posttoday
การเตรียมพร้อม รับมือวินาศกรรมสำหรับประชาชนทั่วไป

การเตรียมพร้อม รับมือวินาศกรรมสำหรับประชาชนทั่วไป

03 พฤษภาคม 2553

 

8...กิตติ สุขุตมตันติ แผนกที่ปรึกษาระบบรักษาความปลอดภัย บจก. ไดเร็คชั่น แพลน email : [email protected]

ตามที่ได้เกิดการก่อวินาศกรรมในการยิงระเบิดเข้าไปในหลายอาคาร การระเบิดเสาสายส่งไฟฟ้า และการระเบิดคลังน้ำมัน ทำให้บุคคลทั่วไปจำเป็นต้องปรับตัว เพิ่มระดับความพร้อมในการเตรียมรับมือเหตุวิกฤต ซึ่งมีข้อแนะนำเบื้องต้นในการเตรียมพร้อมสำหรับประชาชนทั่วไป ได้แก่

สำหรับประชาชนทั่วไป

ให้ติดตามข่าวอย่างทันต่อเหตุการณ์ จัดทำแผนฉุกเฉิน มีการสื่อสารตกลงกับ พี่น้อง พ่อแม่ ญาติ ให้เข้าใจถึงแผนฉุกเฉินเตรียมรับมือวิกฤต เช่น การกำหนดจุดนัดพบ การสำรองสิ่งจำเป็น เช่น เงินสด ยา น้ำ อาหาร และพลังงาน เป็นต้น

ถ้าหากสถานการณ์เริ่มวิกฤต ให้เตรียมเงินสดเพียงพอสำหรับใช้ มีการเตรียมพร้อมในการเก็บสำรองยาและอาหารไว้ให้เพียงพอ เช่น น้ำ(ทั้งน้ำกินและใช้) อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง ที่สามารถรับประทานได้ทันที ไม่ควรเก็บตุนอาหารที่จำเป็นต้องใช้พลังงานในการปรุงให้สุกก่อนจึงจะกินได้ เช่น ข้าวสาร อาหารแช่แข็ง โดยปริมาณที่เก็บ อาจเริ่มจากเก็บให้มีปริมาณเพียงพอรับประทานได้นาน 1 สัปดาห์ หากสถานการณ์วิกฤตยังไม่บรรเทา แต่กลับตึงเครียดมากขึ้น ก็ให้เพิ่มปริมาณเก็บสำรองให้มากขึ้น เช่น เพียงพอให้รับประทานได้นาน 2 สัปดาห์ หรือนานกว่า ตามความเหมาะสม

ส่วนการสำรองพลังงาน ให้เตรียมพร้อมดังนี้

1.ให้เตรียมไฟฉายให้พร้อมใช้ มีถ่านพร้อมใช้ เพื่อสำหรับใช้กรณีไฟดับ ถ้ามีขนาดพกพาติดตัวก็ดี

2.ให้เตรียมวิทยุให้พร้อมใช้ มีถ่านพร้อมใช้ เพื่อสำหรับใช้ติดตามรับฟังข่าวสาร จะเป็นวิทยุในโทรศัพท์มือถือก็ได้

3.ให้เตรียมโทรศัพท์มือถือ (ถ้ามี) ให้พร้อมใช้ มีแบตเตอรี่และแบตเตอรี่สำรอง (ถ้ามี) พร้อมใช้ เพื่อสำหรับใช้สื่อสารยามฉุกเฉิน หรือจำเป็น และลดการใช้โทรศัพท์มือถือคุยเรื่องที่ไม่จำเป็น

4.ให้ตรวจสภาพรถยนต์ รถจักรยานยนต์ (ถ้ามี) ให้พร้อมใช้ และเติมน้ำมันให้เต็มถังทุกวัน หากสถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น ก็อาจต้องพิจารณาเพิ่มปริมาณสำรองเก็บบรรจุในภาชนะอื่นๆ เช่น แกลลอน ถัง โดยต้องเก็บในสถานที่เก็บที่เหมาะสมและปลอดภัย

สำหรับองค์กร

ให้ติดตามข่าวอย่างทันต่อเหตุการณ์ ยิ่งมีการข่าวกรองที่ดีมากเท่าไร ก็จะยิ่งมีข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจได้ดีมากยิ่งขึ้น วิเคราะห์เหตุวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้สำหรับองค์กร เช่น การขาดบุคลากร หากมีพนักงานบางตำแหน่งไม่สามารถมาทำงานได้ การเกิดไฟดับ การบุกรุกจากบุคคลภายนอก การเกิดจารกรรม รถหาย ทรัพย์สินหาย การเกิดวินาศกรรม ขู่วางระเบิด วางเพลิง เป็นต้น และจัดทำแผนฉุกเฉินเตรียมรับมือ สำหรับบุคคล สำหรับองค์กร สำหรับสถานที่ สำหรับข้อมูล ให้มีจุดอ่อนให้น้อยที่สุด ให้พร้อมอย่างเพียงพอและไม่ประมาท โดยจัดทำแผนทางเลือกที่ 1 ทางเลือกที่ 2 และทางเลือกที่ 3 ให้เตรียมพร้อมไว้ รวมถึงการประชุมชี้แจง อบรมพนักงานให้มีความรู้เกี่ยวกับการเตรียมรับมือความเสี่ยงจากเหตุฉุกเฉินอย่างไม่ประมาท

การเตรียมแผนการปฏิบัติสำหรับพนักงานทั่วไป

1.จัดทำแผนและการเตรียมพร้อมของระบบสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ และแจ้งเหตุ เช่น โทรศัพท์ โทรทัศน์วงจรปิด ระบบคอมพิวเตอร์ การส่งอีเมล การส่ง SMS และการประกาศทางลำโพงกระจายเสียง ให้ความเหมาะสม และพนักงานสามารถใช้งานได้เป็น และพนักงานทุกคนรู้หมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน

2.จัดทำแผนการอพยพคน พร้อมการซักซ้อมอพยพของพนักงานทั่วไปในระบบคู่หู (Buddy) และของพนักงานที่มีหน้าที่ช่วยปฏิบัติยามฉุกเฉิน เช่น ช่วยสื่อสารประสานงาน ช่วยปฐมพยาบาล ช่วยคนเจ็บ และช่วยทำหน้าที่อื่นๆ ยามฉุกเฉิน

3.จัดทำแผนการจัดโซนพื้นที่จอดรถ และจัดการจราจรของยานพาหนะ

4.จัดทำแผนการปฏิบัติงาน ก.ให้สามารถหยุดการทำงานได้อย่างมีความสูญเสียน้อยที่สุด และ/หรือ ข.ให้สามารถทำงานที่จำเป็นภายใต้ภาวะฉุกเฉินได้ และ ค.ให้สามารถกลับคืนสู่สภาวะการทำงานปกติได้โดยเร็วที่สุด

5.จัดทำแผนการสำรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ (Data Backup and Restore)

6.จัดทำแผนการปฐมพยาบาลระหว่างเกิดเหตุวิกฤต

7.จัดทำแผนการฟื้นฟูภายหลังเกิดเหตุวิกฤต เช่น การฟื้นฟูความสามารถในการปฏิบัติงาน การฟื้นฟูสภาวะจิตใจของผู้สูญเสีย เป็นต้น

การเตรียมแผนการปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

1.จัดทำคู่มือและมาตรฐานการปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ในการควบคุมคนและยานพาหนะเข้าออก ในการตรวจตราและตรวจค้นบุคคล สิ่งของ อาคารสถานที่ พื้นที่แวดล้อม และยานพาหนะ เป็นต้น

2.จัดเตรียมอุปกรณ์สนับสนุนสำหรับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เช่น อุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์รักษาความปลอดภัย อุปกรณ์ตรวจค้น อุปกรณ์กู้วัตถุระเบิด และอาวุธ เช่น กระบอง ปืน เป็นต้น

3.จัดอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอ เตรียมแผนการเพิ่มกำลังพลเสริม กรณีมีการปรับเพิ่มระดับวิกฤตตามสถานการณ์ และการเตรียมผลัดการเข้าเวร

4.จัดทำแผนรักษาความปลอดภัย สำหรับบุคคลสำคัญ บุคคลทั่วไป ข้อมูล และทรัพย์สินของมีค่า

5.จัดทำแผนป้องกันวิกฤตก่อนเกิดเหตุ เช่น มีการแบ่งโซนระดับความปลอดภัย มีการแบ่งโซนพื้นที่รับผิดชอบ มีการติดป้ายเขตพื้นที่ห้ามเข้า ฯลฯ

6.จัดทำแผนปราบปรามระงับเหตุวิกฤตและตอบโต้ขณะเกิดเหตุ

7.จัดทำแผนฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ

การเตรียมพร้อมของอาคารสถานที่

1.จัดให้มีระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ส่องสว่างในบริเวณรั้ว ทางเข้าออก ทางเดิน ลานจอดรถ และสถานที่อาจเกิดความเสี่ยงตามโซนพื้นที่ซึ่งได้กำหนดไว้ ให้เพียงพอและเหมาะสม เพราะแสงสว่างจะช่วยลดแรงจูงใจและโอกาสของการเกิดโจรกรรม วินาศกรรมได้

2.จัดให้มีระบบไฟฟ้าแสงสว่างฉุกเฉิน (Emergency Lighting) ตลอดทางเดินและเส้นทางอพยพ ให้เพียงพอ และปลอดภัย ตามมาตรฐาน วสท. 2004 (www.EIT.or.th) เพื่อให้สามารถทำงานที่สำคัญจำเป็นได้อย่างต่อเนื่องได้ (เช่น สามารถใช้ลิฟต์ ห้องปฐมพยาบาลได้) สามารถยกเลิกงานอันตราย (เช่น ห้องเครื่องจักรทำงาน ห้องเก็บถังแก๊ส ห้องครัว) และสามารถอพยพคนออกจากอาคารได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

3.จัดให้มีระบบโคมไฟฟ้าป้ายทางออกฉุกเฉิน (Exit Sign Luminaire) ตลอดทางเดินและเส้นทางอพยพให้เพียงพอ และปลอดภัยตามมาตรฐาน วสท. 2004 เพื่อให้สามารถอพยพคนออกจากอาคารได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ ไฟดับ แผ่นดินไหว วินาศกรรม เป็นต้น

4.จัดให้มีระบบสื่อสารสำหรับพนักงานกรณีฉุกเฉิน เช่น การเตรียมระบบลำโพงแจ้งประกาศ (public speaker address system) การเตรียมระบบแจ้งประกาศทางอีเมลและ SMS การเตรียมสมุดหมายเลขโทรศัพท์บ้าน/มือถือของผู้มีหน้าที่ยามฉุกเฉิน และของพนักงานทั่วไปทุกคนให้เป็นฉบับล่าสุด ที่รวมหมายเลขโทรศัพท์ของพนักงานใหม่ พนักงานฝึกงาน พนักงานชั่วคราว เป็นต้น

5.จัดให้มีระบบสื่อสารพิเศษสำหรับเจ้าหน้าที่ เช่น วิทยุสื่อสาร

6.จัดให้มีช่องทางการสื่อสารสำรอง กรณีที่ช่องทางหลักไม่สามารถใช้งานได้ อาทิ กรณีไฟดับ กรณีโทรศัพท์มือถือไม่สามารถใช้งานได้อาจเนื่องจากช่องสัญญาณเต็มในกรณีเกิดเหตุวิกฤต

7.จัดให้มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาล อุปกรณ์เคลื่อนย้ายผู้ด้อยสมรรถนะ (เช่น คนเจ็บ คนชรา คนท้อง คนพิการ เด็กฯ) และรถฉุกเฉิน ให้พร้อมใช้อย่างเพียงพอและเหมาะสม

8.จัดให้มีอุปกรณ์ดับเพลิง ให้พร้อมใช้อย่างเพียงพอและเหมาะสม

9.จัดให้มีอุปกรณ์ในระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเพียงพอและเหมาะสม เช่น เซ็นเซอร์ (Sensor) อุปกรณ์ตรวจจับโลหะ (Metal Detector) อุปกรณ์เอกซเรย์ อุปกรณ์ควบคุมการผ่านเข้าออก (Access Control)

10.จัดให้มีระบบไฟฟ้าสำรอง UPS สำหรับระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมเครื่อง Server สำรอง และแหล่งเก็บข้อมูลสำรองที่อยู่ต่างสถานที่กับแหล่งเก็บข้อมูลหลัก

11.เตรียมเส้นทางอพยพให้พร้อมใช้ยามฉุกเฉิน เช่น มีป้ายแผนผังบอกเส้นทางอพยพและประตูทางออก มีป้ายบอกข้อความสำหรับประตูที่ไม่ใช่ประตูทางออก มีประตูทางออกอย่างน้อย 2 ทาง และไม่มีวัตถุกีดขวางเส้นทางอพยพ

นอกจากองค์กรทั่วไปแล้ว สำหรับองค์กรเฉพาะทาง ด้านการบริหาร ด้านความมั่นคง ด้านการแพทย์ ด้านการสื่อสาร ด้านการเงิน ด้านพลังงาน ด้านการทหาร ยุทโธปกรณ์ หรือเรือนจำ ฯลฯ เป็นต้น จำเป็นต้องจัดทำแผนเตรียมรับมือเหตุฉุกเฉินเฉพาะทาง เช่น การติดตั้งอุปกรณ์เตือนในระบบรักษาความปลอดภัย ทั้งแบบที่ติดตั้งในที่เปิดเผย (เช่น กล้องวงจรปิด) และแบบติดตั้งซ่อน (เช่น เซ็นเซอร์อินฟราเรด เซ็นเซอร์ไมโครเวฟ เซ็นเซอร์แสง เซ็นเซอร์สนามแม่เหล็กไฟฟ้า) การเตรียมพร้อมระบบดับเพลิง การเตรียมพร้อมระบบปฐมพยาบาล การเตรียมพร้อมระบบปฏิบัติการสำรอง เพื่อเตรียมรับมือวิกฤตและให้พร้อมรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในรูปแบบต่างๆ ให้สามารถผ่านวิกฤตได้อย่างสูญเสียน้อยที่สุด และการเตรียมระบบฟื้นฟูหลังเกิดเหตุวิกฤตให้สามารถพื้นฟูกลับสู่สภาวะปกติได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งการไม่ประมาท หากเตรียมพร้อมล่วงหน้าให้พร้อมได้มากเท่าไร ก็ยิ่งมีการสูญเสียต่ำลงมากหากเกิดเหตุวิกฤต

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้