
ซุกหนี้ปิดบัญชีข้าวรอวันระเบิด
ยิ่งใกล้วันเดดไลน์ที่รัฐบาลประกาศจะลดวงเงินรับจำนำให้ได้ตามกรอบไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ภายในสิ้นปี 2556 นี้
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ยิ่งใกล้วันเดดไลน์ที่รัฐบาลประกาศจะลดวงเงินรับจำนำให้ได้ตามกรอบไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ภายในสิ้นปี 2556 นี้ ก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งต้องไล่จับผิดคำพูดของคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากขึ้นทุกขณะ เพราะแต่ละวันที่ต่างคนต่างวาระพูดตัวเลขนั้นมันไม่เหมือนกัน แทบหาแก่นสารของข้อเท็จจริงจากการใช้เงินในโครงการนี้ได้ยากมาก
ล่าสุด ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ในฐานะประธานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. แจ้งตัวเลขว่ากระทรวงพาณิชย์ขายข้าวมาใช้หนี้ ธ.ก.ส.ได้แล้ว 1.8 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าช่างเป็นตัวเลขที่ประจวบเหมาะพอดีกับเงินที่ใช้ไป2 ปี ที่ 6.8 แสนล้านบาท เมื่อนำมาหักกลบลบหนี้เท่ากับสิ้นปีนี้โครงการรับจำนำข้าวใช้เงินได้ตามกรอบแบบเป๊ะๆ ที่ 5แสนล้านบาท
ที่ว่าน่าแปลกประหลาดเพราะเลขขายข้าวได้ 1.8 แสนล้านบาท ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์เพียงชั่วข้ามคืนจริงๆ เพราะก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียวทาง ธ.ก.ส.ยังชี้แจงว่ากระทรวงพาณิชย์ขายข้าวมาใช้หนี้ ธ.ก.ส.แล้วเพียง 1.4 แสนล้านบาท และยังต้องรอลุ้นว่าช่วง 2 เดือนที่เหลือกระทรวงพาณิชย์จะขายข้าวได้มาใช้หนี้เพิ่มอีก 2.4 หมื่นล้านบาทหรือไม่
ก่อนหน้านี้สูตรที่จะใช้ในการปิดบัญชีจำนำข้าวในมุมของ ธ.ก.ส.ก็ถือเป็นสูตรที่ต้องเล่นแร่แปรธาตุไม่น้อย มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เพราะเริ่มจากเงินที่ใช้ไป 6.8 แสนล้านบาท เมื่อมาหักกับเงินระบายข้าว 1.4 แสนล้านบาท เท่ากับจะเหลือเงินที่เกินกรอบ 5 แสนล้านบาท อยู่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งแนวทางการลดวงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ที่ว่านี้จะดึงมาจาก 2 ทาง คือ 1.รอเงินจากการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ 2.4 หมื่นล้านบาท และ 2.เงินที่ยืมมาจากสภาพคล่องที่ ธ.ก.ส.ได้รับการจัดสรรงบประมาณมาชำระหนี้เก่า 8.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งรอบนี้ถือเป็นครั้งแรกที่สำนักงบประมาณให้เบิกเงินทั้งก้อนได้เร็ว แต่มีข้อแม้ว่าต้องเอาเงินส่วนนี้แปลงมาเป็นเงินที่เอาไปใช้หนี้เก่า เพื่อกลบยอดเงินให้ได้ตามกรอบ 5 แสนล้านบาทพอดี
ด้าน ทนุศักดิ์ เองก็เคยชี้แจงก่อนหน้านี้ถึงเรื่องการลดวงเงินก้อนนี้ว่าจะมาจาก 3 ทาง ทางแรก ได้แก่ เงินระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ ส่วนที่สองมาจากงบประมาณปี 2557 ที่ได้รับการจัดสรรชดเชยให้กับ ธ.ก.ส. ส่วนสุดท้ายจะขอให้รัฐบาลใช้หนี้เก่าที่ค้าง ธ.ก.ส.กว่า 1 แสนล้านบาท โดยจะขอคืนบางส่วน 23 หมื่นล้านบาท หลังจากนั้นพอเริ่มปีใหม่ 2557ก็จะมีวงเงินกู้สำหรับที่จะใช้รับจำนำข้าวปี 2557 มาใช้คืน
มาวันนี้เจอสูตรใหม่ของทนุศักดิ์ ที่ซัดโป้งว่าล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ขายข้าวมาใช้หนี้ได้แล้ว 1.8 แสนล้านบาท เมื่อเอามาหักกับ 6.8 แสนล้านบาท เหลือตามกรอบ 5 แสนล้านบาทพอดิบพอดี ทำให้แนวทางอื่น เช่น การที่ ธ.ก.ส.จะไปขอให้กระทรวงการคลังใช้หนี้ค้างเก่าคืนเพิ่มอีกบางส่วนเป็นอันต้องยกเลิกไป และกลายเป็นว่า ธ.ก.ส.จะต้องควักสภาพคล่องส่วนที่ได้จากเงินมาใช้หนี้ 8.2 หมื่นล้านบาท ออกมารับจำนำข้าวฤดูกาล 2556/2557 ไปพลางๆ ก่อนอีก 5.5 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับเงินที่กระทรวงพาณิชย์คาดว่าจะขายข้าวได้ 2.4 หมื่นล้านบาท จะทำให้มีสภาพคล่องราว 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเพียงพอรองรับการรับจำนำถึงปลายเดือน ธ.ค.นี้เท่านั้น
ทำให้เกิดคำถามต่อมาว่า แล้วเงินสภาพคล่องที่ยืม ธ.ก.ส.ก่อนอีก 5.5 หมื่นล้านบาท จะไม่ทำให้กรอบวงเงิน ณ สิ้นปี 2556 นี้ ปูดขึ้นมากลายเป็น 5.55 แสนล้านบาทหรือ???
ทั้งนี้ หากยึดเอาตามคำพูดของนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ที่ออกมาบอกว่า ปัจจุบันข้าวไทยมีอยู่ในสต๊อกประมาณ 10 ล้านตัน เป็นข้าวที่ปลอดการผูกพันที่จะต้องระบายออกเพียง 7 ล้านตัน โดย 3 ล้านตัน เป็นข้าวที่ทำสัญญาซื้อขายกับจีนแล้วก่อนหน้านี้
ดังนั้น ยอดเงินขายข้าวที่ 1.8 แสนล้านบาท ยังเป็นเลขที่ต้องจับตาว่าใครหลอกใคร เพราะหากจับสัญญาณการขายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ตลอดช่วงปี 2556 ที่ผ่านมา พบว่ามีค่าเฉลี่ยเดือนละ 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น เพราะมีบางเดือนขายได้ 1.21.4 หมื่นล้านบาทจริง แต่ก็มีบางเดือนที่ขายข้าวได้แค่ 3,000 ล้านบาท และ 7,000 ล้านบาทด้วย ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากที่ยอดการขายข้าวจะพุ่งพรวดเดือนเดียวถึง 45หมื่นล้านบาท
ยิ่งหากไปดูการเปิดประมูลข้าวขายให้เอกชนรอบล่าสุดเมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา จะเห็นว่าเอกชนแทบไม่สนใจข้าวของรัฐบาล โดยมีเอกชนแค่ 4 ราย ที่เข้าประมูลและซื้อข้าวรวมกว่า 2 แสนตัน จากที่เปิดประมูลทั้งหมด 4.52 แสนตัน หากคิดที่ราคาขายตันละ 1.2 หมื่นล้านบาท เท่ากับกระทรวงพาณิชย์จะขายข้าวได้ทั้งหมดไม่เกิน 2,400 ล้านบาทเท่านั้น
ด้าน เกียรติ สิทธีอมร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ปัญหาของรัฐบาลนี้คือเรื่องการรายงานตัวเลขที่สับสนมาก ไม่รู้จะเชื่อใครได้ และอาจเป็นไปได้ที่มีการเอาตัวเลขขายข้าวของล็อตอื่นเอามาปนกับโครงการนี้
แม้กระทั่งตัวเลขของสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นอดีตประธานคณะกรรมการปิดบัญชีรับจำนำข้าว ก็ยังมีประเด็นว่า ตัวเลขที่รายงานไม่ได้หักกับข้าวที่เสื่อมสภาพไปด้วย ไม่ใช่ว่าจะดูแต่รายได้อย่างเดียว เราต้องดูรายจ่ายหรือส่วนที่สูญเสียไปด้วย ซึ่งขณะนี้ไม่มีใครกล้ายืนยันเรื่องคุณภาพข้าวที่รับจำนำมาว่ายังอยู่ดีหรือไม่
เช่นเดียวกับตัวเลขคาดการณ์ของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่เชื่อว่าผลดำเนินโครงการรับจำนำข้าว 2 ปีมีผลขาดทุน 4.2 แสนล้านบาท แต่เป็นตัวเลขที่ยังไม่หักค่าเสื่อมของข้าวที่เกิดขึ้นด้วย ถ้ารวมค่าเสื่อมมั่นใจว่าขาดทุนมากกว่านี้แน่นอน
เพราะการเก็บข้าวควรอยู่ในไซโล แต่เนื่องจากผลผลิตมีมากทำให้เก็บกันในโกดัง โรงสี ที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น หอมมะลิ ถ้าเก็บไม่ดี 3 เดือน กลิ่นหายต้องขายเป็นข้าวเก่า หรือข้าวสารขาวถ้าไปเก็บในที่มีความชื้น ราขึ้น ของพวกนี้เสื่อมสภาพขายราคาตกหมด ใครมาคำนวณความเสียหายส่วนนี้บ้างหรือไม่
อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าสภาพปัญหาของรัฐบาลที่กำลังเผชิญอยู่นี้ เกิดจากตัวรัฐบาลเองที่ไม่รู้จักเรียนรู้เอาจากความผิดพลาดเพื่อเอามาพัฒนาตัวเอง อย่างที่เห็นกันว่าจำนำข้าวปีแรกก็ขาดทุนแล้วไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งหากเป็นภาคธุรกิจหรือคนทำธุรกิจเชื่อว่าปีต่อมาต้องไม่พลาดอีกหรือพลาดให้น้อยที่สุด แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้ใช้กลไกแบบเดิมๆ เช่น การเปิดรับจำนำที่ราคาตันละ 1.5 หมื่นล้านบาทต่อไป สวนทางกับราคาตลาด และยังไม่ใช้ไม้แข็งในการจัดการกับช่องโหว่ที่คนทั้งประเทศเห็นว่ามันทุจริต จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า การปล่อยให้เกิดการทุจริตก็เพื่อเปิดทางให้พวกพ้องของตัวเองเข้ากอบโกยผลประโยชน์จากโครงการนี้
แหล่งข่าวในวงการค้าข้าว เปิดเผยว่า มีการนำข้าวดีๆ ที่ได้จากโครงการรับจำนำเอาไปขายต่อ แล้วเอาข้าวเก่าที่คุณภาพต่ำ เน่าๆ เอามาเสียบไส้แทน รวมทั้งยังมีกระบวนการขนข้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นข้าวที่นักลงทุนไทยทั้งพ่อค้าส่งออกที่หนีไปปลูกประเทศเพื่อนบ้าน เพราะสู้รับซื้อข้าวราคาแพงจากในประเทศไม่ไหว กับพวกนักการเมืองที่ลงทุนไปปลูกข้าวประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีค่าแรงต่ำกว่าคนไทย แล้วขนใส่สิบล้อเอามาเข้าโครงการรับจำนำบานเบอะจนยอดรับจำนำ 2 ปี ใช้เงินไปแล้วกว่า 6.8 แสนล้านบาท หากให้รวมของปีปัจจุบันอีกคาดว่าจะต้องใช้เงินเกือบ 1 ล้านล้านบาททีเดียว
ส่งผลให้ตราบใดที่รัฐบาลยังเอาโครงการรับจำนำใช้เป็นหลังพิงในการรักษาฐานเสียงทางการเมืองจากชาวนาต่อ เชื่อว่าฤดูกาลหน้ารัฐบาลก็ยังไม่กล้าลดราคารับจำนำเหลือ 1.2 หมื่นบาทต่อตัน ตามข้อเสนอแนะของ ธ.ก.ส. ซึ่งจะทำให้กรอบวงเงินที่เตรียมไว้ที่ 2.7 แสนล้านบาท สำหรับปีนี้ปูดโปนขึ้นมาอีก และต้องสาละวนกับการหาสภาพคล่องเพื่อเอามาโป๊ะโครงการรับจำนำต่อไป และต้องเล่นแก้ผ้าเอาหน้ารอดเพื่อให้กรอบวงเงินลดลงเหลือ 5 แสนล้านบาท ในปี 2557นู้นอีก ซึ่งต้องติดตามกันต่อว่าการทุจริตในโครงการรับจำนำจะสามารถสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลได้จริงหรือไม่ ยังต้องรอดูกันต่อไป
ที่สำคัญ การซุกหนี้บัญชีจำนำข้าวเพื่อให้ดูดีวันนี้นั้น มีแต่พังกับพังในวันข้างหน้า และสุดท้ายต้องใช้งบประมาณมาอุดก้อนโต







