
เศรษฐกิจไทยพังพาบ
ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของไทยที่มีมวลชนออกมาต่อต้านการทำงานของรัฐบาลที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศมากที่สุด
โดย...บากบั่น บุญเลิศ/เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของไทยที่มีมวลชนออกมาต่อต้านการทำงานของรัฐบาลที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศมากที่สุด และเป็นสัญญาณความขัดแย้งทางการเมืองที่เข้ามุมอับไร้ทางแก้ไม่มีทางออก
ขณะที่การใช้องค์กรอิสระในการปลดล็อกทางการเมืองก็ยังต้องรอเวลาอีกนาน ไม่ทันสถานการณ์ที่เข้าสู่ภาวะตีบตันอย่างรวดเร็ว
แต่เศรษฐกิจของไทยต้องมีการขับเคลื่อนจากการบริหารงานของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความขัดแย้งที่ส่อความรุนแรงทะลุจุดเดือด ทำให้เศรษฐกิจปีนี้พังพาบอย่างไม่ต้องสงสัย
ลำพังที่ผ่านมาล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดประมาณการไทยปีนี้เหลือ 3% ต่อปี หายไปครึ่งหนึ่งจากที่ประมาณการไว้ต้นปี
มาถึงวันนี้ วิกฤตการเมืองที่ร้อนระอุไม่มีใครยอมใคร ซ้ำเติมเศรษฐกิจของไทยให้อยู่ในอาการสาหัสสากรรจ์มากขึ้น มีการคาดเดาได้ไม่ยากหากเกิดความรุนแรงเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวไม่ถึง 3% แน่นอน และมีแนวโน้มว่าจะโตได้แค่ 12% เท่านั้น
ที่สำคัญคือไส้ในเศรษฐกิจจะได้รับความบอบช้ำจากพิษการเมืองที่กำลังปะทุเดือดขึ้นจนช้ำหนัก ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เหลือของปีนี้หรือปีหน้าได้อย่างที่คาดหวังไว้
ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในประเทศ การที่มีวิกฤตการเมืองทำให้การลงทุนหยุดชะงัก ส่งผลให้การลงทุนในไตรมาสสุดท้ายปีนี้และในต้นปีหน้าพังพาบ
การเบิกจ่ายภาครัฐที่รัฐบาลหวังเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหลือของปีพังสนิท ทั้งปัญหาจากการเบิกจ่ายล่าช้าเพราะข้าราชการใส่เกียร์ว่าง เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมือง
ล่าสุด ม็อบต่อต้านรัฐบาลนับหมื่นเข้าบุกยึดกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ เพราะต้องการหยุดการเบิกจ่ายเงินไม่ให้รัฐบาลไปใช้จ่ายและเกิดการทุจริตรั่วไหล ทำให้การเบิกจ่ายของประเทศเสี่ยงตกอยู่ในภาวะอัมพาต เพราะระบบการเบิกจ่ายของประเทศอาจจะล่มทั้งหมด หากม็อบตัดไฟฟ้าให้กับกระทรวงการคลัง
ปัญหาการเบิกจ่ายยังไม่รวมกับการเบิกงบ พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ ไม่ได้เลย จากการต้องทำประชาพิจารณ์ที่เต็มไปด้วยปัญหาความขัดแย้งของชุมชนในพื้นที่กับรัฐบาล ทำให้การเบิกจ่ายเงินจากโครงการมองไม่เห็นอนาคต
ขณะที่ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ก็ส่อเค้าจะเป็นโมฆะจากการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเป็นการออกกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ และการออกกฎหมายไม่ชอบเพราะมีการกดบัตรแทนกันเหมือนกับกฎหมายเลือกตั้ง สว. ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐบาลตกเหว เพราะรัฐบาลได้โยกงบลงทุนในงบประมาณปกติมาไว้ในงบ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท เกือบทั้งหมด
เมื่อเป็นเช่นนี้ การเบิกจ่ายของประเทศจึงอยู่ในภาวะพังพาบตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงปีหน้า ดับฝันว่าจะเป็นตัวช่วยของรัฐบาลที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจไทยในขณะที่การส่งออก กำลังซื้อ การลงทุนเอกชนทรุดหนักไปโดยปริยาย
การส่งออกที่เป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจไทยตกอยู่ในอาการพังพาบมาตั้งแต่ต้นปี จนรัฐบาลมายอมรับในไตรมาสสุดท้ายของปีว่าการส่งออกของไทยปีนี้จะไม่โตเลย จากที่คาดการณ์ไว้ต้นปีจะโตได้ถึง 89% ต่อปี ส่วนหนึ่งมาจากตลาดโลกไม่ฟื้นตัว
อีกส่วนหนึ่งมาจากการบริหารงานผิดพลาดของรัฐบาลที่ไม่เร่งแก้ปัญหาการส่งออกที่ส่งสัญญาณป่วยมาตั้งปีที่แล้ว เพราะยุ่งแต่การออก พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท เพียงอย่างเดียว
การบริโภคของประเทศที่เป็นอีกแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยก็พังราบในปีนี้ เพราะจากการใช้นโยบายกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาลที่ผ่านมาในโครงการรถคันแรก ทำให้ประชาชนมีภาระหนี้ก้อนใหญ่ และกำลังซื้อของประชาชนปีนี้ชอร์ต จากปกติในช่วงทุกสิ้นปีต้นปีจะเป็นช่วงที่มีการจับจ่ายใช้สอย แต่ปัญหาการเมืองที่บานปลายทำให้ประชาชนไม่อยู่ในภาวะอารมณ์ที่จะบริโภคเหมือนปกติที่ผ่านมา
แม้แต่การท่องเที่ยวที่จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเศรษฐกิจไทย แต่วิกฤตการเมืองรอบใหม่ ทำให้หลายประเทศประกาศเตือนพลเรือนให้ระวังการเข้ามาเที่ยวในประเทศ ส่งผลให้การท่องเที่ยวไทยช่วงไฮเอนด์หดอย่างไม่มีทางช่วย
จะเห็นได้ว่า หัวรถจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทบทุกรายการพัง พัง และพัง...
เมื่อไส้ในเศรษฐกิจทุกตัวพังพาบทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถอยหลังหาทางกลับไม่เจอ และมีความเสี่ยงที่จะพังทลายหากวิกฤตการเมืองไม่สามารถแก้ได้ในเร็วไว เพื่อให้รัฐบาลมีเวลาหันมาดูแลประคับประคองเศรษฐกิจอีกครั้ง
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ออกมาระบุกับหอการค้าไทยทั่วประเทศว่า เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเสื่อม ไม่เคยมีครั้งไหนที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจจะดับพร้อมกันทุกด้านเหมือนที่กำลังเกิดอยู่ในขณะนี้
ที่สำคัญ เศรษฐกิจไทยที่โตได้ทุกวันนี้ก็เพราะการกู้เงินก้อนโต ทั้งจากการทำงบประมาณขาดดุล และการออกกฎหมายพิเศษกู้เงิน ซึ่งจะสร้างภาระการคลังให้กับประเทศมีปัญหาย้อนกลับมากินหางในภายหลัง
ปริมาณการลงทุนโดยตรงของไทยลดลง เพราะต่างชาติหนีทั้งจากภัยน้ำท่วม และพิษการเมืองที่ไม่เห็นทางจบได้ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินหายไปจากเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
การลงทุนในตลาดหุ้น และในตลาดตราสาร ปัญหาการเมืองเป็นฟางเส้นสุดท้ายทำให้ต่างชาติหนีไทย ดัชนีหุ้นไทยผันผวนลดลงอย่างมาก มูลค่าเสียหายเป็นจำนวนไม่น้อย ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ก็เริ่มถูกเททิ้งจนอัตราผลตอบแทนต้องขยับเพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีเงินทุนไหลออกเพิ่มขึ้นเป็น 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนล่าสุดที่ผ่านมา และหากพิจารณาตัวเลข 11 เดือน ยอดเงินไหลออกทะลุ 8,7009,500 ล้านเหรียญสหรัฐเข้าไปแล้ว
แม้ว่ารัฐบาล กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จะออกมาระบุว่า ไม่เป็นห่วงเรื่องเงินทุนไหลออก เพราะสภาพคล่องของไทยมีมาก ก็เป็นเพียงการแก้ต่างทางการเมืองเท่านั้น แต่ไม่ได้ชี้แจงในข้อเท็จจริงได้ว่า การเมืองไทยที่ไร้เสถียรภาพ และนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ไม่มีความแน่นอน เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เงินทุนไหลออก หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้เศรษฐกิจจะยืนอยู่ได้อย่างไร
ทั้งหมดทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่เห็นอนาคต แม้ว่าจะขยายตัวได้แต่ก็ไม่มีความหวัง เพราะเป็นการโตจากบุญเก่า เป็นการโตจากการสร้างหนี้ ไม่ได้โตจากความสามารถในการแข่งขัน หรือการบริหารนโยบายของรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ
นอกจากเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทุกเครื่องจะพังพาบไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีนี้ และปีหน้าแล้ว เศรษฐกิจไทยยังมีหลุมระเบิดจากโครงการประชานิยม โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวที่มีการใช้เงินสูงถึง 6.8 แสนล้านบาท เกินกรอบ 5 แสนล้านบาท และมีความพยายามซุกบัญชีเงินส่วนเกินไว้ใต้พรม
นอกจากนี้ ผลขาดทุนอีกปีละ 2 แสนล้านบาท ที่มีเงินเพียง 34 หมื่นล้านบาท อยู่ในมือชาวนาที่ยากจน ที่เหลืออีกตกอยู่ในมือชาวนามีฐานะ เจ้าของโรงสี นักการเมือง ข้าราชการ ที่หาประโยชน์จากโครงการ ทำให้เม็ดเงินส่วนน้อยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่แท้จริง แต่เงินส่วนใหญ่อยู่ในกระเป๋าของนายทุนและนักการเมือง
วิกฤตการเมืองกลายเป็นตัวเร่งทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้และปีหน้าตกอยู่ในภาวะพังพาบหาทางฟื้นไม่เจอ...







