
ความจริงเรื่องตระกูล ส. (15) การประเมินเทคโนโลยี
การประเมินเป็นเครื่องมือที่จำเป็นและมีประโยชน์อย่างมากแก่การทำงานทุกอย่าง แต่คนโดยมากก็มักไม่ชอบการประเมิน โดยเฉพาะการเป็นผู้ถูกประเมิน
การประเมินเป็นเครื่องมือที่จำเป็นและมีประโยชน์อย่างมากแก่การทำงานทุกอย่าง แต่คนโดยมากก็มักไม่ชอบการประเมิน โดยเฉพาะการเป็นผู้ถูกประเมิน
เมื่อแพทยสภาอายุครบ 25 ปี ในปี 2536 มีการประเมินเพื่อทบทวนอดีตและกำหนดทิศทางอนาคต ได้เชิญอาจารย์แพทย์ที่เป็นที่เคารพนับถือมาทำการประเมิน คือ ศ.นพ.วิทูร โอสถานนท์ ในการสรุปผลการประเมินท่านได้กล่าววาทะที่กินใจประโยคหนึ่ง ว่า “การวางแผน เป็นการฝันหวาน การดำเนินการตามแผน เป็นความเหนื่อยยาก แต่การประเมินผล เป็นการทรมาน”
เป็น “การทรมาน” ทั้งฝ่ายผู้ประเมินและผู้ถูกประเมิน แต่ทั้งบุคคลและองค์กรที่ต้องการความเจริญก้าวหน้าล้วนต้องมีการประเมิน ในพระพุทธศาสนา ท่านให้ทำทั้งการ “ประเมินตนเอง” ตามหลัก “โยนิโสมนสิการ” และ “การรับฟังการประเมินโดยผู้อื่น” ตามหลัก “ปรโตโฆสะ” หรือการฟังเสียงจากกัลยาณมิตรรอบข้าง
ที่สำคัญการประเมินนั้นต้องไม่ทำเฉพาะการประเมินผลเท่านั้น ต้องทำการประเมินก่อนดำเนินการด้วย สำหรับเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและราคาแพง ควรมีการประเมินก่อนนำมาใช้ว่าได้ผลจริงหรือไม่ และคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งหากมีการประเมินโดยผู้ประเมินและวิธีการประเมินที่ถูกต้อง ก็จะไม่เกิดกรณีอย่างเครื่องตรวจอาวุธจีที 200 อันอื้อฉาว หรือกรณีเรือเหาะที่เป็นหนามตำใจคนไทยทั่วประเทศ
สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ถือว่าเป็น “เจ้าแห่งเทคโนโลยี” มานาน โดยสหรัฐให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีมาตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ ดังปรากฏการกำหนดหลักการและแนวทางส่งเสริมเทคโนโลยีไว้ในรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นตั้งแต่แรกเมื่อ พ.ศ. 2330 ในหมวด 1 มาตรา 8 (8) เชื่อว่าที่มีการกำหนดเช่นนั้นเพราะในคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญราว 50 คน ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย มีวีรบุรุษนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญอยู่ด้วยคือ เบนจามิน แฟรงคลิน ซึ่งขณะนี้เป็นผู้ที่อาวุโสสูงสุดในคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ อายุถึง 71 ปี
สหรัฐอเมริกาสมัยนั้นยังล้าหลังกว่ายุโรปมาก ทั่วทั้งประเทศอันกว้างใหญ่ไพศาลขณะนั้น เพิ่งมีสะพานข้ามแม่น้ำสายใหญ่เพียงสะพานเดียว ตัวแทนที่เข้าร่วมร่างรัฐธรรมนูญจากบางรัฐมาไม่ทันการประชุมช่วงแรกหลายวัน เพราะถนนหนทางทุรกันดารมาก การ “บุกเบิกพัฒนา” ประเทศ มุ่งตัดไม้ทำลายป่า เพื่อนำที่ดินมาทำการเกษตร ผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่จำนวนมากมีตอไม้เต็มไปหมด แต่สหรัฐกลายมาเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยีในปัจจุบัน มิใช่เพียงการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างจริงจังเท่านั้น
แต่ยังมีการเลือกเทคโนโลยีมาใช้ในราชการอย่างเป็นระบบ โดยมีสำนักงานประเมินเทคโนโลยีอยู่ในสังกัดรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภามีข้อมูลในการตัดสินใจใช้งบประมาณของประเทศโดย “อิงหลักฐาน” ไม่ตัดสินโดยอำเภอใจหรือโดย “มั้งศาสตร์” หรือโดยการอ้าง “ผู้เชี่ยวชาญ” ซึ่งบ่อยครั้งก็มิใช่ผู้เชี่ยวชาญจริง ทั้งนี้ตามหลักของ “การแพทย์อิงหลักฐาน ถือความเห็นผู้เชี่ยวชาญเป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือ “ต่ำสุด”
เทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุขมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กล่าวกันว่าความรู้ใหม่ๆ ทางการแพทย์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ทุกๆ 5 ปีครึ่ง จึงเป็นการยากอย่างยิ่ง หรือเป็นไปไม่ได้สำหรับปัจเจกบุคคลที่จะ “รู้เท่าทัน” เทคโนโลยีอย่างแท้จริง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี “ระบบ” การประเมินเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน เชื่อถือได้ เพื่อช่วยให้ทั้งผู้กำหนดนโยบายของประเทศ รวมทั้งปัจเจกบุคคลแต่ละคนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสมว่าจะนำเทคโนโลยีใดมาใช้ให้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงและคุ้มค่าอย่างแท้จริง
หน่วยงานที่ควรทำหน้าที่ดังกล่าวคือ กระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะกรมที่เป็นกรมวิชาการ เช่น กรมการแพทย์ แต่ก็ไม่เคยมีการพัฒนางานด้านนี้อย่างเป็นระบบเลย ทำให้เกิดกรณีการนำเทคโนโลยีราคาแพงเข้ามาใช้อย่างไม่เหมาะสม เช่น สมัยหนึ่งพบว่ามีการนำเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์มาใช้ในโรงพยาบาลต่างๆ ในย่านใจกลางกรุงเทพฯ จนเรามีเครื่องมือแพทย์ดังกล่าวในย่านนั้นมากกว่าในกรุงลอนดอนเสียอีก และเมื่อมีโครงการไทยเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุข ก็พบว่างบประมาณราว 8.6 หมื่นล้านบาท มีแผนการนำเทคโนโลยีราคาแพงเข้ามาใช้อย่างไม่เหมาะสมจำนวนมาก
น่ายินดีที่ทีมงานของสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณสุขระหว่างประเทศให้ความสำคัญของเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยทำมานานก่อนตั้งสำนักงานและทำอย่างจริงจัง มีการพัฒนาเครื่องมือ วิธีการ และที่สำคัญคือ การสร้างคนและทีมงานอย่างเป็นระบบ และโชคดีของประเทศไทยที่มีบุคคลอย่าง นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ ศิษย์เอกของ นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ที่มี “ฉันทะ” และธรรมะข้ออื่นๆ ในหลักอิทธิบาทสี่ คือ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ครบถ้วน ได้ทำงานนี้อย่างจริงจังจนเกิดเป็น “โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ” หรือ “ไฮแทป” เป็นอีกองค์กรหนึ่งใน “ตระกูล ส.” ตั้งแต่ พ.ศ. 2550
เพียง 6 ปี นับตั้งแต่ก่อนตั้งองค์กรนี้ก็สามารถพัฒนาและสร้างผลงานทางวิชาการมากมาย นอกจากมีผลงานวิชาการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการมาตรฐานทั้งในประเทศและสากลแล้ว ยังสามารถนำเสนอผลงานทั้งต่อผู้กำหนดนโยบายและต่อสาธารณะ จนมีการนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายที่มีผลต่อการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศหลายเรื่อง เช่น การศึกษาต้นทุน ผลกระทบทางสังคม สุขภาพและเศรษฐกิจของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย พบว่าประเทศไทยสูญเสียงบประมาณถึงปีละ 1.5 แสนล้านบาท จากปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการรณรงค์เรื่องแอลกอฮอล์ในประเทศไทย การพัฒนายุทธศาสตร์และนโยบายสำหรับการป้องกันและควบคุมมะเร็งปากมดลูก พบว่าการตรวจคัดกรองโรคนี้คุ้มค่ากว่าการฉีดวัคซีนเอชพีวี ทำให้เกิดการขยายระบบบริการการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นมาก โดยที่บริษัทวัคซีนได้ส่งผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทแม่มาตรวจสอบรายงานของไฮแทป และเมื่อพบว่าถูกต้องก็ตัดสินใจลดราคาวัคซีนให้ประเทศไทยก่อนประเทศอื่นๆ และที่ผ่านมาไฮแทปได้สนับสนุนข้อมูลแก่คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติในการคัดเลือกและต่อรองราคายาจนทำให้ประเทศสามารถประหยัดงบประมาณไปได้มากกว่าปีละกว่า 1,000 ล้านบาท รวมทั้งทำให้คนไทยที่มีปัญหาจอประสาทตาเสื่อมสามารถเข้าถึงยาราคาถูกกว่า 40-50 เท่า เมื่อเทียบกับยาที่ใช้ในหลายประเทศ จนในที่สุดองค์การอนามัยโลกเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว จึงประกาศให้ยาที่ไทยใช้บรรจุในบัญชียาองค์การอนามัยโลกเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
น่าชื่นชมและน่าสนใจว่าไฮแทปสร้างคนและสร้างงานจนประสบความสำเร็จได้อย่างไร







