posttoday
เที่ยวหด-ว่างงานบาน

เที่ยวหด-ว่างงานบาน

26 พฤศจิกายน 2556

พิษการเมือง คนว่างงานเพิ่ม ม็อบรุนแรงท่องเที่ยวเสียหายหมื่นล้าน เงินบาทร่วง 5%

พิษการเมือง คนว่างงานเพิ่ม ม็อบรุนแรงท่องเที่ยวเสียหายหมื่นล้าน เงินบาทร่วง 5%

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานสรุปภาวะสังคมไทยไตรมาส 3 แก่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัวลง การเมืองที่มีผลต่อบรรยากาศการลงทุนอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการชะลอการขยายตำแหน่งงาน ซึ่งจะทำให้แรงงานตกงานเพิ่มขึ้น

ด้านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานว่า การชุมนุมประท้วงในถนนสายหลัก ทำให้มี 16 ประเทศแจ้งเตือนนักท่องเที่ยว แม้จะยังไม่มีการห้ามเดินทาง แต่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และหากมีการยกระดับการชุมนุมจะทำให้นักท่องเที่ยวลดลง 10% หรือ 2.4 แสนคน ก่อให้เกิดความเสียหาย 1 หมื่นล้านบาท

สำหรับค่าเงินบาทนับตั้งแต่เกิดม็อบถึงวันที่ 25 พ.ย. อ่อนค่าราว 5% เมื่อวันที่ 25 พ.ย. เปิดที่ 31.82 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ปิดตลาดที่ 31.97 บาท ใกล้จะหลุด 32 บาท

นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน สายงานธุรกิจตลาดเงิน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เงินบาทอ่อนค่าลงเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคนี้ และถึงแม้จะมีเงินทุนเริ่มไหลออกบ้าง แต่ยังมีปริมาณไม่มากนัก

ด้านตลาดหุ้นปรับตัวลง 6.21 จุด ดัชนีปิดที่ 1,352.86 จุด ต่างชาติขายออก 1,469 ล้านบาท และขายตราสารหนี้ 5,247 ล้านบาท

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล กล่าวว่า การยกระดับการชุมนุมส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ทำให้ผู้บริโภคไม่มีอารมณ์จับจ่าย กำลังซื้อจึงดิ่งลงไปอีก หากยืดเยื้อไม่จบสิ้น รับรองว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าไม่โตแน่นอน

ด้านบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ได้นำปัจจัยการเมืองมาเป็นน้ำหนักในการพิจารณาเครดิตประเทศ ขณะที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียกำลังปรับลดอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจของไทยลงมาจาก 3.8%

จำกัด กล่าวว่า ปัจจัยสถานการณ์การเมืองขณะนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ฟิทช์ฯ ใช้ในการประเมินความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยฟิทช์ฯ ได้จับตาภาวะการเมืองตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะต้องประเมินผลกระทบในอีก 2-3 เดือนต่อจากนี้ว่า ภาวะการเมืองจะส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาวมากน้อยแค่ไหน

โดยผลประเมินเบื้องต้นพบว่า ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคในประเทศอย่างแน่นอน และหากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป ก็จะมีผลต่อการวางนโยบายระยะยาวของประเทศ เช่น นโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาด้านการศึกษา ที่จะมีผลต่อขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว ซึ่งนโยบายเหล่านี้ต้องการรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง และความน่าเชื่อถือในการผลักดัน

นางลักษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโส สำนักงานผู้แทนประจำประเทศไทย กล่าวว่า เอดีบีเตรียมปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงจากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3.8% เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

ส่วนไตรมาส 4 มองว่า การส่งออกคงไม่ฟื้นตัวมากนัก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองบ้างแล้ว ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่ฟื้นตัวมากนัก แต่เชื่อว่าการส่งออกปีนี้จะไม่ติดลบ

สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2557 คาดการณ์ว่า จะขยายตัวดีกว่าปีนี้ โดยการส่งออกจะเริ่มฟื้นตัวมากขึ้นตามเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มดีขึ้น รวมทั้งการลงทุนภาครัฐตามนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท จะช่วยผลักดันการลงทุนภาคเอกชนให้เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่าภาครัฐจะสามารถเบิกจ่ายเพื่อลงทุน ตามแผนที่วางไว้ได้มากน้อยเพียงใด เพราะการลงทุนที่ต่อเนื่องจะช่วยพยุงเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนต่อไปได้

"หวังว่าสถานการณ์การเมืองในประเทศจะไม่ยืดเยื้อ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของผู้บริโภค"

ส่วนผลกระทบจาการเศรษฐกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะการปรับลดมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง( QE) ของสหรัฐ ซึ่งอาจทำให้เงินทุนไหลออกและอัตราดอกเบี้ยของโลกอยู่ในช่วงขาขึ้นนั้น เชื่อว่าภาคตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกได้รับรู้ข่าวสารและเตรียมการตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้มาแล้ว ดังนั้นจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี จึงเชื่อว่าจะสามารถรับมือต่อความผันผวนที่เกิดขึ้นได้

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา