posttoday
"วิรัตน์"ย้ำแก้รธน.ไม่ชอบมาตั้งแต่ต้น

"วิรัตน์"ย้ำแก้รธน.ไม่ชอบมาตั้งแต่ต้น

17 พฤศจิกายน 2556

" วิรัตน์" ยันแก้รัฐธรรมนูญไม่ชอบมาตั้งแต่ต้น มีการกดบัตรแทนกัน-กำหนดวันแปรญัตติขัดกฎหมาย พร้อมน้อมรับคำตัดสิน

" วิรัตน์" ยันแก้รัฐธรรมนูญไม่ชอบมาตั้งแต่ต้น มีการกดบัตรแทนกัน-กำหนดวันแปรญัตติขัดกฎหมาย พร้อมน้อมรับคำตัดสิน

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หนึ่งในผู้ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้คำวินิจฉัยเรื่อง "การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราว่าด้วยเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา" กล่าวว่า ประเด็นที่ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ให้เห็นว่ามีสมาชิกรัฐสภากดบัตรลงคะแนนแทนกัน ซึ่งมีหลักฐานทั้งภาพและเสียงยืนยันว่าเป็นการลงคะแนนขณะมีการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากไม่ใช่เจ้าของบัตรก็เป็นการขัดรัฐธรรมนูญ และการลงชื่อในหลักการและเหตุผลก็เป็นการลงชื่อมปลอม เนื่องจากมีการแก้ไขหลักการและเหตุผลทั้งหมด และต้องมีผู้รับรองถูกต้อง เมื่อเป็นญัตติที่ไม่ชอบมาตั้งแต่ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ พิจารณาไปก็ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ประการต่อมารัฐธรรมนูญบังคับให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำเป็นสามวาระต่อเนื่องกันไป เมื่อเสร็จวาระหนี่ง ก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อกำหนดวันแปรญัตติ โดยเวลาประมาณ 04 00  วันที่ 1 เมษายน มีการเสนอให้กำหนดวันแปรญัตติภายใน 15 วัน แต่มีผู้เสนอให้เป็นอย่างอื่น ทำให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ขอตรวจสอบองค์ประชุม ผลปรากฎว่าองค์ประชุมไม่ครบ แต่นายสมศักดิ์ได้กำหนดให้แปรญัตติภายใน 15 วัน ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะวาระ1 ยังไม่เสร็จสิ้น แต่กลับมีการกำหนดวันแปรญัตติ

นายวิรัตน์กล่าวว่า ต่อมาเช้าวันเดียวก็นัดประชุมคณะกรรมาธิการ แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ กระทั่งวันที่ 4 เมษายน มีการนัดประชุมร่วมเพื่อลงมติอีกครั้ง ซี่งกำหนดวันแปรญัตติภายใน 15 วันครบในวันที่ 18 เมษายน แต่ประธานกมธ.วิสามัญเห็นว่าต้องนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ไม่ใช่วันที่ 4 เมษายน ทำให้สมาชิกรัฐสภาที่ขอยื่นคำแปรญัตติภายในวันที่ 18 เมษายน เช่น นายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีสิทธิ์แปรญัตติ การกำหนดวันแปรฯจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ มีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ยื่นแปรญัตติไว้ 160 คน แต่ได้อภิปรายเพียง 7 คน ทำให้ประเด็น 31 ประเด็นไม่สามารถอภิปรายได้อย่างครอบคลุมและไม่ครบคน มีการปิดปากสมาชิกรัฐสภา และยังมีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ที่กำหนดว่าสมาชิกรัฐสภาต้องปราศจากผลประโยชน์ในการเสนอกฎหมาย แต่พบว่ามีการกำหนดให้ ส.ว.สามารถลงเลือกตั้งได้มากกว่า 1 วาระ ไม่ห้ามบุพการี ลูก ภรรยา และสามีลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยส.ส.เสียงข้างมากล็อบบี้ให้ ส.ว.ลงคะแนนให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เพื่อแลกกับการสนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว. โดยเห็นชัดว่านายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ว่าจะไปลงเลือกตั้ง ส.ว.อีกครั้ง

ทั้งนี้นายนิคมที่ร่วมเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ก็ไม่ควรนั่งเป็นประธาน สมาชิกทักท้วงตลอดวลา แต่ก็ไม่เป็นผล และนายนิคมก็พยายามอภิปรายสนับสนุนการแก้ไข ไม่ได้ทำตัวเป็นกลาง มีผลประโยชนทับซ้อน และการเสนอแก้ครั้งนี้ก็ขัดต่อหลักการรัฐธรรมนูญไทยและทั่วโลกที่ต้องมีหลักถ่วงดุลและตรวจสอบ เพื่อให้เกิดดุลยภาพคานอำนาจซึ่งกันและกัน แต่การแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้ลดการตรจสอบของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรตรวจสอบอื่นๆ

นายวิรัตน์กล่าวว่า ที่สำคัญก็คือการแก้ไขขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพราะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ โดยมีประเด็นเรื่อง ส.ว.ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่เสียงข้างมากต้องการล้ม ส.ว.สรรหาที่มีระยะเวลาดำรงตำแหน่งอีก 3 ปี ซึ่งถือเป็นเป็นหนึ่งในรูปแบบของรัฐ เพราะมีเป้าหมายครองเสียงข้างมาก 120 เสียงขึ้นไปในวุฒิสมาชิก เพื่อกำหนดการแต่งตั้งถอนถอนคนในองค์กรอิสระต่างๆ ของระบอบทักษิณ

"เรื่องที่ยื่นต่อศาลให้วินิจฉัยความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการเริ่มต้นใหม่เท่านั้น แต่มี ส.ว.สรรหาคนอื่นได้ยื่นให้ยุบพรรคการเมือง 6 พรรค ซี่งศาลได้รวบรวมเป็นสำนวนเดียวกันในการพิจารณา หากมีการยุบพรรคก็จะส่งให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้งหกพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมืองไป 5 ปี อย่างไรก็ตามพร้อมยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะออกมาอย่างไรก็ตาม"นายวิรัตน์กล่าว

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI