
ข้อเสนอนโยบายเพื่อการปฏิรูปประเทศ
ณ วันที่เขียนบทความนี้ ฉากทัศน์ของสถานการณ์บ้านเมืองที่ศูนย์อำนาจส่วนกลาง คงมีโอกาสที่จะเป็นไปใน 4แบบ ได้แก่ 1.รัฐบาลลาออกหรือถูกให้ออกจากแรงกดดัน หรือจากอำนาจองค์กรตรวจสอบและศาล 2.รัฐบาล
ณ วันที่เขียนบทความนี้ ฉากทัศน์ของสถานการณ์บ้านเมืองที่ศูนย์อำนาจส่วนกลาง คงมีโอกาสที่จะเป็นไปใน 4แบบ ได้แก่ 1.รัฐบาลลาออกหรือถูกให้ออกจากแรงกดดัน หรือจากอำนาจองค์กรตรวจสอบและศาล 2.รัฐบาล
จำยอมยุบสภา 3.รัฐบาลประคองตัวอยู่ได้ต่อไป แต่กลายเป็นเป็ดง่อย 4.เกิดความรุนแรงที่อาจก่อหวอดจากฝ่ายหนุนรัฐบาลไม่พอใจผลการตัดสินของศาลหรือองค์กรตรวจสอบ หรือจากฝ่ายต่อต้านที่ไม่ยอมหยุดนำไปสู่การมีรัฐบาลเฉพาะกาล
ข้อเสนอนโยบายเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยที่กำลังจะกล่าวต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของสาระการประชุมระดมสมองในเวทีภาคีพัฒนาประเทศไทย ครั้งที่ 2 (ภาคเช้า) 29 พ.ย. 2556 ซึ่งหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลปัจจุบันจะนำไปใช้ หรือกลุ่มอำนาจใหม่ที่จะขึ้นมาบริหารประเทศในระยะเปลี่ยนผ่าน มี 7 ประการ ดังนี้
1.ปฏิรูปใหญ่ระบบการเมืองการปกครอง
จัดกระบวนการสร้างเป้าหมายและหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันทั้งภาคประชาสังคม ธุรกิจ พรรคการเมืองทุกขั้ว ข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และฝ่ายวิชาการ
ดำเนินการปฏิรูปรัฐธรรมนูญครั้งที่ 2 โดยออกแบบกติกา กลไกและระบบการเมืองการปกครองให้สอดคล้องเป้าหมายและหลักการร่วม โดยให้ความสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้และมีส่วนร่วมของพลเมือง 23 ปี ก่อนจะลงประชามติรับรอง ซึ่งมีประเด็นที่สังคมไทยต้องหาคำตอบและข้อตกลงร่วมกัน อาทิ
เป้าหมายและหลักการปกครอง
พระมหากษัตริย์เป็นประมุขและสัญลักษณ์
การแยกอำนาจที่ชัดเจนระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ
การเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง
รัฐสภาระบบคู่และที่มาของ สส./สว.
อำนาจตรวจสอบขององค์กรอิสระ
การยกเลิกหน่วยราชการส่วนภูมิภาค
การปฏิรูประบบงบประมาณสำหรับลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมระดับพื้นที่ (งบ 5% สำหรับจังหวัดจัดการตนเอง)
การปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่น
การคืนอำนาจให้ชุมชนจัดการตนเองในด้านต่างๆ
2.ขับเคลื่อนพลังทั้งสังคมเพื่อปฏิรูประบบป้องกันและปราบปรามการทุจริต อาทิ
ออก พ.ร.บ.จัดตั้งกองทุนสนับสนุนบทบาทภาคพลเมืองในการป้องกันและแก้ปัญหาทุจริต
ให้สรรพากรร่วมมือกับ ป.ป.ช.ในการใช้มาตรการทางภาษีย้อนหลัง
แก้ไข พ.ร.บ.เพื่อยุบรวม ป.ป.ท. เข้าไปไว้กับ ป.ป.ช. หรือ สตง.
ออกระเบียบห้ามมิให้อัยการและข้าราชการที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัท รับค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์จากองค์กรนั้นๆ
รัฐบาลและกระทรวงทุกกระทรวงจักต้องประกาศนโยบายรูปธรรมในการป้องกันและปราบปรามทุจริตในหน่วยงานตนอย่างเฉียบขาด เป็นแบบอย่างแก่สังคม
สนับสนุนการปฏิรูประบบบริหารจัดการคดีที่คั่งค้างในสำนักงาน ป.ป.ช.
ทบทวนและปฏิรูประบบการดำเนินงานเมกะโปรเจกต์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจแก่สังคม อาทิ โครงการคมนาคม 2.2 ล้านล้าน บาท โครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท โครงการจำนำข้าว
3.ปฏิรูประบบเศรษฐกิจป้องกันทุนสามานย์ผูกขาด อาทิ
ปฏิรูประบบการพาณิชย์และการอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันการผูกขาดของทุนสามานย์ สำรวจและทบทวน นโยบาย กฎหมายและโครงการที่เข้าข่ายการผูกขาดการค้าและการลงทุนอย่างจริงจัง
ปฏิรูปทุน ให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงทุนในระบบมากขึ้น สนับสนุนบทบาทสหกรณ์ กลุ่มออมทรัพย์ และกองทุนที่รัฐจัดตั้งขึ้น จัดตั้งธนาคารแรงงาน
ปฏิรูปแรงงานภาคอุตสาหกรรม เพิ่มค่าจ้าง เพิ่มสวัสดิการและเพิ่มผลิตภาพ
ปฏิรูประบบการจัดการแรงงานต่างชาติ ทะเบียน การเสียภาษี การคุ้มครองสิทธิสวัสดิการ (ยกเว้นหลักประกันการมีงานทำ) และสิทธิในการเลือกตั้งท้องถิ่นในบางระดับ
ปฏิรูประบบสัมปทานเหมืองแร่ ทั้งบนบกและชายฝั่ง และอุตสาหกรรมการลงทุนที่เป็นมิตรต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ กำกับดูแล รับผลประโยชน์จากเหมืองแร่ทุกนิดในพื้นที่ แลกกับผลกระทบที่ต้องแบกรับ
lปฏิรูประบบงาน EIA/EHIA ให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างสำคัญ สนับสนุนอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงโครงการลงทุนอื่นๆ ของภาคเอกชนด้วย
4.ปฏิรูปการบริหารจัดการที่ดินและการเกษตร เพื่อสังคมที่เป็นธรรม อาทิ
ปฏิรูปการบริหารจัดการที่ดิน ผลักดันกฎหมายที่ดินเพื่อคนจนจำนวน 4 ฉบับ คือ 1.(ร่าง) พ.ร.บ.ว่าด้วยสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร พ.ศ.... 2.(ร่าง) พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน พ.ศ.... 3.(ร่าง) พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า พ.ศ.... และ 4.(ร่าง) พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม พ.ศ....
ปฏิรูประบบการเกษตรอย่างครบวงจรเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เป้าหมายคือ เกษตรกรมีหลักประกันและมีสุขภาวะ ผู้บริโภคมีความปลอดภัยและมีทางเลือก
ปฏิรูประบบการดูแลฐานทรัพยากรดิน น้ำ ป่า จัดทำ GIS ที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่าและป่าชุมชนทั่วประเทศ 30 ล้านไร่ให้ชัดเจน มิให้ครอบครองเป็นสมบัติส่วนตัว แต่สนับสนุนให้จัดการในเชิงสมบัติสาธารณะที่ชุมชนท้องถิ่นดูแลและใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
สร้างความสมดุลและเข้มแข็ง ทั้งเกษตรพอเพียงและเกษตรเชิงพาณิชย์อุตสาหกรรม เกษตรเพื่อความมั่นคงทางอาหารและเพื่อการพึ่งตนเองทางพลังงาน โดยกำหนดสัดส่วนเกษตรเพื่อความมั่นคงทางอาหารร้อยละ 70 และเพื่อการพึ่งตนเองทางพลังงานร้อยละ 30 จัดระบบการโซนนิ่งพื้นที่การเกษตร ระบบชลประทาน ระบบพันธสัญญาที่เป็นธรรม ระบบการแปรรูป
5.ปฏิรูประบบยุติธรรม อาทิ
ปฏิรูประบบงานตำรวจ ถ่ายโอนงานตำรวจแห่งชาติสู่ระบบตำรวจท้องถิ่น โอน สตช.ไปขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม และให้มีส่วนงานเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น เช่น สันติบาล ปราบจลาจล สืบสวนกลางและกองปราบฯ นิติเวช และโรงพยาบาลตำรวจ ปฏิรูปโครงสร้างองค์ประกอบและศักยภาพกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในทุกระดับ โดยเฉพาะคณะกรรมการสถานีตำรวจชุมชน จัดให้มีองค์กรอิสระรับเรื่องร้องเรียนตำรวจ พัฒนาระบบกำลังคนและวิชาชีพด้านการสอบสวน
ปฏิรูประบบงานอัยการ ยกเลิกระบบงานอัยการสูงสุด เปลี่ยนเป็นสำนักงานอัยการโดยโอนไปขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม ให้อัยการมีบทบาทในการบริหารงานยุติธรรมอย่างเต็มตัว เพื่อลดจำนวนคดีที่ขึ้นสู่ศาลและราชทัณฑ์
ปฏิรูประบบการลงโทษคดีอาญา ลดโทษอาญา เพิ่มกระบวนการไกล่เกลี่ย เน้นโทษปรับที่เหมาะสมตามความผิดแทนการจำคุก
6.ปฏิรูประบบความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ อาทิ
ทบทวนทิศทางนโยบายพลังงานแห่งชาติ ลดระบบรวมศูนย์การวางแผน การตัดสินใจ การสั่งการดำเนินการและการพึ่งพาแหล่งผลิตพลังงานขนาดใหญ่ที่ต้องนำเข้าเชื้อเพลิงและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพิ่มระบบการกระจายศูนย์มากขึ้น จัดความสมดุลแหล่งที่มาของพลังงานที่หลากหลายให้ครอบคลุมความมั่นคงพลังงานทุกด้าน
ออก พ.ร.บ.สนับสนุนระบบพลังงานชุมชนท้องถิ่น พลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ลมและชีวมวล
ปฏิรูประบบและโครงสร้างความสัมพันธ์ในอำนาจการจัดการและผลประโยชน์ระดับต่างๆ ระหว่างชุมชนท้องถิ่นและส่วนกลาง อันเกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและกิจการพลังงาน
ทบทวนนโยบายราคาพลังงานไฟฟ้า แก๊ส น้ำมันเชื้อเพลิง ให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนผู้บริโภค ในมาตรฐานกลุ่มประเทศอาเซียน
7.ปฏิรูประบบการเรียนรู้และการจัดการศึกษา อาทิ
ส่งเสริมบทบาทภาคประชาสังคมและชุมชนท้องถิ่นให้เข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษาของท้องถิ่น
ปรับปรุงมาตรการการคลังและวิธีการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาไปสู่ฐานชุมชนท้องถิ่นตามตัวผู้เรียน
ปรับปรุงการศึกษาพื้นฐาน อาชีวศึกษา อุดมศึกษา การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ที่สมดุล หลากหลาย มีทางเลือก
พัฒนาการศึกษาและระบบดูแลกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ คือ กลุ่มแรงงาน กลุ่มลูกหลานเกษตรกร เด็กแรงงานต่างด้าว เด็กนอกระบบการศึกษา เด็กด้อยโอกาส เด็กยากจน
ทบทวนระบบเงินกู้ยืมทางการศึกษา
ส่งเสริมการศึกษาเพื่อการมีงานทำ เน้นทักษะทางอาชีพที่จำเป็น







