
ฤาตะวันตกกำลังเสี้ยมเขา
สมัยที่ กัดดาฟี ผู้นำลิเบียยังมีชีวิตอยู่ เมื่อสัก 8 ปีก่อน เคยดึงแขนผู้บริหารระดับสูงของไทยเข้าไป แล้วกระซิบดังๆ ว่า “เรื่องภาคใต้ของยู (ตากใบ และกรือเซะ) ไปถึงไหนแล้ว...? อย่าให้นานนักนะ...เดี๋ยวไอจะเอาไม่อยู่ในการเอาน้ำเย็นเข้าลูบกับพวกที่อยากเล่นแรง...”
สมัยที่ กัดดาฟี ผู้นำลิเบียยังมีชีวิตอยู่ เมื่อสัก 8 ปีก่อน เคยดึงแขนผู้บริหารระดับสูงของไทยเข้าไป แล้วกระซิบดังๆ ว่า “เรื่องภาคใต้ของยู (ตากใบ และกรือเซะ) ไปถึงไหนแล้ว...? อย่าให้นานนักนะ...เดี๋ยวไอจะเอาไม่อยู่ในการเอาน้ำเย็นเข้าลูบกับพวกที่อยากเล่นแรง...”
กัดดาฟี เสียชีวิตไปแล้ว 2 ปีเศษ...เดี๋ยวนี้ใครทำหน้าที่เอาน้ำเย็นเข้าลูบพวกที่อยากเล่นแรงนั้น...ผมไม่รู้หรอก...
และไม่แน่ใจว่า มีใครมีน้ำเย็นหรือไม่แล้วด้วย
แต่มั่นใจได้ว่า เหตุการณ์ในภาคใต้ของไทยไม่ได้อยู่นอกจอเรดาร์รับรู้ของผู้นำในโลกเลย...
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายโลกมุสลิม หรือโลกตะวันตก
ผมเคยเขียนถึงเหตุการณ์ปะทะกันในภาคตะวันตกของพม่า ระหว่างมุสลิมโรฮิงยากับชาวพุทธในยะไข่ หรือในภาษาฝรั่งเรียก ราเคียน บางทีสื่อก็เรียกว่า อารกัน ชื่อเก่าในพุทธประวัติคือ เมืองเวสาลี เมืองที่พระพุทธเจ้าจำพรรษาสุดท้ายก่อนเสด็จกลับไปกุสินาราแล้วปรินิพพาน
ว่ากันว่า เมืองเวสาลี ยังเป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ “ภิกษุณี” เป็นครั้งแรกอีกด้วย
โรฮิงยากับยะไข่ก็อยู่ในจอเรดาร์ของโลกมุสลิม และแน่นอนโลกตะวันตกด้วยเช่นกัน
เผ่ายะไข่นั้นเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเผ่าพม่ามายาวนานในประวัติศาสตร์ ผสมเข้ากันไม่ค่อยได้ ยะไข่เป็นชาติพันธุ์ซึ่งหน้าตาออกไปทางแขกบังกลาเทศมากกว่า รบเก่งทั้งบนบกและทางเรือ
พูดง่ายๆ เผ่านี้ดุ...
ยะไข่เคยลูบคมพม่าด้วยการเข้าตีเมืองหงสาวดีแตกมาแล้วในอดีต ร่วมสมัยเดียวกับสมเด็จพระนเรศวรนี้แหละ
วันนี้ ยะไข่กับพม่าอยู่ในประเทศเดียวกัน ถือพุทธเหมือนกัน โลกภายนอกจึงเกิดภาพจำว่า พุทธในพม่ามีปัญหากับอิสลาม
นิตยสารไทม์ (TIME) ได้ลงปกภาพของพระสงฆ์ชื่อ พระวีระธุ บทบรรยายในเล่มกล่าวหาว่าเป็นผู้ยุยงให้เกิดเหตุรุนแรง มีผู้เสียชีวิตไปนับร้อย และทำให้มุสลิมโรฮิงยาอพยพหนีตายลงทะเล เป็นเรือมนุษย์ออกนอกประเทศไปหาที่ลี้ภัยเรือนหมื่น
รัฐบาลพม่าและบังกลาเทศสั่งแบนห้ามนำเข้า หรือจำหน่ายนิตยสารฉบับนี้ในประเทศ แต่จะเพียงพอหรือที่จะบอกโลกว่า ความจริงของเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
การตีพิมพ์เรื่องนี้ของ TIME นำไปสู่อะไรในความคิดของกลุ่มหัวรุนแรง ที่กัดดาฟีเคยบอกว่าต้องคอยเอาน้ำเย็นเข้าลูบ...
แม้อินโดนีเซียจะได้ภาพว่าเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก แต่ผู้ที่รู้จักอินโดนีเซียจะพบว่า หลักการ Pancasila หรือปัญจศีล ซึ่งผสมผสานเอาหลักการหลายอย่างมาผนวกรวมเข้าเป็นปรัชญาประเทศ และปรากฏอยู่บนโล่กลางตัวครุฑอินโดฯ ซึ่งเป็นตราแผ่นดินนั้น มีรูปต้นไทร (แทนชาตินิยม) รูปดอกฝ้ายและรวงข้าว (แทนความยุติธรรมในสังคม) รูปสร้อยทอง (แทนมนุษยธรรมและความผูกพันไม่สิ้นสุดในสังคม) และรูปที่ผมยังหาคำอธิบายอยู่ คือ รูปหัวควายป่า (ซึ่งอ้างกันว่าแทนประชาชน!)
แต่เพราะคำว่า ปัญจศีล เป็นคำชวาที่มาจากสันสกฤต และพ้องเสียงกับเบญจศีล หรือศีลห้าของพุทธ บางครั้งจึงถูกกลุ่มมุสลิมอนุรักษ์สุดโต่งในอินโดนีเซียไม่ถูกใจนัก และถือว่าเอาอะไรไม่รู้มาเหนือคัมภีร์สูงสุดที่อิสลามใช้ และเรียกร้องให้อินโดนีเซียประกาศการเป็นรัฐอิสลาม
พอผู้นำอินโดนีเซียอธิบายว่า ปัญจศีล หมายความว่า ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด กล่าวคือ ปฏิเสธการประกาศเป็นรัฐอิสลาม ก็เกิดระเบิดโดยกลุ่มหัวรุนแรงที่ร่วมมือกันระหว่างอัลกออิดะห์กับกลุ่มเจไอในบาหลี มีผู้เสียชีวิตถึง 202 คน ในเหตุการณ์ครั้งนั้นจากระเบิดของผู้ก่อการร้ายเมื่อปี 2002
กลุ่มที่หงุดหงิดจนกัดดาฟี่ต้องเอาน้ำเย็นเข้าลูบอยู่สมัยนั้น...จะคิดยังไงกับเหตุการณ์ในซินเจียงของจีน ที่ชาวมุสลิมอุยกูร์ ซึ่งเป็น 45% ของประชากร ถูกเจ้าหน้าที่จีนยิงเสียชีวิต 17 ศพ เมื่อกลางปีที่ผ่านมานี้
ยิ่งถ้ารู้ด้วยอีกว่า มุสลิมอุยกูร์มีเชื้อสายเติร์ก และเป็นผู้อาศัยในพื้นที่มาก่อนจนเพิ่งถูกจีนผนวกเข้าหลังปี 1949 จนมีชาวจีนฮั่นแห่เข้าไปภายหลัง
หรือว่า...จงใจจะยุให้เข้าทางโลกตะวันตกในการหาคู่ปะทะใหม่ให้มุสลิมสายรุนแรง







