posttoday
อารยะขัดขืนแผ่ว

อารยะขัดขืนแผ่ว

13 พฤศจิกายน 2556

การประกาศลาออกจากตำแหน่ง สส.ของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” พร้อม สส.ประชาธิปัตย์ อีก 8 คน ถือเป็นการส่ง “สัญญาณ”

โดย...ธนพล บางยี่ขั้น

การประกาศลาออกจากตำแหน่ง สส.ของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” พร้อม สส.ประชาธิปัตย์ อีก 8 คน ถือเป็นการส่ง “สัญญาณ” ยกระดับการเคลื่อนไหวมวลชนนอกสภาครั้งใหม่ ที่มีเป้าหมายไปไกลเกินกว่าแค่การค้านกฎหมายนิรโทษกรรม

ยิ่งได้รับกระแสตอบรับอันดีจาก “มวลมหาประชาชน” ที่ปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณถนนราชดำเนิน และมีมติเป็นเอกฉันท์ยืนยันลุยกันสุดซอย คัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ให้ตายไปจากโลกนี้ และไม่มีวันเกิดใหม่ได้อีก

ทว่า หลายฝ่ายประเมินว่า “พลังมวลชน” ที่ออกมาเนืองแน่นบนถนนราชดำเนินเมื่อคืนวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา น่าจะเริ่มแผ่วกำลังลงไปเรื่อยๆ เมื่อรัฐบาลจำใจยอมถอยไม่ดึงดัน เดินหน้าร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เป็นปัญหาให้มวลชนออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน?

ไม่ว่าจะเป็นการถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมปรองดอง ที่ค้างวาระอยู่ในสภา 6 ร่าง และประกาศสัตยาบันพร้อมกับพรรคร่วมรัฐบาล ไม่นำร่างกฎหมายล้างผิดเหมาเข่งขึ้นมาพิจารณาอีกหลังพ้นกรอบรัฐธรรมนูญ 180 วัน

การค่อยๆ ปลดล็อกชนวนเคลื่อนไหวเท่า ที่รัฐบาลจะทำได้ จึงเป็นแค่การบรรเทาเสียงคัดค้านในเบาลงไปได้ แต่จะไม่ทำให้กระแสคัดค้านยุติลง?

เมื่อทั้งประชาธิปัตย์ สว.บางส่วน ไปจนถึงมวลชนที่เปิดหน้าคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ยังไม่อาจปักใจเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่หยิบร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาดันต่อหลัง 180 วัน ในวันที่กระแสคัดค้านเงียบหายไป ยิ่งดูจากบทเรียนหลายเรื่องที่ผ่านมาในอดีต ย่อมทำให้ไม่อาจปักใจเชื่อได้

ปัญหาอยู่ตรงที่เวลานี้หากไม่มี “เงื่อนไข” อะไรใหม่ ให้มวลชนออกมาเคลื่อนไหว ย่อมต้องทำให้กระแสมวลชนที่ถูกปลุกเร้ามาอย่างต่อเนื่อง ต้องค่อยๆ แผ่วและหายไปในที่สุด

ยิ่งดูท่าทีล่าสุดกับการงัดยุทธศาสตร์ “อารยะขัดขืน” ปลุกมวลชนให้หยุดงานกันทั่วประเทศ วันที่ 1315 พ.ย.นี้ หรือให้ประชาชน นักธุรกิจ และบริษัทห้างร้านหยุดหรือชะลอการชำระภาษี ไปจนถึงให้ทุกบ้าน ทุกหน่วยงานชักธงชาติขึ้นทั่วประเทศ รถยนต์ เรือ มอเตอร์ไซค์ และข้อสุดท้าย เป่านกหวีดใส่นายกฯ และรัฐมนตรี

คงเป็นเรื่องยากที่จะหวังให้แนวร่วมออกมาสนับสนุนคัดค้านแบบถล่มทลาย หรือหากมีแนวร่วมจริงก็คงจะยากที่นำไปสู่การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอะไรได้ยากในทางปฏิบัติ

แต่หากดูแนวทางการเคลื่อนไหวแล้ว มาตรการ “อารยะขัดขืน” ที่งัดออกมาช่วงนี้ และยกระดับเพิ่มความเข้มข้นไปเรื่อยๆ นั้น คงเป็นเพียงแค่การหยั่งเสียงมวลชนที่ยังไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหว พร้อมกับการเลี้ยงกระแสมวลชนที่เปิดหน้าออกมาร่วมเคลื่อนไหวไม่ให้แผ่วลงไป

อาจเรียกได้ว่า เป็นการโหมกระแสรอจังหวะเวลาที่จะเคลื่อนไหวในขั้นต่อไป

เพราะเมื่อส่องปฏิทินการเมืองเวลานี้ รัฐบาลกำลังเผชิญกับแรงเสียดทานอีกหลายเรื่อง เริ่มตั้งแต่ควันหลงของคำพิพากษาของศาลโลก ที่รัฐสภามีคิวอภิปรายหาทางออกในปมปัญหานี้ตามมาตรา 179 ในวันนี้ แม้ผล คำตัดสินที่ออกมาจะถูกพยายามตีความว่าเป็นแนวทางกลางๆ ที่พอจะรับกันได้ทั้งสองฝั่ง

แต่ประเด็นเรื่องพื้นที่รอบตัวปราสาทที่ศาลตีความว่าเป็นของกัมพูชา แม้จะไม่เสียพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. แต่เบื้องต้นอาจทำให้ไทยต้องเสียดินแดนเพิ่ม 0.3 ตร.กม. ซึ่งประเด็นนี้ต้องถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นถล่มรัฐบาล โดยเฉพาะกับท่าทีกระโดดรับลูกออกตัวพร้อมปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลก

ยิ่งกว่านั้น ประเด็นนี้ถูกผูกโยงต่อไปยังการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่ผ่านความ เห็นชอบของรัฐสภา 3 วาระไปแล้ว ถือเป็นการปิดช่องทางการตรวจสอบของรัฐสภา โดยเฉพาะกรณีที่การเจรจาปักปันเขตแดนต่อจากนี้ที่จะไม่ต้องนำเข้าพิจารณาขอความเห็นชอบ

ท่ามกลางความเคลือบแคลงโยงใยไปถึงเรื่องผลประโยชน์ด้านพลังงานในพื้นที่อ่าวไทย ที่จะเป็นเงื่อนไขที่จะปลุกมวลชนได้เพิ่มเติม

ถัดมาวันที่ 20 พ.ย.นี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดอ่านคำวินิจฉัย กรณี สว. สส. ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของ สว.นั้น เข้าข่ายเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่

ทั้งนี้ ในกรณีหากคำวินิจฉัยออกมาว่าขัดมาตรา 68 ย่อมกระทบต่อ สส. สว. ที่เข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 312 คน ที่ย่อมถูกนำไปเป็นชนวนยื่นถอดถอนต่อไป และนั่นอาจถูกหยิบยกมาเป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมให้มวลชนออกมายกระดับการเคลื่อนไหวขับไล่ 312 คนนี้ได้

สุดท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 29 พ.ย.นี้ ฝ่ายค้านวางคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจ เตรียมถล่มความล้มเหลวของการบริหารงานของรัฐบาล ไล่ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี เรียงตัวไปถึงรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง ในหลายประเด็น

แน่นอนว่า ด้วยเสียงข้างมากในสภา ย่อมไม่ต้องหวังประเด็นเรื่องโหวตลงมติไม่ไว้วางใจ แต่สิ่งที่ต้องการจากการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ คือ การขยายแผลในปมปัญหาเก่าๆ ที่เห็นผลความล้มเหลวเสียหายชัดแจ้ง ไม่ว่า จะเป็น จำนำข้าว โครงการน้ำ มาจนถึงปมเรื่องคดีพื้นที่พิพาทรอบปราสาทพระวิหาร ที่อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะนำเข้ามารวมในการซักฟอกครั้งนี้หรือไม่

นอกจากการถ่ายทอดสดเนื้อหาการอภิปรายไปทั่วประเทศแล้ว ประเด็นต่างๆ ยังพร้อมจะถูกนำไปขยายผลต่อเนื่องในเวทีราชดำเนิน เพื่อปลุกมวลชนออกมาเคลื่อนไหว เดินหน้า สู่เป้าหมาย

การเคลื่อนไหวในจังหวะนี้จึงเป็นการโหมกระแสมวลชนไม่ให้แผ่วลงไป และรอเชื้อฟืนมายกระดับการเคลื่อนไหวในก้าวต่อไป

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI