
สัตยาบันทำไม
พระปิยะทรงเลิกทาสประกาศก้อง
พระปิยะทรงเลิกทาสประกาศก้อง
ให้พี่น้องได้เป็นไทยไม่ไร้ค่า
มีศักดิ์ศรีในชีวิตที่เกิดมา
ไทยถ้วนหน้าต่างรักษา ค่าแห่งไท
แต่วันนี้มีคนไทยไร้สติ
อุตริยอมขายตัว ชั่วเหลือหลาย
เรียกตัวเอง ผู้ทรงเกียรติ โดยไม่อาย
เป็นดั่งควายให้เขาสั่ง ยังปากดี
ยอมตัวเป็นขี้ข้าเงินตราบาป
ศิโรราบนักโทษชาย ไร้ศักดิ์ศรี
ยกมือผ่านกฎหมายมาย่ำยี
คนอัปรีย์ในสภา ขี้ข้าเงิน
ไม่รู้จะสรรหาถ้อยคำอะไรมาอธิบายพวกเลวสุดซอยให้เหมาะสมกับพฤติกรรมที่คนเหล่านี้ได้ทำไว้ จึงทำได้เพียงระบายเป็นกลอนข้างต้น
คนทำผิดทำชั่วที่ถูกศาลตัดสินจำคุกแล้ว แม้ยังไม่ได้รับโทษเพราะหลบหนีเป็นสัมภเวสี เร่ร่อนไปทั่ว ก็ถือว่าได้รับกรรมไปส่วนหนึ่งแล้ว แม้ไม่ได้ติดคุกทางกาย แต่ทางใจยิ่งกว่าติดคุก
ความยึดมั่นอหังกาว่า มีเงินมหาศาลจะซื้ออะไรก็ได้ ตัวเองเป็นผู้ยิ่งใหญ่ คุมประเทศไทยได้ทั้งหมด จะสั่งรัฐบาลหรือรัฐสภาให้ทำอะไรก็ได้ แต่ความจริงแล้วเป็นแค่คนจนตรอกไม่ได้ยิ่งใหญ่ ไม่มีคุณค่าใดๆ เพราะเพียงแค่กลับบ้านเกิดยังทำไม่ได้ ไม่กล้าที่จะกลับมาทั้งๆ ที่ไม่มีใครห้าม
คนเก่งจริงต้องเก่งด้วยตัวเอง ไม่ใช่ให้คนรอบข้างออกหน้ารับภาระแทน คนอย่างนี้เป็นคนขี้ขลาด ไม่ใช่นักสู้ ร่ำรวยขึ้นมาได้จากการทำธุรกิจผูกขาด ไม่ได้มีศักดิ์ศรีของความเป็นผู้นำ เก่งแต่ใช้เงินฟาดหัวคนโลภ เป็นคนโลภมากที่เห็นแก่เงิน
ไม่ว่าจะมีเงินมากเท่าใด ไม่ว่าจะมีอำนาจมากเท่าไร ก็กลับบ้านไม่ได้ ชีวิตจะมีคุณค่าได้อย่างไร และคงเป็นอย่างที่พระท่านบอกไว้ว่า จะได้ห่อผ้าขาวกลับบ้าน
มันเท่มากเลยนะ
คนที่ทำผิดทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่พยายามฝืนกรรมไม่ยอมรับผิด คนอย่างนี้จัดว่าเป็นคนเลวคนชั่ว แต่พวกที่ไปรับเงินของนักโทษ แล้วยอมเป็นทาสในเรือนเงิน ชั่วยิ่งกว่า ยังชูหน้าสลอนในสภา เรียกตัวเองว่า ผู้ทรงเกียรติ ทั้งๆ ที่ไม่มีเกียรติใดๆ ในตัวเองที่เป็นของจริงเลย
เพียงเพื่อต้องการผลประโยชน์และอำนาจ ถึงกับยอมทำทุกอย่างเพื่อออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อช่วยคนเพียงคนเดียว ผลักดันร่างกฎหมายให้ผ่านกระบวนการให้ได้ในคืนเดียว
เป็นพระราชบัญญัติฉบับตีสี่ ที่เรียกแขกได้ทั่วประเทศ จนเชื่อขนมกินได้ว่า ชาตินี้นายใหญ่จะไม่ได้กลับมาประเทศไทยได้อีก และอาจเป็นเพราะเหตุนี้ มันจึงทำลายประเทศของตัวเอง ด้วยโมหะที่ว่า ถ้ามันไม่ได้กลับ ประเทศนี้ก็อย่าหวังจะได้อยู่อย่างสงบสุขเลย
พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผ่านการพิจารณาวาระสองและวาระสามในคืนเดียว พวกขี้ข้าทาสยุคใหม่ต่างเห็นดีเห็นงาม อภิปรายสนับสนุนว่าเป็นร่างกฎหมายที่ดีไม่มีที่ติ ช่วยกันพิจารณาอย่างขยันขันแข็ง พิจารณาข้ามคืนจนผ่านกระบวนการของสภาผู้แทนฯ ได้เมื่อเวลาตีสี่
ผ่านไปได้ด้วยความหลงระเริงของนักโทษหนีคุก
แต่ยังไม่ทันไรกลับต้องเบรกหัวทิ่ม ยูเทิร์นกลับสุดซอย เพราะประชาชนทั่วประเทศไม่เอาด้วย ออกมาคัดค้านกันเต็มถนน จะมียกเว้นบ้างก็พวกขี้ข้าและทาสเงินของนักโทษเท่านั้นที่พร้อมจะเชื่อทุกอย่างที่นายเงินบอก
สิ่งที่พวกขี้ข้าทาสเงินทำได้คือ การลงสัตยาบันว่าจะไม่นำร่าง พ.ร.บ.ตีสี่ขึ้นพิจารณา
พวกขี้ข้าไร้ศักดิ์ศรีเหล่านี้ ลืมไปหมดว่าเคยอภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ตีสี่นี้อย่างไร วันนี้ ทั้งนายกฯ หุ่นยนต์ ทั้งหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ต่างออกมายืนยันว่าจะไม่ผ่านร่างกฎหมายนิรโทษฯ อีก โดยถอนร่างกฎหมายอีก 6 ฉบับที่ค้างอยู่ในสภาออกด้วย เป็นการถอยอย่างหมดสภาพ
แต่คำถามที่ต้องการคำตอบคือ พวกขี้ข้าที่ผ่านร่างกฎหมายเหล่านี้ จะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองทำอย่างไร เพียงแค่ลงสัตยาบันเท่านั้นหรือ
เหมือนตบคนไทยทั้งประเทศแล้วก็บอกว่าจะไม่ตบอีกแล้ว เท่านี้หรือคือความรับผิดชอบที่คนในระดับบริหารประเทศที่เรียกอวดอ้างตัวเองว่าผู้ทรงเกียรติพึงกระทำ
ประเทศที่คนของเขามียางอาย เขาเอาปี๊บคลุมหัวแล้วลาออกไปไถนากันหมดแล้ว มีแต่เมืองไทยเท่านั้นที่ยางอายของคนในสภาถูกน้ำพัดหายไปจนหมดสิ้นแล้ว
ยังจำกันได้ไหมว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่จะต้องกล่าวคำปฏิญาณว่า “ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
การเร่งรีบออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับตีสี่ เป็นการทำเพื่อใคร เพื่อคนคนเดียวหรือกลุ่มเดียวเท่านั้น มิใช่เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนเลย
การแก้เกมก็เช่นกัน เป็นการทำเพื่อรักษาอำนาจไว้เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องตลกน้ำเน่า เหมือนดูจำอวด โกหกคนทั้งประเทศ
คนที่ลงสัตยาบันเป็นใคร จะเชื่อถือได้แค่ไหน มีอำนาจจริงหรือเปล่า เพราะคนที่นั่งหน้าสลอนลงสัตยาบันกันนั้นล้วนไม่มีอำนาจที่แท้จริง เป็นเพียงขี้ข้าของเจ้าของพรรคตัวจริงเท่านั้น ซึ่งมิใช่เพียงพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่ทุกพรรคที่ร่วมรัฐบาลถามจริงๆ เถอะว่าฟังคำสั่งจากใคร ขอถามดังๆ กับประชาชนทั้งประเทศว่า ท่านเชื่อหรือไม่ว่า คนที่นั่งให้สัตยาบันกันนั้น เป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริงเหนือพรรค เหนือสภา และเหนือรัฐบาล มีอำนาจกำหนดทิศทางทางการเมืองได้
ถ้า 180 วันข้างหน้า คนแดนไกลสั่งเปลี่ยนหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค แล้วตั้งคนใหม่มาแทน แล้วกดปุ่มสั่งคนใหม่ให้ผ่านร่างกฎหมายสุดซอย หุ่นยนต์ตัวใหม่เขาก็จะบอกว่าที่คนเก่าทำไว้ไม่ผูกพัน เขาจะดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับตีสี่ต่อไป ใครจะทำไม
สัตยาบันที่พรรคร่วมลงชื่อกันไว้ จึงไม่ต่างอะไรกับเศษกระดาษที่เอาไว้พับถุงกล้วยแขก ไม่ได้มีความสำคัญใดๆ เลย และไม่อาจเป็นหลักประกันได้เลยว่าจะมีการปฏิบัติตามที่ลงสัตยาบันกันจริง เพราะทุกคนที่ลงสัตยาบันต่างไม่มีอำนาจที่แท้จริง
เหมือนให้เด็กส่งเอกสารในบริษัทลงชื่อในสัญญา
ถ้าเช่นนั้น จะให้เจ้าพรรคตัวจริงให้คำมั่นสัญญารับรองได้หรือไม่
เป็นเวรกรรมจริงๆ ที่เจ้าของพรรค เจ้าของรัฐบาลตัวจริงก็ไม่น่าเชื่อถือ เพราะที่ผ่านมาก็โกหกรายวันจนไม่รู้ว่า อะไรจริงอะไรเท็จ
ด้วยเหตุนี้ คนส่วนหนึ่งจึงไม่เชื่อสัตยาบัน
คนอีกส่วนหนึ่งเห็นว่า พวกขี้ข้าที่ช่วยกันผ่านร่างกฎหมายสุดซอยฉบับตีสี่ ควรจะต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ทำผิดแล้วก็อยู่เฉยๆ
จนทุกวันนี้ยังไม่รู้ว่า จะเรียกสัตว์สองเท้าในสภาพวกนี้ว่า คน ได้หรือไม่







