posttoday
ทางเลือกแคบทางรอด...ยาก

ทางเลือกแคบทางรอด...ยาก

08 พฤศจิกายน 2556

เข้าสู่โค้งอันตรายอีกครั้ง สำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ประเมินสถานการณ์พลาดแบบรุนแรง ตัดสินใจ “หักดิบ” ดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

เข้าสู่โค้งอันตรายอีกครั้ง สำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ประเมินสถานการณ์พลาดแบบรุนแรง ตัดสินใจ “หักดิบ” ดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไปสุดซอย ซึ่งกลายเป็นชนวน “เรียกแขก” ปลุกมวลชนให้ลุกขึ้นมาต่อต้านแบบไม่ต้องนัดหมาย

รู้ตัวอีกทีก็สายเกินจะเยียวยา ทำได้เพียงแค่ “ถอย” ประคองสถานการณ์เตรียมรับผลกรรมที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเอง

เมื่อกระแสคัดค้านที่เริ่มติดลมบนในเวลาอันรวดเร็ว ได้ขยายวงกว้างไปสู่หลายภาคส่วนในสังคม ยังไม่มีทีท่าจะแผ่วลงง่ายๆ ตรงกันข้ามกลับมีแต่จะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นทั้งรูปแบบการคัดค้านและปริมาณมวลชนที่ออกมาร่วมแสดงออก

ถึงขั้นทำให้ “รัฐบาลเพื่อไทย” ต้องจำใจยอม “ปลดสลัก” ลดเงื่อนไข ทำตามข้อเรียกร้องต่างๆ เท่าที่จะทำได้ เพื่อ “ตัดตอน” การชุมนุมคัดค้านขยายวงไปไกลกว่านี้

เพราะชัดเจนแล้วว่าเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรที่เคยผลักดันกฎหมายหรือขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่ต้องการในอดีตได้อย่างไม่ยากเย็นนั้น ดูจะไม่มีประโยชน์ในสถานการณ์การเมืองที่ “พลังมวลชน” เข้มแข็งเช่นนี้

ทางเลือกที่เหลือให้เลือกเดินเพื่อพาตัวเองก้าวพ้นวิกฤตครั้งนี้ จึงมีอยู่ไม่มากนัก

เริ่มตั้งแต่ การยอมถอยร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งไม่ได้หมายความถึงเพียงแต่ร่าง “ล้างผิดเหมาเข่ง” ที่ดันไปจนถึงทางตันเท่านั้น แต่ยังหมายถึง 6 ฉบับที่ค้างอยู่ในวาระการประชุมของสภา และร่างใหม่ที่จะเสนอเข้าสู่การพิจารณา

ตามที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ขีดเส้นให้ถึง 18.00 น. วันที่ 11 พ.ย. กฎหมายดังกล่าวจะต้องตายไปจากสภา ไม่เช่นนั้นอาจจะกลายเป็นเงื่อนไขให้มวลชนยกระดับการชุมนุมต่อไป

ในส่วนแรก ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของ วรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมในชั้นกรรมาธิการจนล้างผิดไปทะลุซอยนั้น เวลานี้คงต้องรอดูการชี้ขาดจาก “วุฒิสภา” ซึ่ง “นิคม ไวยรัชพานิช” ได้ใช้อำนาจประธานวุฒิสภา เลื่อนขึ้นมาพิจารณาในวันนี้ จากเดิมที่เคยวางคิวไว้ 11 พ.ย.

แม้ผลสำรวจเบื้องต้น 104 เสียง จาก 149 เสียง จะยืนยันคว่ำร่างกฎหมายฉบับนี้ แต่นั่นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าการลงมติวันนี้ผลจะออกมาเช่นนั้น เพราะมีกระแสข่าวการล็อบบี้อย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งยังไม่ได้หมายความว่าร่าง พ.ร.บ.ที่ถูกยับยั้งจากวุฒิสภา เมื่อส่งกลับมายังสภาจะไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาหลังจาก 180 วัน ตามถ้อยแถลงของแกนนำพรรคเพื่อไทยที่ออกมายืนยัน เพราะประชาธิปัตย์ยังตั้งแง่ว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ

ดังนั้น ถึงจะถอนร่างกฎหมายลักษณะเดียวกันทั้ง 6 ฉบับออกจากสภาไปแล้ววานนี้ แต่นั่นไม่ได้ช่วยลดเงื่อนไขตามที่ “สุเทพ” ได้ประกาศขีดเส้นเอาไว้

นั่นจึงอาจทำให้ “มวลชน” ที่ถูกวอร์มรออยู่ที่ราชดำเนิน ยกระดับการชุมนุมไปสู่การขับไล่รัฐบาล โดยอาศัยจังหวะที่อารมณ์มวลชนกำลังจุดติด โดยเฉพาะต้องรอปัจจัยเพิ่มเติมจากคำตัดสินของศาลโลกในวันที่ 11 พ.ย.นี้ ว่าจะทำให้ไทยเสียเปรียบหรือไม่

หากคำตัดสินออกมาทำให้ไทยเสียเปรียบ ย่อมถูกปลุกให้นำไปสู่การเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเวลานี้ที่เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) ได้นำร่องยกระดับจากการค้านนิรโทษมาเป็นขับไล่รัฐบาลจนถึงจุดแตกหักและปฏิรูปประเทศไทย พร้อมเคลื่อนขบวนมาประชิดทำเนียบรัฐบาล

ทางออกถัดมาจึงถูกมองไปถึง “การลาออก” ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เพื่อแสดงความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยยอมแบกรับความรับผิดชอบทั้งหมดและตัดตอนไม่ให้กระทบไปถึงภาพรวม และสรรหานายกฯ คนใหม่เพื่อให้รัฐบาลเดินหน้าบริหารประเทศในช่วง 2 ปีที่เหลืออยู่ต่อไป

แต่นั่นไม่ใช่เงื่อนไขของทางกลุ่มผู้ชุมนุมที่ประกาศขับไล่รัฐบาล ดังนั้นสุดท้ายต่อให้เปลี่ยนนายกฯ ใหม่มาทำหน้าที่ กลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังต้องชุมนุมขับไล่รัฐบาลต่อไป เมื่อเป็นที่รับรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจต่างๆ ของรัฐบาลไม่ใช่นายกรัฐมนตรีเท่านั้น

สุดท้ายทางออกเวลานี้จึงถูกมองไปที่ “ยุบสภา” เพื่อล้างระบบกันใหม่อีกรอบ เปิดให้มีการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรค่อยมาว่ากันตอนนั้น

อย่างไรก็ตาม หากประเมินสถานการณ์เวลานี้ หลายฝ่ายยังมองว่าเลือกตั้งตอนนี้เพื่อไทยก็อาจจะกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ทุกอย่างก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง และสุ่มเสี่ยงที่จะวนกลับมาเป็นเรื่องความขัดแย้งการออกมาชุมนุมเช่นนี้ไม่รู้จบ ตราบใดที่ยังไม่มีการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง

แต่บางฝ่ายประเมินว่า ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับเพื่อไทย ที่กำลังร้าวลึก และผลงานความล้มเหลวในการบริหารงานตลอด 2 ปีที่ผ่านมา อย่างน้อยก็น่าจะทำให้เสียงของเพื่อไทยลดน้อยถอยลงไป แม้ประชาธิปัตย์จะไม่ได้คะแนนเพิ่มขึ้น แต่ที่คะแนนพรรคเพื่อไทยลดลง ก็จะทำให้การเดินหน้าลุยเรื่องร้อนต่างๆ เป็นไปได้ยากลำบากขึ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางเลือก ทางรอด ของรัฐบาลเวลานี้ ยังขึ้นอยู่กับ “พลังมวลชน” นับจากนี้เป็นต้นไปว่าจะมีพลังเข้มแข็งยืนระยะไปได้นานแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายการชุมนุมเปลี่ยนไปจากการค้านความไม่ชอบธรรมของกฎหมาย มาเป็นการขับไล่รัฐบาล

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา