
ทางเลือกแคบทางรอด...ยาก
เข้าสู่โค้งอันตรายอีกครั้ง สำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ประเมินสถานการณ์พลาดแบบรุนแรง ตัดสินใจ “หักดิบ” ดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
เข้าสู่โค้งอันตรายอีกครั้ง สำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ประเมินสถานการณ์พลาดแบบรุนแรง ตัดสินใจ “หักดิบ” ดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไปสุดซอย ซึ่งกลายเป็นชนวน “เรียกแขก” ปลุกมวลชนให้ลุกขึ้นมาต่อต้านแบบไม่ต้องนัดหมาย
รู้ตัวอีกทีก็สายเกินจะเยียวยา ทำได้เพียงแค่ “ถอย” ประคองสถานการณ์เตรียมรับผลกรรมที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเอง
เมื่อกระแสคัดค้านที่เริ่มติดลมบนในเวลาอันรวดเร็ว ได้ขยายวงกว้างไปสู่หลายภาคส่วนในสังคม ยังไม่มีทีท่าจะแผ่วลงง่ายๆ ตรงกันข้ามกลับมีแต่จะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นทั้งรูปแบบการคัดค้านและปริมาณมวลชนที่ออกมาร่วมแสดงออก
ถึงขั้นทำให้ “รัฐบาลเพื่อไทย” ต้องจำใจยอม “ปลดสลัก” ลดเงื่อนไข ทำตามข้อเรียกร้องต่างๆ เท่าที่จะทำได้ เพื่อ “ตัดตอน” การชุมนุมคัดค้านขยายวงไปไกลกว่านี้
เพราะชัดเจนแล้วว่าเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรที่เคยผลักดันกฎหมายหรือขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่ต้องการในอดีตได้อย่างไม่ยากเย็นนั้น ดูจะไม่มีประโยชน์ในสถานการณ์การเมืองที่ “พลังมวลชน” เข้มแข็งเช่นนี้
ทางเลือกที่เหลือให้เลือกเดินเพื่อพาตัวเองก้าวพ้นวิกฤตครั้งนี้ จึงมีอยู่ไม่มากนัก
เริ่มตั้งแต่ การยอมถอยร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งไม่ได้หมายความถึงเพียงแต่ร่าง “ล้างผิดเหมาเข่ง” ที่ดันไปจนถึงทางตันเท่านั้น แต่ยังหมายถึง 6 ฉบับที่ค้างอยู่ในวาระการประชุมของสภา และร่างใหม่ที่จะเสนอเข้าสู่การพิจารณา
ตามที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ขีดเส้นให้ถึง 18.00 น. วันที่ 11 พ.ย. กฎหมายดังกล่าวจะต้องตายไปจากสภา ไม่เช่นนั้นอาจจะกลายเป็นเงื่อนไขให้มวลชนยกระดับการชุมนุมต่อไป
ในส่วนแรก ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของ วรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมในชั้นกรรมาธิการจนล้างผิดไปทะลุซอยนั้น เวลานี้คงต้องรอดูการชี้ขาดจาก “วุฒิสภา” ซึ่ง “นิคม ไวยรัชพานิช” ได้ใช้อำนาจประธานวุฒิสภา เลื่อนขึ้นมาพิจารณาในวันนี้ จากเดิมที่เคยวางคิวไว้ 11 พ.ย.
แม้ผลสำรวจเบื้องต้น 104 เสียง จาก 149 เสียง จะยืนยันคว่ำร่างกฎหมายฉบับนี้ แต่นั่นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าการลงมติวันนี้ผลจะออกมาเช่นนั้น เพราะมีกระแสข่าวการล็อบบี้อย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งยังไม่ได้หมายความว่าร่าง พ.ร.บ.ที่ถูกยับยั้งจากวุฒิสภา เมื่อส่งกลับมายังสภาจะไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาหลังจาก 180 วัน ตามถ้อยแถลงของแกนนำพรรคเพื่อไทยที่ออกมายืนยัน เพราะประชาธิปัตย์ยังตั้งแง่ว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ
ดังนั้น ถึงจะถอนร่างกฎหมายลักษณะเดียวกันทั้ง 6 ฉบับออกจากสภาไปแล้ววานนี้ แต่นั่นไม่ได้ช่วยลดเงื่อนไขตามที่ “สุเทพ” ได้ประกาศขีดเส้นเอาไว้
นั่นจึงอาจทำให้ “มวลชน” ที่ถูกวอร์มรออยู่ที่ราชดำเนิน ยกระดับการชุมนุมไปสู่การขับไล่รัฐบาล โดยอาศัยจังหวะที่อารมณ์มวลชนกำลังจุดติด โดยเฉพาะต้องรอปัจจัยเพิ่มเติมจากคำตัดสินของศาลโลกในวันที่ 11 พ.ย.นี้ ว่าจะทำให้ไทยเสียเปรียบหรือไม่
หากคำตัดสินออกมาทำให้ไทยเสียเปรียบ ย่อมถูกปลุกให้นำไปสู่การเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเวลานี้ที่เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) ได้นำร่องยกระดับจากการค้านนิรโทษมาเป็นขับไล่รัฐบาลจนถึงจุดแตกหักและปฏิรูปประเทศไทย พร้อมเคลื่อนขบวนมาประชิดทำเนียบรัฐบาล
ทางออกถัดมาจึงถูกมองไปถึง “การลาออก” ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เพื่อแสดงความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยยอมแบกรับความรับผิดชอบทั้งหมดและตัดตอนไม่ให้กระทบไปถึงภาพรวม และสรรหานายกฯ คนใหม่เพื่อให้รัฐบาลเดินหน้าบริหารประเทศในช่วง 2 ปีที่เหลืออยู่ต่อไป
แต่นั่นไม่ใช่เงื่อนไขของทางกลุ่มผู้ชุมนุมที่ประกาศขับไล่รัฐบาล ดังนั้นสุดท้ายต่อให้เปลี่ยนนายกฯ ใหม่มาทำหน้าที่ กลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังต้องชุมนุมขับไล่รัฐบาลต่อไป เมื่อเป็นที่รับรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจต่างๆ ของรัฐบาลไม่ใช่นายกรัฐมนตรีเท่านั้น
สุดท้ายทางออกเวลานี้จึงถูกมองไปที่ “ยุบสภา” เพื่อล้างระบบกันใหม่อีกรอบ เปิดให้มีการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรค่อยมาว่ากันตอนนั้น
อย่างไรก็ตาม หากประเมินสถานการณ์เวลานี้ หลายฝ่ายยังมองว่าเลือกตั้งตอนนี้เพื่อไทยก็อาจจะกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ทุกอย่างก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง และสุ่มเสี่ยงที่จะวนกลับมาเป็นเรื่องความขัดแย้งการออกมาชุมนุมเช่นนี้ไม่รู้จบ ตราบใดที่ยังไม่มีการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง
แต่บางฝ่ายประเมินว่า ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับเพื่อไทย ที่กำลังร้าวลึก และผลงานความล้มเหลวในการบริหารงานตลอด 2 ปีที่ผ่านมา อย่างน้อยก็น่าจะทำให้เสียงของเพื่อไทยลดน้อยถอยลงไป แม้ประชาธิปัตย์จะไม่ได้คะแนนเพิ่มขึ้น แต่ที่คะแนนพรรคเพื่อไทยลดลง ก็จะทำให้การเดินหน้าลุยเรื่องร้อนต่างๆ เป็นไปได้ยากลำบากขึ้น
ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางเลือก ทางรอด ของรัฐบาลเวลานี้ ยังขึ้นอยู่กับ “พลังมวลชน” นับจากนี้เป็นต้นไปว่าจะมีพลังเข้มแข็งยืนระยะไปได้นานแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายการชุมนุมเปลี่ยนไปจากการค้านความไม่ชอบธรรมของกฎหมาย มาเป็นการขับไล่รัฐบาล







