็มีข้อจำกัดของเขา ผมเป็นภาคพรรคการเมือง ยังเป็น สส. ผมก็มีบทบาทช่วยตรงนี้ได้ แต่ผมก็มีขอบเขตที่จำกัดเช่นเดียวกัน ยืนยันว่าพรรคเห็นว่าขณะนี้รัฐบาลหมดความชอบธรรม นายกฯต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างหนึ่งอย่างใด แต่พรรคเป็นพรรคการเมือง ยังต้องดำเนินการสู้อยู่ในระบบ"

ส่วนคำถามว่าเหตุการณ์จะจบลงอย่างไรนั้น "อภิสิทธิ์" อธิบายว่า ก่อนจะถามว่าจบยังไง ต้องเข้าใจก่อนว่ารัฐบาล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ พลพรรคระบอบทักษิณ คิดอย่างเดียวที่จะรักษาอำนาจผลประโยชน์อย่างไร โดยยุทธศาสตร์"ไทยเฉย" หวังว่าคนที่เคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ต้องหมดแรง หรือไม่หมดแรงก็เกิดความกดดันตึงเครียด จนนำไปสู่การลดความชอบธรรมของตัวเอง จึงจะเป็นการต่อสู้ระหว่างยุทธศาสตร์ไทยเฉยของรัฐบาล กับสำนึกของสังคมที่ถูกปลุกขึ้นมาว่าจะเปลี่ยนตรงนี้ได้หรือไม่

"ถ้าถามว่าจะจบเมื่อไหร่อย่างไร แต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน แต่ผมมองไม่เห็นว่ารัฐบาลที่หมดความชอบธรรมจะพยายามดำรงสถานะนี้อยู่ได้อย่างไร และเพื่ออะไรการบริหารงานจากนี้ก็ไม่มีทางราบรื่นจนกว่าจะมีการแสดงความรับผิดชอบ ต่อให้ยุทธศาสตร์ไทยเฉยประสบความสำเร็จ คนเริ่มหายไปจากท้องถนน แต่ในจิตใจเขาก็ไม่หาย เพราะฉะนั้นคุณคือตัวกีดขวางคำตอบ ไม่ว่าคำตอบนั้นจะเป็นคำตอบใด เราจะอยู่อย่างนี้ต่อไป จุดสำคัญวันนี้คือคุณต้องเปิดทางตรงนี้เสียก่อน"

มองทางออกล่าสุดเวลานี้ กับการยื่นข้อเสนอเปิดทางเจรจาของนายกฯ ยิ่งลักษณ์นั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มองว่านายกฯ ไม่มีความชอบธรรมที่จะมาบอกให้พี่น้องกลับบ้านแล้วมาพูดคุยกับตัวเอง ทุกอย่างที่วุ่นวายทั้งหมด เพราะคุณผลักดันกฎหมายนิรโทษ คุณประกาศไม่รับอำนาจศาล และวันนี้คุณยังเฉย โดยไม่ได้ยินสักคำจากนายกฯ ว่าไม่ควรทำ บอกแต่ว่าถูกบิดเบือนคนคัดค้านก็เลยขอถอยก่อน

"ผมถึงเรียกร้องว่าไม่ควรมีใครไปคุย ต้องบอกกับคุณยิ่งลักษณ์ว่าเวทีการพูดคุยจะเกิดขึ้นได้เมื่อคุณแสดงความรับผิดชอบ ถ้าใครไปคุยคนนั้นก็เหมือนถูกไปอ้างว่าเป็นความชอบธรรม จำสภาปฏิรูปได้ไหม ยังไม่จบเลย ยังค้างอยู่ วันนั้นผมเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ บอกเพียงแค่คุณหยุดกฎหมายนิรโทษกรรม ผมจะเข้าไป นายกฯ บอกว่ามาเถอะ มาเถอะ วันนี้เอาอีกแล้ว มาเถอะ มาเถอะ แล้วคุณล่ะ คุณทำอะไรเพื่อแก้ความผิดความชั่วร้ายที่เกิดก่อนหน้านี้"

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ก่อนที่จะเปิดเวทีควรต้องมีการลาออกหรือยุบสภา และรัฐบาลไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นเจ้าภาพ สังคมต้องหาเวทีของคนกลาง ที่ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมบนความเสมอภาคที่จะเป็นเจ้าภาพในการแก้ปัญหา ยกตัวอย่างองค์กรสื่อถ้าจัดผมก็ไป คุณยิ่งลักษณ์มาผมก็ไป แต่ต้องในสถานะหุ้นส่วนคนหนึ่งหรือองค์กรอื่นจัดไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ ภาคเอกชน สภาหอการค้า กกร. ทปอ. สภาคณาจารย์ ไม่เกี่ยว ขอให้เป็นเวทีของคนกลาง ยิ่งลักษณ์ต้องมาในหุ้นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ฐานะรัฐบาลส่วนคุณสุเทพจะร่วมด้วยหรือไม่นั้น ตอบแทนไม่ได้"

มองเลยไปถึงทางออกหลังกรณี "ยุบสภา" ที่มองว่าฝ่ายค้านอาจบอยคอตไม่ส่งคนลงสมัครนั้น อภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า พรรคยังไม่มีการพูดคุยไปถึงว่าถ้ามีการยุบสภาจริงแล้วประชาธิปัตย์จะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งหรือไม่ แต่แน่นอนว่าส่วนตัวยังทำหน้าที่พรรคการเมือง ขณะที่สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็พูดชัดเจนว่าถ้ากระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ "ปฏิวัติประชาชน" เกิดสภาประชาชน พวกตนก็ไม่เข้าไปร่วม ถ้าพวกตนเข้าไปร่วมก็แปลว่าตัวบุคคลแต่ละคนต้องออกไปจากตรงนี้แล้ว ในพรรคก็พูดชัดเจนว่า เรารู้ว่าหน้าที่ของเราคืออะไร ขอบเขตของเราคืออะไรและถ้าตัวคนในสถาบันตัดสินใจเป็นอย่างอื่นก็ต้องไปอยู่เวทีอื่น

"ถามคนที่ออกมาชุมนุมว่าเขาเห็นด้วยกันหมดหรือยังว่าต้องการหนึ่งสองสามสี่ห้า ไม่ใช่หรอกครับ เขารู้เพียงแต่ว่าพลังตรงนี้กำลังเรียกร้องความถูกต้อง ความรับผิดชอบ มันยังไม่เกิดใครที่คิดตรงนี้เหมือนกันมารวมพลังกันก่อน ผมเจอคนที่หงุดหงิดแกนนำกับคุณสุเทพ แต่ก็ออกไป เพราะการต่อสู้เพื่อความถูกต้องมันแพ้ไม่ได้ วันนี้ผมถึงบอกว่าพยายามบอกกับพรรคว่ารายละเอียดวิธีการ วันต่อวันสถานการณ์ เราอย่าเอามาบดบังเป้าหมายหลักประเด็นใหญ่ของสังคม"

ทางเลือกอย่างการลาออกของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ แม้สุดท้ายสส.เพื่อไทยจะได้รับการโหวตกลับมาเป็นนายกฯอภิสิทธิ์ มองว่าอย่างน้อยการแสดงความรับผิดชอบมันคลี่คลายบรรยากาศความตึงเครียดเฉพาะหน้า แต่ถามว่าคลี่คลายแล้วปัญหาจบหรือยัง ก็ต้องมาไล่แกะประเด็นระเบิดเวลาอีกกี่ลูกที่คุณทำเอาไว้ ปัญหาขณะนี้คือรัฐบาลไม่มีความพยายามในการสร้างความไว้วางใจในตัวเอง เพราะวันที่แถลงถอย ไม่มีซักคำที่บอกว่ามันไม่เหมาะสม มีแต่บอกว่าถูกบิดเบือน แปลว่าถ้าฉันใช้กระบวนการต่างๆ โฆษณาชวนเชื่อมีมวลชนมาสนับสนุนฉันก็เอาอีก

"ทางเลือก 'ยุบสภา' เป็นทางออกที่หลายฝ่ายเสนอ เป็นการแสดงความรับผิดชอบตามกระบวนการ ผมบอกไปแล้วว่าหากพรรคชนะเลือกตั้งก็มาปฏิรูปประเทศ หากพรรคแพ้ ผมก็กลับมาทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ไม่มีปัญหาอะไร แต่รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งไม่มีสิทธิปฏิเสธอำนาจศาล ไม่มีสิทธิทำแบบนี้อีก ถึงคุณเลือกตั้งแล้วทำแบบนี้อีก คุณก็ต้องเจอสภาพแบบนี้อีก"

ปัญหาอยู่ตรงที่การเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชน"สุเทพ" ประกาศชัดเจนว่า "ยุบสภา-ลาออก" ก็ยังไม่หยุดการชุมนุมนั้น อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีใครบอกได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นมวลชนเป็นผู้นำ การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาเมื่อมวลชนมีอารมณ์ร่วม เขาก็เดินออกมาเต็มที่บางจังหวะเวลา ยกตัวอย่างเช่น การประกาศของคุณสุเทพ เสียภาษี อารยะขัดขืนหลายคนก็บอกว่าทำไม่ได้ หลายคนบอกไม่เห็นด้วยก็ไม่ทำ แต่ก็ยังสนับสนุนการต่อสู้ของคุณสุเทพ

"เพราะฉะนั้น ผมไม่รู้หรอกว่าถ้ารัฐบาลขอโทษ ยุบสภาหรือลาออก หรือทำอะไรก็ตาม มวลชนเขาจะคิดอย่างไร เราจะไปคิดแทนมวลชนไม่ได้ แต่ถ้ามวลชนเขายอมรับ มันก็จบแต่ถ้ามวลชนไม่ยอมรับ สังคมก็ต้องคิดหาวิธีการในการแก้ปัญหาต่อไป คุณสุเทพก็ฝืนมวลชนต่อไปไม่ได้ วันนี้จะเรียกร้องคาดคั้นบอกว่า ถ้าฉันทำอย่างนั้นอย่างนี้ คุณต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ขึ้นกับสังคมในระดับหนึ่ง คุณก็ต้องเชื่อในดุลพินิจของสังคมว่า แค่ไหนคือความเหมาะสม"

คำถามว่าจะออกจากสถานการณ์นี้ได้อย่างไร อภิสิทธิ์ ย้ำว่ารัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ นายกฯ ต้องแสดงความรับผิดชอบ ตรงนั้นจะเป็นกุญแจไปสู่ทางเลือก ไม่มีส่วนสำเร็จผมก็มีความคิดของผม ผมเชื่อนักวิชาการสุเทพก็มีความคิดสุเทพ นักการเมืองพรรคเพื่อไทยหลายคนก็มีความคิดของเขาแต่ทั้งหมดไม่มีทางคุยกันได้จนกว่ารัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นกุญแจอยู่ตรงนี้

"ในที่ประชุมพรรคคนมาสนใจว่า สส.ประชาธิปัตย์ จะลาออกไม่ลาออก ตอนค่ำก็มี สส.คนหนึ่งมาปรารภว่า แปลกนะทำไม สส.คนที่ทำผิดไม่ลาออก แต่กลับกลายเป็นคนมาสนใจว่าคนที่ไม่ทำผิด ทำไมไม่ออก หรือทำไมจะต้องออก แต่คนที่ทำผิดไม่ต้องมีใครถามแล้วหรือ"

รัฐประหารไม่ใช่"คำตอบ"

เสียงดังฟังชัดจากปาก "อภิสิทธิ์" ว่ารัฐประหารไม่ใช่คำตอบ เพราะรัฐประหารจะสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งขึ้นมาอีกเมื่อปี2549 เขาก็เคยบอกว่ารัฐประหารไม่ใช่ทางออกแน่นอนสำหรับสังคมไทย

แม้การเคลื่อนไหวของ"สุเทพ" จะถูกมองว่ามีโอกาสนำไปสู่จุดนั้น แต่ "อภิสิทธิ์" ชี้แจงว่า เรื่องนี้ต้องไปถาม"สุเทพ" แต่เท่าที่ติดตามเห็นว่าแกนนำจะพูดคำว่า "ปฏิวัติประชาชน"แสดงให้เห็นว่าเขาไม่เรียกร้องรูปแบบการรัฐประหาร

ส่วนเส้นทางนำไปสู่ "ปฏิวัติประชาชน" จะเป็นอย่างไรไม่สามารถตอบได้ ยืนยันได้แต่เพียงว่าตราบเท่าที่ตนเองยังอยู่ตรงนี้ก็ไปมีส่วนร่วมกับตรงนั้นไม่ได้

"คุณสุเทพและแกนนำเขามองเห็นปรากฏการณ์การปฏิวัติประชาชนหลายที่ และได้ตั้งประเด็นความไม่ไว้ใจกระบวนการทางการเมือง

ขณะนี้ จึงแสวงหาสิ่งใหม่โดยยึดกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมก็เข้าใจเท่านี้ หลายคนผมก็คิดว่าเข้าใจเท่านี้ ผมไม่เคยมีเวลานั่งคุยกับคุณสุเทพว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าถ้าหลักคิดและที่มาสภาประชาชนเป็นอย่างนี้

ตราบเท่าที่ผมยังเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็น สส.หรือมีบทบาทการเมืองของพรรคการเมือง ตรงนั้นเป็นเวทีของผมไม่ได้ นี่เป็นความเจ็บปวดอย่างหนึ่งว่านักการเมืองพรรคการเมืองถูกกันออกไปจากตรงนี้ก็ผลพวงมาจากระบอบทักษิณที่ทำให้คนมองว่าทุกคนโกงเหมือนกันหมด"

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า จุดยืนที่ประกาศว่า สส.จะลาออกหากนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย นำไปสู่การปฏิรูปประเทศนั้น คือออกถ้าจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าพอชนะแล้วออกเฮไปอยู่กับพวกเขา

"วันนี้คนที่ต่อสู้ในแนวทางเขา เขาก็ได้ตัดสินใจโดยอิสระของเขาแล้วไม่ต้องการให้พวกผม (นักการเมือง) ไปยุ่งด้วยพรรคการเมืองไปชี้ครอบงำ แต่ผมมีฐานะอยู่ในภาคส่วนสังคมผมต้องการให้มีพรรคการเมืองสนับสนุนการปฏิรูป ยืนยันหลักธรรมาภิบาล นิติรัฐ นิติธรรม ผมไม่ไปแทรกแซงครอบงำ แต่ในฐานะพรรคการเมืองต้องช่วยได้ เพราะใครจะมีสูตรปฏิรูปประเทศยังไง เมื่อปฏิรูปเสร็จบ้านเมืองนี้ก็ยังจะต้องมีนักการเมือง มีพรรคการเมืองประชาธิปัตย์ ต้องการแสดงตัวว่า เป็นพรรคที่สนับสนุนนิติรัฐ นิติธรรม ธรรมาภิบาล ปฏิรูปประเทศ ผมไม่ได้บอกว่าเราจะเป็นพระเอก แต่เราจะเป็นเครื่องมือหนึ่งช่วยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น"

แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวมวลชนรอบนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงของประชาธิปัตย์ แต่จะเป็นบวกหรือเป็นลบนั้น อภิสิทธิ์ อธิบายว่า ไม่มีใครบอกได้ เพราะอารมณ์ความรู้สึกแนวคิดของมวลชนเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

"ผมบอกกับลูกพรรคผมเสมอ เราอาจจะรับผลจากความรู้สึกอารมณ์จากกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ขณะหนึ่งขณะใดก็ตาม แต่เราตัดสินใจหรือกำหนดทิศทางของเราด้วยอารมณ์ไม่ได้ เราต้องกำหนดทิศทางการตัดสินใจของเราบนพื้นฐานว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ ถ้าโชคดีอารมณ์สังคมช่วยเราก็สำเร็จ แต่ถ้าโชคไม่ดี อารมณ์ของสังคมหรือบางส่วนมาบั่นทอนเราก็ต้องยอมรับสภาพ เพราะเราก็คือผู้เล่นในระบอบ"

นายกฯต้องรับผิดชอบก่อนไขกุญแจสู่ทางเลือก

ระดมแนวร่วมปฏิรูปประเทศ

ไม่ใช่งานง่ายๆ กับเป้าหมายการขับไล่ "ระบอบทักษิณ" แต่สิ่งที่ยากกว่านั้นคือก้าวต่อไป อย่างการ"ปฏิวัติประชาชน" โดยใช้พลังของมวลมหาประชาชนเข้ามาปฏิรูปการเมืองกันครั้งใหญ่ ซึ่งแกนนำยัง "อุบไต๋" วิธีการ รายละเอียดที่จะเดินไปถึงจุดนั้น ไม่รู้กระทั่งว่า "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง"หรือ "เลือกตั้งก่อนปฏิรูป"

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมองในฐานะพรรคการเมือง เห็นว่า "เลือกตั้ง" แล้วนำไปสู่การ"ปฏิรูป" จะราบรื่นที่สุดแต่เข้าใจว่ามวลชนขณะนี้ไม่เชื่อว่าเลือกตั้งแล้วปฏิรูปได้ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่พวกเขาที่จะทำให้เชื่อ

"เวลานี้มีคนคิดว่าอยากไปจากจุดนี้ ไปสู่จุดที่ประเทศหลังปฏิรูป บางคนอยากไปเครื่องบินบางคนอยากไปรถไฟ หรือเดินเท้า แต่สำคัญที่สุดคือ ทุกคนเข้าใจกันก่อนว่าเราเดินไปจุดเดียวกัน เราต้องมาตั้งคำถามก่อนว่าอะไรขวางไม่ให้เดินไปสู่จุดนั้นและใครบ้างไม่ยอมเดินกับเราไปชวนเขามา

...ส่วนพวกเกเรอันธพาลก็ต้องขจัดออกไป แต่คนอื่นที่ยังไม่เชื่อต้องชวนเขามาเดิน วันนี้จึงไม่ใช่วันที่ต้องมาถามว่าทำไมคุณไปรถไฟ ไม่ไปเครื่องบินหรือคนเดินเท้ามาต่อว่าคนไปเครื่องบินว่าไม่รอเพื่อนหรือให้คนนั่งเครื่องบินมาต่อว่าคนเดินเท้าว่าทำไมช้าจัง"

ก้าวแรกของประชาธิปัตย์จะอาศัยจังหวะปรับโครงสร้างมีการทำระบบคล้ายบอร์ดประชาธิปัตย์บวกกับกรรมการบริหาร จังหวะนี้จะเป็นจังหวะที่พรรคเชิญชวนคนมีแนวคิดปฏิรูปเข้ามาเป็นเจ้าของพรรคด้วยกัน

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ อย่ามองว่าเป็นของ อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐานสุเทพ เทือกสุบรรณ ถ้าคุณเข้ามาคุณก็เป็นเจ้าของประชาธิปัตย์ เป็นหุ้นส่วน

"ผมกำลังเชิญชวนหุ้นส่วนปฏิรูปมาเป็นหุ้นส่วนประชาธิปัตย์ ผมไม่ได้ประกาศว่าผมคือผู้นำการปฏิรูปประเทศ โปรดเลือกผม แล้วผมจะมาบอกว่าจะปฏิรูปดังต่อไปนี้ หนึ่ง สอง สาม สี่ห้า ไม่ใช่ แต่เชิญชวนคุณมาเป็นแนวร่วมแห่งชาติการปฏิรูปผ่านพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้ง"

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาพรรคได้เริ่มต้นทำกรอบการปฏิรูป และจะใช้เป็นนโยบายหลักในการหาเสียงครั้งหน้า ซึ่งมีอยู่หลายเรื่องอาทิ การต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น กระจายอำนาจ การปฏิรูปตำรวจปฏิรูปสื่อปฏิรูปกระบวนการทางการเมืองในเรื่องความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของประชาชน

การปฏิรูปตำรวจ ได้เริ่มต้นโดยเชิญให้พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เข้ามาช่วย ซึ่งตามหลักสากลมีน้อยมากที่ตำรวจจะรวมศูนย์แบบนี้ ดังนั้นต้องใช้หลักการกระจายอำนาจ คือการมีส่วนร่วมของประชาชนซึ่งเป็นหลักที่ใช้ได้กับการปฏิรูปตำรวจ และผูกโยงเรื่องการกระจายอำนาจท้องถิ่นการปฏิรูปสื่อที่ผ่านมาเคยเสนอกฎหมาย แต่ค้างอยู่ที่สื่อมวลชนซึ่งยังปรับให้ลงตัวไม่ได้ทั้งนี้หลักการจะเป็นการคุ้มครองวิชาชีพสื่อไม่ให้นายจ้างมาควบคุณจนทำให้คุณไม่สามารถทำงานตามหลักวิชาชีพได้

นอกจากนี้ ในส่วนของรัฐธรรมนูญซึ่งห้ามรัฐไปอุดหนุนสื่อมวลชนเพราะกลัวรัฐไปซื้อสื่อนั้นคำว่าห้ามอุดหนุนสื่อสมัยก่อนเข้าใจว่าเป็นการอุดหนุนโดยตรง แต่เดี๋ยวนี้รายได้หลักของสื่อจำนวนหนึ่งคือโฆษณา และคนถือเงินโฆษณาอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐ ดังนั้นต้องมาเขียนกันใหม่ว่าห้ามอุดหนุนสื่อนั้น รายละเอียดเป็นอย่างไร ต้องมากำหนดกติกากันใหม่ เพราะยอมรับว่าบางค่ายมีความสุขกับตรงนี้แล้วตอบแทนกัน ซึ่งไม่ว่าถ้าคุณรับโฆษณาแต่คุณเป็นตัวของตัวเอง แต่ถ้าคุณรับโฆษณาแล้วรับจ๊อบด้วย อันนี้ไม่ได้

ประเด็นคอร์รัปชั่น หลายเรื่องถ้ารัฐบาลไม่บิดเบี้ยว ก็จะสามารถเดินหน้าไปได้มาก ตั้งแต่กฎหมายไม่จำกัดอายุความที่พรรคเคยเสนอ แต่ยังค้างในกระบวนการพิจารณา ไปจนถึงมาตรการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง มาตรการคุ้มครองพยานที่จะลดกฎระเบียบและการใช้ดุลพินิจ ที่เพิ่งอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่างปัญหาราคากลาง ซึ่งทำสวนทาง หรือพอมาตรการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างเข้มขึ้น คุณก็ไปออกนอกระบบอีก หันไปเขียนระเบียบเอง

นอกจากนี้ ภาคเอกชนต้องมาร่วมแบบจริงจังไม่เพียงแต่มารูปตรวจสอบ แต่ที่ผ่านมาทำไม่ได้เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล ดังนั้นเอกชนต้องเริ่มมีมาตรการจัดการกันเองกับคนที่ติดสินบน อย่างในต่างประเทศ เอกชนบางประเทศติดสินบนเพื่อที่จะได้งานในประเทศอื่นก็เป็นความผิดตามกฎหมายเขา ที่ผ่านมามีบางประเทศมากระซิบว่าไม่รู้จะทำงานในโครงการบริหารจัดการน้ำหรือโครงการรถไฟได้หรือเปล่า เพราะถ้าจะได้งานในยุคนี้เจอกฎหมายภายในประเทศของเขาจัดการ

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนประเด็นของ"รัฐธรรมนูญ" เป็นประเด็นที่หนักใจ เพราะในฐานะที่เป็นผู้เล่นที่มีส่วนได้เสียโดยตรง อีกทั้งยังอดคิดไม่ได้ว่าปัญหาจริงๆ เป็นเรื่องของพฤติกรรมกับวัฒนธรรมทางการเมืองมากกว่าเพราะที่ผ่านมาเราก็ลองมาเกือบหมดแล้ว เขตเล็กเขตใหญ่ สภาสูงจากเลือกตั้ง จากแต่งตั้ง จากแบบผสม ห้าม สส.เป็นรัฐมนตรี ให้ สส.เป็นรัฐมนตรี ห้าม สส.สังกัดพรรค ให้ สส.สังกัดพรรค

"ผมรู้สึกว่าเราลองมาเกือบครบแล้ว แต่ว่าปัญหาระบบสภารัฐบาลอยู่กับเสียงข้างมากแต่ประเทศอื่นเสียงข้างมากไม่ได้ทำงานแบบนี้คาเมรอน อยากส่งกำลังไปซีเรีย เข้าสภาก็แพ้สมาชิกพรรคตัวเองกล้าที่จะไม่ลงคะแนนให้ หลายกรณีชนะการลงคะแนน แต่แสดงความรับผิดชอบหลายประเทศบอกเป็นไปไม่ได้ ให้ สส.เป็นหุ่นยนต์ผมไม่เห็นระบบรัฐสภาที่อื่นที่นายกฯมาสภาทีเป็นข่าว เห็นแต่ที่อื่นเป็นข่าวว่านายกฯไม่มาสภา"

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา