
เศรษฐกิจไทยใกล้อันตราย
โดย...ดร.ชาติชัย พาราสุข นักวิชาการอิสระ
โดย...ดร.ชาติชัย พาราสุข นักวิชาการอิสระ
ถ้าคิดว่าผมหมายถึงการเมืองที่กำลังร้อนแรงจะทำให้เศรษฐกิจไทยเป็นอันตราย อย่าอ่านต่อไปเลยครับ เพราะเรื่องที่ผมจะเขียนเป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจล้วนๆ ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น เหตุที่กล่าวว่า เศรษฐกิจใกล้จุดอันตรายเป็นเพราะ
1.สภาพคล่องในระบบการเงินกำลังตึงตัว จากนี้ไปธนาคารจะปล่อยสินเชื่อน้อยลง ทำให้การบริโภคและการลงทุนชะลอตัวกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอีก ภาษาชาวบ้านว่า แบงก์ตังค์ใกล้หมด ปล่อยกู้ยาก
2.คนไทยเข้าตาจนแล้ว ต้องกู้ยืมเงินใหม่มาผ่อนชำระหนี้เก่า
และ 3.อย่าไปหวังลมๆ แล้งๆ ว่ารัฐบาลจะทุ่มการลงทุนมหาศาล ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวอีกครั้ง เพราะระบบการเงินไม่มีเงิน รัฐบาลอยากทำอะไรก็หาเงินในระบบไม่ได้
ทั้ง 3 ข้อนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทย ซึ่งแย่อยู่แล้วในปี 2556 หมดหวังที่จะดีขึ้นในปีถัดๆ ไป ต่อให้เศรษฐกิจโลกจะดีขึ้น (ซึ่งผมรับประกันว่าไม่ดีขึ้นแน่) เศรษฐกิจไทยก็จะไม่ดีขึ้น
อ่านต่อไปแล้วจะทราบเหตุผล
ประเด็นแรกที่อยากจะพูดถึงคือ เศรษฐกิจแย่จริงๆ แย่ลงทุกวัน อีกทั้งไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น ตัวเลขเศรษฐกิจฟ้องอยู่ในตารางที่ 1 ครับ ที่ตารางที่ 1 แสดงตัวเลขเศรษฐกิจ 3 ไตรมาสของปี 2556 ตารางดังกล่าวบอกเรื่องราว 4 เรื่อง คือ หนึ่ง โรงงานอุตสาหกรรมผลิตสินค้าน้อยลง ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรถคันแรกที่ประชาชนแห่กันทิ้งใบจองกันเป็นว่าเล่น แต่การผลิตลดลงในแทบทุกสาขาอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอาหารและเครื่องดื่ม อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ฯลฯ ตัวเลขการผลิตลดลงสอดคล้องกับการใช้กำลังการผลิตที่ลดลง แสดงว่าโรงงานทั้งหลายกำลังตกอยู่ในสภาพที่ไม่ดีอย่างจริงแท้แน่นอน
สอง ผู้บริโภคบริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง เหตุผลเดียวที่ดัชนีผู้บริโภค (Private Consumption Index, PCI) เป็นบวกได้ดีในไตรมาสที่ 1 คือการซื้อรถคันแรกที่จองในปีที่แล้ว แต่ส่งมอบกันในไตรมาสแรก พอถึงไตรมาสที่ 2 การส่งมอบรถยนต์เริ่มชะลอตัว (พร้อมกับการเริ่มแห่กันทิ้งใบจอง) ดัชนีดังกล่าวจึงเป็นบวกเล็กน้อย เพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% แต่ในไตรมาสที่ 3 สายป่านของประชาชนเริ่มหมด ยอดขายรถยนต์นั่งติดลบ 30% เงินที่อยู่ก็ต้องเอาไปผ่อนค่างวดรถยนต์ที่ (หลงผิด) ซื้อมาแล้ว การบริโภคทั้งระบบจึงติดลบ 2.1% ดังที่เห็น เชื่อขนมกินได้ว่าไตรมาสที่ 4 จะติดลบกว่านี้อีก นอสตราดามุสขอทำนาย
สาม การลงทุนภาคเอกชนไม่เกิด แต่เรื่องนี้ไม่ต้องเดาก็พอจะทราบได้ ด้วยยอดขายระทวยอย่างนี้ กอปรกับยอดการผลิตระทมอย่างนั้น ใครจะลงทุนขยายโรงงาน ขยายกำลังการผลิต
เรื่องราวสุดท้ายคือเรื่องราวที่สี่ ซึ่งสำคัญที่สุด การเคลื่อนไหวของตัวเลขจากไตรมาสหนึ่งสู่อีกไตรมาสหนึ่ง (ที่จริงแล้วผมมีตัวเลขรายเดือน ทำให้เห็นความเคลื่อนไหวได้ชัดเจนกว่า) บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงจุดต่ำสุด นักวิเคราะห์ท่านไหนบอกว่าเศรษฐกิจไทย Bottom ในไตรมาสที่ 2 ครึ่งปีหลังจะดีขึ้น ตัวเลขไม่ได้บอกอย่างนั้นครับ และนักวิเคราะห์ที่บอกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวในไตรมาสที่ 4 และ GDP จะขยายตัวได้ 5% ในปีหน้า 2557 ถอนคำพูดเถอะครับ เพราะการเคลื่อนไหวของตัวเลขมิได้บ่งชี้เช่นนั้น
กระทรวงไหน กรมไหน สำนักงานไหน ที่อยากจะแย้งว่าตัวเลขที่ผมมีไม่ถูกต้อง ทำให้วิเคราะห์คลาดเคลื่อน เพราะจากตัวเลขของ BOI มีการลงทุนเพิ่มขึ้นเท่านี้ จากตัวเลขของการเก็บภาษี VAT เพิ่มขึ้นเท่านั้น ฯลฯ อย่ามาโต้เถียงกับผมเลย ไปโต้เถียงกับผู้จัดทำและนำเสนอตัวเลขคือ ธนาคารแห่งประเทศไทยเถิดครับ อีกประการหนึ่ง ผมใช้ตัวเลขเศรษฐกิจหลายๆ ตัวประกอบกัน อีกทั้งวิเคราะห์กลุ่มตัวเลขเป็นรายเดือนและอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เห็นตัวเลขเดียว ตารางเดียว เดือนเดียว แล้วด่วนสรุป
เชื่อไหมครับว่าการที่เศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวและยังไม่ถึงจุดต่ำสุด มิได้เป็นเรื่องที่ผมกังวล ด้วยคาดการณ์ไว้แล้วตั้งแต่ต้นปี จากวัฏจักรเศรษฐกิจและพื้นฐานของเศรษฐกิจ รวมกับสภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจโลก บังคับให้เศรษฐกิจไทยเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ไม่มี Surprise (สำหรับผม) สิ่งที่เกิดไม่ได้ผิดจากที่คาดการณ์เลย
ดังนั้น เมื่อสถาบันวิจัยเศรษฐกิจทั้งหลายประกาศว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 4.55.5% ในปี 2556 ผมได้แต่หัวเราะในใจ และเวลาที่สถาบันเหล่านั้นเริ่มปรับตัวเลขการประมาณการลง ก็ได้แต่นึกว่า “บอกแล้ว แต่เดี๋ยวก็ต้องปรับลดลงอีก” เหตุที่เป็นกังวลจนจะต้องใช้คำว่า “เศรษฐกิจใกล้อันตราย” อยู่ในตารางที่ 2
ตารางที่ 2 เป็นตารางแสดงตัวเลขอัตราการขยายตัวของสินเชื่อ ปริมาณสินเชื่อที่ปล่อยเพิ่มในแต่ละไตรมาส และตัวเลข Loan to Deposit Ratio ตัวเลขสองชุดแรกคงไม่ต้องอธิบาย แต่ขออธิบายความหมายและความสำคัญของ Loan to Deposit Ratio หน่อย อัตราส่วนดังกล่าวแสดงถึงสัดส่วนของการปล่อยสินเชื่อต่อปริมาณเงินฝากที่ธนาคาร (รวมการออกตั๋ว Bills of Exchange, B/E) ตัวอย่างเช่น ธนาคารมีเงินฝาก 100 บาท และได้นำเงินนี้ปล่อยกู้ออกไป 80 บาท อัตราส่วน Loan to Deposit Ratio คือ 80% อัตราส่วนยิ่งต่ำ ธนาคารจะเร่งปล่อยสินเชื่อ ด้วยมีเงินท่วมแบงก์ อัตราส่วนยิ่งสูง แบงก์จะชะลอการปล่อยกู้ เม็ดเงินสำรองหรือสภาพคล่องที่มีอยู่เริ่มตึงตัว
ดังนั้น หากต้องการจะทราบว่าระบบธนาคารพาณิชย์พร้อมที่จะขยายสินเชื่อเท่าใด สามารถดูได้จากอัตราส่วนดังกล่าว เมื่อ 3 ปีที่แล้ว อัตราส่วนอยู่ที่ 87.13% ธนาคารจึงแข่งขันกันปล่อยกู้ เศรษฐกิจไทยก็ไปโลด กู้มาบริโภคกันเพลิดเพลิน แต่ด้วยอัตราส่วนที่สูงกว่า 95% ในปัจจุบัน
เชื่อได้เลยว่าธนาคารจะระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นและหันมาเร่งระดมเงินฝาก แน่นอนว่าตัวเลขนี้เป็นอัตราส่วนเฉลี่ยของระบบการเงิน บางธนาคารย่อมจะมี Load to Deposit Ratio ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 95.5% และยังเร่งการปล่อยสินเชื่ออยู่ แต่บางธนาคารตัวเลขนี้อาจจะใกล้ร้อยหรือเกินร้อย ซึ่งก็ต้องเข้าไปในระบบ Interbank เพื่อกู้ยืมมาปิดสภาพคล่อง ธนาคารเหล่านั้นย่อมจะไม่อยากปล่อยสินเชื่อ (เพราะถังแตก)
ตารางที่ 2 บ่งชี้ว่า ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และไตรมาสถัดๆ ไปของปีหน้า การขยายตัวของสินเชื่อจะอยู่ในระดับต่ำ ระบบไม่มีเม็ดเงินเหลือเฟือในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะมีผลให้การบริโภคและการลงทุนชะลอตัวตาม ที่สำคัญคือ โครงการการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลจะมีปัญหาในการระดมทุน
พูดกันชัดๆ เลยว่า ตอนนี้ทั้งระบบเหลือเงินอีกประมาณ 6 แสนล้านบาท แน่นอนว่าธนาคารทั้งหลาย (ที่มีวินัย) จะไม่ปล่อยกู้จนถึงบาทสุดท้าย ชนิดว่าใครจะมาถอนเงิน ต้องรอคนมาคืนเงินกู้ก่อน หากถึงจุดนั้นระบบการเงินไทยคงล่มสลาย ไม่ว่าธนาคารยินดีจะปล่อยกู้เพิ่มอีกเท่าใด ย่อมจะไม่เพียงพอที่จะสนองการลงทุนในโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท อย่างแน่นอน
เมื่อธนาคารเอาเงินไปให้รัฐบาลกู้หมด ประชาชนและธุรกิจทั้งหลายก็จะหมดสิทธิกู้ เศรษฐกิจก็ยิ่งมีปัญหา ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกปรากฏการณ์เช่นนี้ว่า Crowding Out Effects
ตารางที่ 1 และ 2 ทำให้ฟันธงได้ไม่ยาก และจะไม่ผิดด้วยว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงจุดต่ำสุด เชิญนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายเถียงผมได้เต็มที่ แต่เวลาจะเถียงเอาทฤษฎีและตัวเลขมาด้วย เดี๋ยวจะขายหน้าเอาการะชะลอตัวของเศรษฐกิจมิได้ทำให้ผมเป็นกังวล
สิ่งที่ทำให้เป็นกังวลคือชื่อที่ผมตั้งให้แก่ตารางที่ 2 “กู้เงินไปทำอะไรมิทราบใน 3 ไตรมาสที่ผ่านมา ได้มีการกู้ยืมไปเป็นเม็ดเงินรวมเกือบ 8 แสนล้านบาท (794,276 ล้านบาท) รายละเอียดของการกู้ยืมในแต่ละไตรมาสอยู่ในตารางที่ 2 แต่เม็ดเงินนี้ไม่ได้ถูกนำไปบริโภคและ/หรือลงทุนเพิ่มขึ้น ด้วยตารางที่ 1 ชี้ชัดว่าทั้งการบริโภคและลงทุนชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง
แล้วเงิน 8 แสนล้านบาทนี้หายไปไหน? เมื่อเทียบกับตัวเลข GDP ปริมาณสินเชื่อที่กู้ยืมเพิ่มขึ้นดังกล่าวเท่ากับ 14.5% และ 28% ของ GDP ในไตรมาสที่ 1 และ 2 ตามลำดับ
สรุปเป็นภาษาชาวบ้านคือ ในไตรมาสที่ 1 เงินที่เอามากินมาใช้ 100 บาท ต้องกู้เขามา 14.50 บาท ส่วนในไตรมาสที่ 2 ใน 100 บาท ที่ใช้ ต้องกู้เขามาเพิ่มเป็น 28 บาท (อัตราส่วนนี้ของไตรมาสที่ 3 ยังไม่สามารถสรุปได้ ด้วยสภาพัฒน์ยังทำตัวเลข GDP ของไตรมาสที่ 3 ไม่เสร็จ แต่มีแนวโน้มสูงว่าจะมากกว่า 28%) อย่างนี้ก็แย่ละซิ ยิ่งนานไปยิ่งกู้เพิ่ม หนี้ท่วมหัว
เราสามารถตั้งข้อสันนิษฐานของปรากฏการณ์นี้ได้ 2 ประเด็น ประเด็นแรก กู้ยืมเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปหรือรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น กล่าวคือ รายได้ไม่พอที่จะรักษาระดับการบริโภคที่เป็นอยู่ ตัวอย่างเช่น หลังจากซื้อรถคันแรกแล้วพบว่ามีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ที่ไม่ได้คาดการณ์เอาไว้นอกเหนือจากการผ่อนชำระค่างวด ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าประกันรถยนต์ ค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซม รวมถึงค่าใช้จ่ายที่สมาชิกในครอบครัวรบเร้าให้นำยานพาหนะไปเที่ยวเตร่ ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมของครัวเรือนเพิ่มขึ้นเกินความคาดหมายและรายได้ที่มีอยู่ จึงจำเป็นต้องขอสินเชื่อเพิ่มเติม ทั้งๆ ที่ไม่ต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น
ประเด็นที่สอง ซึ่งอันตรายกว่าประเด็นแรก คือต้องกู้หนี้ใหม่มาชำระหนี้เก่า ด้วยผู้บริโภคกู้ยืมมากเกินไปจนเกิดสภาวะหนี้สินเกินตัว รายได้ที่มีหลังหักค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแล้วไม่พอชำระหนี้ จะลดรายจ่ายอย่างไรก็ไม่พอชำระหนี้ จึงต้องกู้ยืมเพิ่มขึ้นมาเพื่อจะได้สามารถผ่อนชำระหนี้ที่มีอยู่เดิมได้ ตัวอย่างที่พบเห็นทั่วไปคือการกดเงินสดออกมาใช้ชำระหนี้ (บัตรเครดิต) จากวงเงินบัตรเครดิตที่เหลืออยู่ เป็นการกู้หนี้บนหนี้แบบคลาสสิก
หากข้อสันนิษฐานทั้งสองประเด็นนี้ถูกต้อง เศรษฐกิจไทยอันตรายแล้ว เพราะ (1) การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะลดลงอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจจะก้าวเข้าสู่วงจรอุบาทว์ (Vicious Cycle) จากข้อเท็จจริงที่ว่าผู้บริโภคย่อมจะไม่มีความสามารถในการกู้ยืมไม่สิ้นสุด ถึงจุดหนึ่







