
จดหมายถึงเพื่อน
คุณที่รัก
คุณที่รัก
เหตุการณ์ในช่วงเดือนที่ผ่านมาพลิกเปลี่ยนไปอย่างที่น้อยคนจะคาดคิด ผมไม่มั่นใจว่าแรงเหวี่ยงคราวนี้จะพัดพาเราไปตกที่ไหน กว่าจดหมายนี้จะถึงมือคุณ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรต่อไป แต่ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ก็คล้ายกับว่ายังมิได้มีอะไรเคลื่อนไปไหนเลย วิกฤตความชอบธรรมของระบอบการเมืองยังคงอยู่กับเราอย่างที่มันอยู่มาแล้วหลายปี พลังศักย์ของความรุนแรงยังอัดแน่นอยู่เช่นกัน
และทางเลือกทางการเมืองที่คุณก็เลือกของคุณ และผมก็เลือกของผม เพราะเราเห็นไม่ตรงกัน (หรือบางคนว่าเราเลือกมองคนละด้านของปัญหาอันเดียวกัน) ก็ยังไม่มีทางเลือกใหม่ให้เราเลือกได้ดังใจ เราแต่ละฝ่ายต้องรับข้อจำกัดของตัวเลือกที่มีอยู่ต่อไป รวมทั้งการเกินเลยอย่างที่เห็น เพราะไม่อาจฝืนรับตัวเลือกของอีกฝ่ายได้ลง ที่ผ่านมาจึงเหมือนเราต่างสร้างความคับข้องใจให้แก่กัน
แต่คุณและผมยังไม่ควรจะสิ้นหวังใช่ไหม?
แต่ความหวังของเราแตกต่างกัน คุณเคยว่า
ก็คงจะมีส่วนจริง ไม่เช่นนั้นเราคงเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันไปแล้ว สิ่งดีๆ ที่คุณและผมอยากจะเห็น อยากให้มีอยู่ในสังคมของเรา ผมเองก็ไม่อาจรับรองได้ว่ามันจะเดินตามกันมาไหม อาจจะไม่ อีกอย่าง โลกแบบของมานะ มานี ปิติ ชูใจ ในแบบเรียนที่คนในนั้นยึดถือสืบทอดค่านิยมและคุณธรรมความดีชุดเดียวกัน มีแบบแผนวิถีชีวิตอย่างเดียวกัน มีมาตรศีลธรรมสำหรับวัดความถูกต้องดีเลวอันเดียวกัน ถ้ามันจะเคยมีอยู่จริง ก็คงเหลืออยู่แต่ในแบบเรียนเท่านั้นแหละ
ยกศีลธรรมมาพูดอีกแล้ว คุณคงนึกท้วงขึ้นในใจ แต่ผมเห็นว่าสำคัญนะ พูดเรื่องการเมืองในชีวิตประจำวันเลี่ยงเรื่องศีลธรรมยาก เพราะปัญหาความชอบธรรมในที่สุดแล้วมันวกกลับมาที่ประเด็นการมองของคนเราว่าอะไรถูกอะไรผิด และใช้อันนั้นเป็นมาตรวัดตัดสินเรื่องต่างๆ อยู่ในใจเสมอ ว่าทำอย่างนี้ อย่างนั้นได้อย่างไร แม้แต่กระทั่งในสถานการณ์ที่แทบไม่เหลือทางเลือกที่ดี อย่างเช่นสงคราม บางคนที่รอดชีวิตจากฮิโรชิมา เขาพอจะเข้าใจแรงผลักดันให้ตัดสินใจทิ้งระเบิดคราวนั้นได้ แต่ที่เขารับไม่ได้คือการที่ทรูแมนไม่ยอมแสดงความสำนึกเสียใจอะไรออกมาเลย
คนที่ต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าถือคนละแบบ เห็นคนละอย่างในความผิดความถูกต้อง ก็อยู่ด้วยกันยาก อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิดนะว่าผมกำลังจะลุกขึ้นมาใช้มาตรวัดของตัวเองตัดสินว่าใครดีใครเลวกว่ากัน หรือจะชวนให้เราทั้งหมดกลับเข้าไปอยู่ในโลกในแบบเรียนชั้นประถมหรืออย่างไร
เพียงแต่ว่าเมื่อต้องมาอยู่ด้วยกัน และเมื่อเลยเวลาที่จะทำให้คนเห็นเหมือนกันจากมาตรวัดแบบเดียวกันได้เสียแล้ว ผมคิดว่าเพื่อทำให้การอยู่กันยากอยู่กันได้ง่ายขึ้น เราคงต้องการอะไรบางอย่างมาช่วยการทำงานของการตัดสินใจโดยหลักเสียงข้างมาก เพื่อลดความเสี่ยงที่เสียงข้างมากในสภาจะผลิตวิกฤตความชอบธรรมออกมาแบบที่เกิดขึ้น และสร้างเงื่อนไขนำการเคลื่อนไหวที่อาจเป็นอันตรายมาสู่ระบอบประชาธิปไตย
อะไรบางอย่างที่ว่านั้น ผมคิดว่าอย่างน้อยสิ่งที่จำเป็นได้แก่การร่วมกันคิดวางหลัก “อันล่วงละเมิดมิได้” ขึ้นมาให้เป็นบัญญัติที่ชัดเจนว่าในความแตกต่างระหว่างกันของผู้คนที่ดำรงอยู่จริงในสังคมนี้ ที่เคยใช้ความรุนแรงเข้าจัดการกับความแตกต่างระหว่างกันที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วนี้ การจะอยู่ด้วยกันต่อไปได้ มีอะไรบ้างในบริบทของส่วนรวมที่จะต้องตราขึ้นมาและร่วมกันยึดถือเป็นหลักอันศักดิ์สิทธิ์ที่ล่วงละเมิดมิได้ ในทำนองเดียวกันกับนิติประเพณีที่มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
การแบ่งแยกของคนในเวลานี้ อาจยังไม่พร้อมสำหรับการจะหันหน้าคุยกันทุกฝ่าย แต่ผมสงสัยเหมือนกันว่าแม้เวลาเหมาะนั้นจะมาถึงที่ทำให้ได้แลกเปลี่ยนจากกันอย่างถึงที่สุดและเข้าใจกันมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา แต่ความแตกต่างพื้นฐานซึ่งดำรงอยู่จริงระหว่างเรา ที่ไม่อาจประสานเข้าหากันได้ ก็คงจะมีเหลืออยู่ต่อไป สิ่งที่พอหวังได้จึงมีเพียงว่า “หลักอันล่วงละเมิดมิได้” ที่เราแต่ละฝ่ายช่วยกันประมวลขึ้นมายึดถือเป็นหลักการร่วมกัน จะช่วยป้องกันมิให้ใครต้องมาทำร้ายทำลายกันด้วยความรุนแรงเพราะถือหางอุดมการณ์ที่แตกต่างกันอีก
และเพื่อที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าแผ่นดินนี้มีความกว้างขวางและหนักแน่นพอที่จะโอบรับความแตกต่างนั้นไว้ให้ดำรงอยู่ร่วมกันได้
คุณและผม และเราทั้งหมดจะได้ไม่ถูกบีบให้ต้องเลือก แลก ระหว่างการรักษาอุดมการณ์กับมิตรภาพและจำนนอยู่กับทางเลือกอันจำกัดอีกต่อไป
คิดถึงคุณเสมอ







