
ความยุติธรรมที่แท้จริง
จอห์น เจ. แบรนดอน ผู้อำนวยการโครงการความร่วมมือระหว่างภูมิภาคของมูลนิธิแห่งเอเชีย (เอเชีย ฟาวเดชั่น) ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐ เขียนบทความแสดงความเห็นที่มีต่อการนิรโทษกรรมของไทย ซึ่งเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของมูลนิธิว่าเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คงทนในสังคมไทย และอาจเป็นปัจจัยขัดขวางสำคัญที่ทำให้ความสงบสุข สันติภาพ และความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่อาจจะเกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง
จอห์น เจ. แบรนดอน ผู้อำนวยการโครงการความร่วมมือระหว่างภูมิภาคของมูลนิธิแห่งเอเชีย (เอเชีย ฟาวเดชั่น) ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐ เขียนบทความแสดงความเห็นที่มีต่อการนิรโทษกรรมของไทย ซึ่งเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของมูลนิธิว่าเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คงทนในสังคมไทย และอาจเป็นปัจจัยขัดขวางสำคัญที่ทำให้ความสงบสุข สันติภาพ และความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่อาจจะเกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง
แบรนดอน ได้เขียนย้อนกลับไปในปี 19631973 สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ที่ยุติลงด้วยการประท้วงนองเลือดของประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาในเดือน ต.ค. 1973 และอีกครั้งในเดือนเดียวกันปี 1976 หลังจอมพลถนอม ผู้ลี้ภัยในต่างแดนพยายามเดินทางกลับไทย
บทความดังกล่าวระบุว่า กว่า 30 ปีภายหลังเหตุนองเลือดยุติลง เลือดบนท้องถนนได้รับการชำระล้างหายไปนานแล้ว แต่ความยุติธรรมสำหรับประชาชนไทยกลับยังคงได้รับการปฏิเสธที่จะชำระความ
แบรนดอน กล่าวว่า เหตุการณ์ข้างต้นกำลังวนกลับมาฉายซ้ำรอยเดิมในประเทศไทยอีกครั้ง ยืนยันได้จากเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงของมวลชนครั้งล่าสุดในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะเป็นผลสืบเนื่องจากการผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งจะทำให้ใครก็ตามที่มีส่วนกระทำผิดต่อกฎหมายในปี 2004-ก.ย. 2013 รวมถึงการรัฐประหารในปี 2006
พรรคฝ่ายค้านและคนไทยส่วนใหญ่ลุกขึ้นคัดค้านแทบทันที เพราะไม่เพียงแต่จะนิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุมประท้วงในช่วงดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้นำประเทศ สามารถเดินทางกลับไทยในฐานะผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เคยกระทำผิดใดๆ รวมถึงความผิดในการใช้อำนาจในทางมิชอบและคดีทุจริตคอร์รัปชั่นที่ศาลไทยได้พิจารณาตัดสินให้จำคุกไปแล้ว แต่เจ้าตัวกลับไม่อยู่ในไทยเพื่อรับโทษแต่อย่างใด
แม้เหล่าวุฒิสมาชิกจะลงมติเป็นเอกฉันท์ 141-0 ไม่รับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมดังกล่าวแล้ว แต่กลุ่มชุมนุมประท้วงก็ยังไม่ยอมยุติ เนื่องจากเกรงว่ารัฐบาลอาจฉวยโอกาสทีเผลออนุมัติร่างดังกล่าวหลังกระแสต่อต้านจากสังคมบรรเทาลง
ผู้อำนวยการโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจและสังคมไทย ตลอดจนคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยรวม จะพัฒนามากขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว แต่การละเว้นไม่เอาโทษต่อผู้กระทำความผิดกลับยังคงอยู่ไม่ห่างหายไปจากสังคมไทยเลย ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นสิ่งที่ประชาสังคมต้องการอย่างมากที่สุด
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยทุกระดับได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการการปกครองที่ดี ยุติธรรม พร้อมด้วยหลักนิติธรรม มีความรับผิดชอบ และโปร่งใสตรวจสอบได้ ดังนั้นรัฐบาลไทยควรมุ่งมั่นทำให้ปัจจัยดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างจริงจัง เนื่องจากจะช่วยทำให้ความสมานฉันท์เกิดขึ้น ขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองจะบรรเทาเบาบางลง
แบรนดอน กล่าวสรุปว่า หากรัฐบาลไทยสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ บางทีสันติภาพและความยุติธรรมที่หลายฝ่ายเรียกร้องกันมาอย่างยาวนานจะเติบโตงอกเงยอย่างสมบูรณ์และสวยงามในสังคมไทยเสียที







