posttoday
ทำไมอารยะไม่ยอมขัดขืน

ทำไมอารยะไม่ยอมขัดขืน

17 พฤศจิกายน 2556

มาตรการอารยะขัดขืนชุดแรกใน 4 แนวทาง ประกอบด้วย 1.หยุดงาน 2.ชะลอการจ่ายภาษี3.พกนกหวีดและติดธงชาติ

มาตรการอารยะขัดขืนชุดแรกใน 4 แนวทาง ประกอบด้วย 1.หยุดงาน 2.ชะลอการจ่ายภาษี3.พกนกหวีดและติดธงชาติ 4.เป่านกหวีดไล่รัฐบาลทุกครั้งที่เจอ ไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร

สุเทพ เทือกสุบรรณ จึงยกระดับการต่อสู้อีกครั้งด้วยยุทธวิธีเดินหน้าถอดถอน สส. 310 คน ที่ผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป่านกหวีดไล่เครือข่ายระบอบทักษิณ ไม่ซื้อสินค้าและทำธุรกรรมกับในเครือทักษิณ และชวนข้าราชการหยุดงานทั่วประเทศในวันที่ 15 พ.ย.

ทุกมาตรการที่ประกาศออกมาไม่ง่าย เพราะเงื่อนไข คัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมถูกปลดล็อกไปแล้ว

สมศักดิ์ โกศัยสุข อดีตผู้นำแรงงาน วิจารณ์มาตรการอารยะขัดขืนที่กลายเป็นมุกแป๊ก ว่า ความจริงการหยุดงานถือเป็นอารยะขัดขืนที่ใช้ได้ผลทั่วโลก แต่วิธีการที่แกนนำการชุมนุมครั้งนี้เลือกใช้มีข้อผิดพลาด คือเลือกที่จะ “สั่ง” และปฏิเสธการจัดตั้งไว้ล่วงหน้า

“ลักษณะของมวลชนที่จะมาชุมนุม ส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มย่อยๆ ที่มีพลัง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร แรงงาน นักศึกษา นักเรียนอาชีวะ กลุ่มจังหวัด โดยกลุ่มเหล่านี้จะมีมวลชนของตัวเองอยู่ เวลาจะเข้ามาร่วมชุมนุมก็จะมากันเป็นกลุ่ม แกนนำจะต้องรู้ว่ามีกลุ่มใดบ้าง ต้องจับชีพจรให้ได้ว่าแต่ละกลุ่มคิดยังไงต้องบริหารจัดการกลุ่มเหล่านี้ให้เข้าใจตรงกันก่อนว่าทิศทางการเคลื่อนไหวเป็นอย่างไร วิธีการจะนำไปสู่การกดดันรัฐบาลแบบไหน”

“โดยเฉพาะกลุ่มใหม่ๆ ที่มากันอย่างสดๆ ต้องให้ความสนใจเขา ต้องให้ความสำคัญและเคารพเขาต้องให้เขามีส่วนร่วมให้มาก ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ผู้นำขึ้นไปประกาศว่าจะทำอะไรอย่างนั้นอย่างนี้ ไปสั่งเขาให้ทำตาม มันไม่ได้”

อย่างมาตรการอารยะขัดขืนด้วยการหยุดงานสมศักดิ์ ย้ำว่า แกนนำต้องเข้าใจธรรมชาติการเคลื่อนไหวว่ามวลชนจะเป็นไปตามสาย เช่น สายแรงงานถ้าแกนนำไม่ไปจัดตั้งที่สายของเขาเขาก็จะไม่ฟัง หรือถึงฟังก็จะไม่นำมาตรการไปปฏิบัติตาม เช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็นสายข้าราชการ สายทหาร กลุ่มคนเหล่านี้จะฟังแต่ผู้นำของเขา เพราะผู้นำเป็นคนที่รับรองและมีส่วนได้ส่วนเสียไปกับเขา ต้องเข้าใจว่าการใช้มาตรการใดๆ มันมีความเสี่ยง ถามว่านัดหยุดงานมันเสี่ยงหรือไม่ ถ้าหยุดงานแล้วถูกไล่ออกจะคุ้มไหม แกนนำการชุมนุมจะรับผิดชอบชีวิตเขาได้หรือ

“สมัยที่ผมเป็นแกนนำพันธมิตรจะมีการประชุมย่อยกับแกนนำกลุ่มต่างๆ ไม่ต่ำกว่าวันละ 3 รอบโดยแต่ละรอบมีแกนนำเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 100 องค์กร เมื่อรับรู้อารมณ์ ความต้องการ และได้ข้อสรุปตรงกันแล้ว จึงจะเอาแนวทางที่ได้ไปเข้าที่ประชุม 5 แกนนำ นอกจากนี้ ระหว่างการชุมนุมก็จะมีการลงไปพูดคุยกับมวลชนเพื่อรับฟังความคิดเห็นโดยตรง ถ้าไม่มีเวลาก็ต้องจัดตั้งทีมแกนนำเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวแทน”

“แต่นี่คุณพูดแล้วคุณก็ไป ไม่สนว่ามันจะไปลงที่ไหนมันไม่ได้ ทำแบบนี้มันไม่มีทางเป็นไปได้เลย ดีไม่ดีเขายิ่งมีความรู้สึกว่าคุณเป็นใคร ทำไมมาสั่งเขา ถ้าเขายอมทำตามแสดงว่าเขาทำเพราะเชื่อตามคำสั่งอย่างนั้นหรือ มันไม่ได้ เสรีชนจะไปสั่งให้ซ้ายหันขวาหันเหมือนทหารไม่ได้ ถามว่าคุณเป็นใครจะไปสั่งเขา คุณเป็นประธานสหภาพหรือ อย่าโชว์ฟอร์ม อย่าฉวยโอกาส อย่าแสดง อย่าทำตัวเป็นพระเอก อย่าบอกว่าถ้าขาดฉันแล้วจะไม่ชนะ อย่าทำแบบนั้น”

“แต่ถ้าเราไปคุยกับกลุ่มเขา ไปอธิบายเชิงหลักการแต่ไม่ได้ไปสั่งเขา เมื่อเขาเข้าใจและถึงเวลาที่เหมาะสมเขาจะประกาศมาตรการออกมาเอง มันเหมือนกับการเคลื่อนขบวนมาชุมนุมของกลุ่มต่างๆไม่ใช่เพราะคุณสั่งให้เขาออกมาร่วมชุมนุม แต่เพราะคุณอธิบายเขาว่ากำลังต่อสู้อยู่กับอะไร เมื่อเขาคิดได้และเห็นว่าสมควรร่วมด้วย เขาก็ออกมากัน”

สมศักดิ์ ขยายความอีกว่า แกนนำประกาศหยุดงานออกไปโดยไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง นั่นเพราะไม่ได้ไปคุยกับเขาลึกๆ หรือคุยกันในๆ การอารยะขัดขืนในทางปฏิบัติต้องมีการจัดตั้งมาก่อนแล้วค่อยมาประกาศ เช่น ต้องประสานกับทุกกลุ่มก่อน เมื่อทุกฝ่ายตกลงปลงใจว่าจะเอาด้วยก็ค่อยชวนกันขึ้นไปประกาศพร้อมกัน ตรงนี้มันจะเกิดพลัง ไม่ใช่ออกไปประกาศโดยไม่คุยกับใครเลย

“คุณก็รู้ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะทำให้มาตรการสำเร็จลุล่วงเป็นใครบ้าง ก็ไปคุยกับเขา องค์กรต่างๆ บริษัทต่างๆ สหภาพต่างๆ ถ้าเขาเอาด้วยแล้วไปประกาศพร้อมกันว่าอีก 2 วันจะมีการหยุดงานโดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อถึงดีเดย์ก็จะมีคนหยุดงานกันจริงๆ มหาวิทยาลัยที่ไปคุยมาก็สั่งปิด บริษัทโรงงานก็สั่งปิด มันจะส่งผลเป็นโดมิโนขยายวงออกไปเรื่อยๆ”

อดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งดำรงตำแหน่งยาวนาน 19 ปีเต็ม กล่าวว่า การที่แกนนำผู้ชุมนุมไปประกาศหรือให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าจะใช้มาตรการตัดน้ำตัดไฟ ถามต่อว่าประกาศไปแล้วจะทำให้เป็นจริงได้อย่างไร ตรงนี้คนที่ไม่มีประสบการณ์จะไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าคนที่เขาอยากทำให้มันทำยาก มันไร้เดียงสามากๆ ที่ไปบอกศัตรูว่าจะทำอย่างนี้ตรงนั้นตรงนี้ พูดเลยว่าโง่ที่ทำแบบนี้

“คุณไม่ต้องไปพูดแทนเขา เขาคิดเอง เขาทำให้เองเมื่อถึงเวลา แต่พอมาพูดแบบนี้มันไม่เป็นจริง แถมยังไปขวางความเป็นจริงอีก”

สมศักดิ์ บอกว่า มาตรการอารยะขัดขืนต้องทำให้ลามไปทั่ว อย่างในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทุกคนมีบ้านติดกันหมด แกนนำต้องคิดแล้วว่าจะทำยังไงให้ทุกคนออกมาตั้งโต๊ะกินข้าวกันกลางถนน นี่เป็นอารยะขัดขืนซึ่งไม่ได้ลงทุนมาก แต่หัวใจคือมันต้องแสดงให้เห็นว่าได้เกิดขึ้นแล้วจริง ต้องสาธิตให้ได้ และเมื่อมันลามไปทั่วแล้วก็ต้องยอมรับกันว่าจะเกิดความเสียหายขึ้นบ้าง อีกปัญหาหนึ่งคือคนไทยมักติดกับดักตรงนี้ คือไม่ยอมให้อะไรเสียหายเลย คำถามคือหากหมอบอกว่าต้องผ่าตัด แต่คุณกลับบอกว่าไม่ได้ มันเจ็บ แล้วหมอจะรักษาคุณได้ยังไง

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา