โคโยตี้บุก 'ลิเกเงินล้าน' อาจเป็นแค่ตำนาน
8...สิทธิพจน์ เกบุ้ย, นพพร หมวกมณี
วิถีวัฒนธรรมไทยในสังคมชนบทยังคงดำเนินสืบต่อไป แม้จะเผชิญกับกระแสวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่ถาโถมเข้าท้าทาย รากฐานสังคมเกษตรกรรมเมื่อย่างเข้าเดือน 4 สิ้นฤดูเก็บเกี่ยว มักจะเป็นช่วงเวลาของการจัดงานรื่นเริงเฉลิมฉลองจากการปลอดพ้นภาระหนักอึ้งในช่วงของการทำนาที่ผ่านพ้นมา งานบวช งานแต่ง หลากหลายประเพณี ก็มักจะจัดขึ้นในช่วงเวลานี้ และแน่นอน สำหรับสิ่งที่คู่กับงานรื่นเริงเหล่านี้ก็ไม่พ้นต้องมีการละเล่นและการแสดง
“
ลิเก” ศิลปะการแสดงที่อยู่คู่สังคมเกษตรกรรม โดยเฉพาะที่ราบลุ่มภาคกลาง ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศมายาวนาน แม้จะเผชิญการท้าทายจากความบันเทิงยุคใหม่ โดยเฉพาะภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ หรือแม้แต่สาวห่มน้อย นุ่งสั้น โยกตัวเต้นด้วยลีลายั่วยวนที่เรียกว่า “โคโยตี้” ที่กำลังแพร่ระบาด แต่ก็ยังฝ่าฟันยืนหยัดมาได้ แม้จะเหลือศิลปินผู้สืบทอดไม่กี่ราย ช่วงเวลานี้จึงเสมือนนาทีทอง มีผู้ว่าจ้าง สร้างรายได้วันละ 23 หมื่นบาท แต่ลิเกที่ไหนก็ไม่ขึ้นชื่อลือชาในความสามารถสะกดผู้ชมให้เคลิ้มคล้อยไปกับความสนุกสนานบันเทิงเท่ากับลิเกเมืองพิจิตร โดยเฉพาะคณะลิเกจากพื้นที่ อ.ตะพานหิน แหล่งรวมกว่า 30 คณะ ซึ่งทุกคณะงานล้นมือ นางเอกสาวสวยถอยเก๋งป้ายแดงขับกันเป็นแถว นำเงินเข้าจังหวัดปีละหลายสิบล้านบาทนายชัชวาลย์ ก้องฟ้า พระเอกลิเกรุ่นใหญ่วัย 40 ปี ชาวบ้านยางคอยเกลือ ต.ป่ามะคาบ อ.เมืองพิจิตร เล่าว่า ช่วงเดือน 4 และเดือน 6 ถือได้ว่าเป็นช่วงฤกษ์งามยามดีของคนไทยที่อาศัยอยู่ตามชนบท เพราะเสร็จสิ้นจากฤดูทำนาก็จะจัดงานบวชนาคให้ลูกให้หลาน เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา อีกทั้งมุ่งหวังให้ศาสนาขัดเกลาจิตใจให้เป็นคนดี และถือเป็นการรวมญาติพบปะสังสรรค์กันระหว่างคนในครอบครัวและญาติสนิทมิตรสหาย ดังนั้นเมื่อจัดงานประเพณีขึ้นก็มักจะต้องมีมหรสพ อาทิ หนังกลางแปลง วงดนตรีสตริง กลองยาว แตรวง รำวงย้อนยุค ทั้งนี้เพื่อคลายเครียดและรื่นเริงกันหลังจากเหน็ดเหนื่อยกันมาตลอดทั้งปี
“
ลิเก และรำวงย้อนยุค ถือเป็นขวัญใจ คนเฒ่าคนแก่ และวัยรุ่นที่ชอบการร้องเล่นเต้นรำกับรำวงย้อนยุคที่มีสาวงามตั้งแต่วัยกระเตาะไปจนถึงแม่ม่ายรุ่นใหญ่ที่มาเป็นนางรำ นุ่งสั้น โชว์เรือนร่างอวบอั๋น ไม่โป๊อนาจาร หรือมีท่าเต้นยั่วยวนโชว์เรือนร่างอย่างโคโยตี้ จึงมีคนว่าจ้างไปทำการแสดง โดยเฉพาะช่วงเดือน เม.ย.ของทุกปี ปีนี้ถือเป็นโอกาสทองเพราะมีงานเข้าเกือบทุกวัน”นายชัชวาล เล่าว่า สนนราคาค่าจ้างลิเกชุดใหญ่เวทีลอยฟ้าพร้อมเครื่องปี่พาทย์ ผู้แสดงและนักดนตรีไทยรวมกว่า 50 ชีวิต ถ้ารับงานในเขต จ.พิจิตร ราคาเริ่มต้นที่ 2.53.5 หมื่นบาท ถ้าไปต่างจังหวัดก็แล้วแต่ระยะทางใกล้ไกลอยู่ที่การตกลงราคา แต่เป็นชุดเล็กลงมาหน่อยเพื่องานแก้บน หรืองานพื้นบ้านเจ้าภาพก็มักจะนิยมว่าจ้างลิเกเด็กที่เป็นเยาวชนหารายได้เป็นทุนการศึกษาค่าเทอม ทั้งคณะมีผู้แสดงราว 20 คน พร้อมเวที เครื่องเสียง ดนตรี ปี่พาทย์ สนนราคารับงาน 1.52.5 หมื่นบาท
ส่วนรำวงย้อนยุคที่เป็นขวัญใจเหล่าวัยโจ๋ และวัยหนุ่มรุ่นใหญ่ที่มีนางรำเป็นสาวน้อย สาวใหญ่ แม่ม่าย นุ่งสั้น รูปร่างอวบขาว ก็จะรับงาน 1.82.5 หมื่นบาท ซึ่งมีการขายบัตรขึ้นเต้นรำบนเวที ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้นางรำ 1520 คน เครื่องเล่นดนตรี 7 ชิ้น เวที แสง สี เสียง ครบครัน ซึ่งก็มีงานเข้าล้นมือเช่นกัน โดยแต่ละปีลิเกและศิลปินพื้นบ้านของ จ.พิจิตร ทั้ง ลิเก รำวงย้อนยุค วงดนตรีสตริง แตรวง กลองยาว เหล่านี้สร้างงานสร้างรายได้ปีละหลายสิบล้านบาท เข้า จ.พิจิตร ซึ่งถึงแม้ช่วงนี้ชาวนาจะประสบภัยแล้งเพลี้ยกระโดด หรือม็อบเสื้อแดงก็มิได้ทำให้ความชื่นชอบความบันเทิงแบบไทยๆ ลดลงแต่อย่างใด
สนนราคาที่นายชัชวาลย์เล่ามานี้เป็นเพียงระดับคณะลิเกทั่วไป แต่หากเป็นลิเกดังระดับออกทีวี หรือบันทึกเทปทำแผ่นวีซีดีขาย อย่างเช่น คณะรุ่งทิพย์จันทรา เกษมชัยอุษาวดี เพชรเกษม สิงห์แสวงชัย จะเป็นลิเกอีกเกรดหนึ่งที่รับงานราคาตั้งแต่ 45 หมื่นบาทขึ้นไป บางครั้งพุ่งไปจนถึงหลักแสนบาทต่อคืน เนื่องจากเป็นลิเกร้อง ลิเกรำ นางเอกสวย พระเอกหล่อ ชุดเครื่องแต่งกายแพรวพราว เวทีใหญ่ เครื่องเสียงดังกระหึ่มระบบไฟเต็มหน้าเวที คณะดังเหล่านี้ก็จะมีงานเข้าถึงปีละกว่า 200 วัน เล่นเอารายได้งาม
ส่วนนางเอกสาวสวยที่มีพ่อยกแม่ยกเป็นแฟนคลับก็จะติดตามผลงานและไปคล้องพวงมาลัยไม่ว่าจะเดินสายไปแสดงที่แห่งหนตำบลไหน ทำให้บางคืนได้เงินจากมาลัยคล้องนับหมื่นบาท จนสามารถมีเงินเก็บ ถอยรถป้ายแดง ยี่ห้อยอดฮิต เช่น ฮอนด้า ซีอาร์วี โตยาต้า คัมรี่ ไว้ขับขี่โฉบเฉี่ยวกันเป็นแถว
แต่ขึ้นชื่อว่าศิลปินก็เหมือนกับดวงดาว มีขึ้นก็ย่อมมีลงถือว่าเป็นเรื่องคู่กัน โดยเฉพาะคณะลิเกขนาดกลาง ช่วงหลังจากเดือน เม.ย. ไปจนถึงก่อนออกพรรษา ซึ่งเป็นช่วงหน้าฝน หรือช่วงโลซีซัน ส่วนใหญ่ก็จะมีงานเข้ามาน้อยลง บางคณะแทบไม่มีงานเข้าเลยด้วยซ้ำต้องออกเล่นปิดวิก ขายพวงมาลัยอ้อนแม่ยกพ่อยก เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องและถือเป็นการพักซ่อมแซมอุปกรณ์และฝึกเด็กรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทน สืบทอดศิลปวัฒนธรรมลิเก ขณะที่บางคณะลิเกถือโอกาสช่วงนี้ ปล่อยลูกคณะกลับบ้านเกิดไปทำไร่ไถนาเสียเลย หลังเสร็จหน้าทำไร่ทำนาค่อยมารวมพลลุยงานแสดงต่อ
ปีนี้มีงานเข้าให้อุ่นใจ แต่วัฒนธรรมตามสมัยนิยมที่ถาโถมสู่คนรุ่นใหม่ ขณะที่พ่อยกแม่ยก แฟนพันธุ์แท้ลิเกไทย ค่อยถดถอยลดน้อยลงตามเวลา ไม่แน่ว่าปีหน้าลิเกเงินล้านอาจกลายเป็นตำนาน หากศิลปะการแสดงที่อยู่คู่สังคมไทยมานานนี้ถูกคุกคามด้วยการแสดงตามสมัยนิยม


