posttoday
คิดล่วงหน้า

คิดล่วงหน้า

05 พฤศจิกายน 2556

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้พูดถึงนโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งเป็นการขยายฐานภาษีทำให้มีนิติบุคคลเข้ามาจ่ายเพิ่มขึ้นและทำให้รัฐได้ภาษีเพิ่มขึ้น แต่อดีต รมว.คลัง ออกมาวิจารณ์ว่าทำให้รายได้ภาษีนิติบุคคลลดลง โดยผู้อ่านหลายท่านก็ยังมีข้อสงสัย ผู้เขียนจึงขออนุญาตนำข้อมูลอย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลังที่รายงานรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคล ระหว่างเดือน ต.ค. 2555 ถึงเดือน มิ.ย. 2556 (รวม 9 เดือน) มีรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งสิ้น 367,692 ล้านบาท เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ที่มีการเก็บที่อัตรา 30% เก็บได้ 334,392 ล้านบาท เท่ากับเพิ่มขึ้น 33,300 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9.96% และกระทรวงการคลังคาดว่าแม้ภาษีรายได้นิติบุคคลจะลดลงเหลือ 20% ในปีงบประมาณนี้ รายได้ที่คาดว่าจะเก็บได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลก็จะไม่ลดลง ข้อมูลเหล่านี้คนระดับอดีต รมว.คลัง ไม่น่าจะไม่ตรวจสอบก่อนออกมาวิจารณ์

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้พูดถึงนโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งเป็นการขยายฐานภาษีทำให้มีนิติบุคคลเข้ามาจ่ายเพิ่มขึ้นและทำให้รัฐได้ภาษีเพิ่มขึ้น แต่อดีต รมว.คลัง ออกมาวิจารณ์ว่าทำให้รายได้ภาษีนิติบุคคลลดลง โดยผู้อ่านหลายท่านก็ยังมีข้อสงสัย ผู้เขียนจึงขออนุญาตนำข้อมูลอย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลังที่รายงานรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคล ระหว่างเดือน ต.ค. 2555 ถึงเดือน มิ.ย. 2556 (รวม 9 เดือน) มีรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งสิ้น 367,692 ล้านบาท เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ที่มีการเก็บที่อัตรา 30% เก็บได้ 334,392 ล้านบาท เท่ากับเพิ่มขึ้น 33,300 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9.96% และกระทรวงการคลังคาดว่าแม้ภาษีรายได้นิติบุคคลจะลดลงเหลือ 20% ในปีงบประมาณนี้ รายได้ที่คาดว่าจะเก็บได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลก็จะไม่ลดลง ข้อมูลเหล่านี้คนระดับอดีต รมว.คลัง ไม่น่าจะไม่ตรวจสอบก่อนออกมาวิจารณ์

ยังมีข้อสงสัยอีกว่าแสดงว่าที่ผ่านมากรมสรรพากรยังไม่สามารถเก็บภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยใช่หรือไม่ ก็ต้องบอกตามตรงว่าการเก็บภาษีให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้นอาจจะทำได้ยาก และผู้ประกอบการหลายท่านอาจจะเลือกที่จ่ายใต้โต๊ะมากกว่าจะยอมจ่ายบนโต๊ะในอัตราเต็ม แต่เมื่อมีการลดอัตราภาษีลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว ผู้ประกอบการจึงหันมาจ่ายตามจริงมากกว่า เพราะไม่ต้องไปขึ้นกับความไม่แน่นอนในการจ่ายใต้โต๊ะ ซึ่งอาจจะมีคดีย้อนกลับมาเมื่อไรก็ได้ นอกจากนี้ ยังต้องพูดถึงปัญหาในกรมสรรพากรก่อนหน้าที่มีการโกงการเรียกคืนภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นขบวนการ โดยมีข้าราชการหลายคนในกรมสรรพากรมีส่วนรู้เห็นด้วย และน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการโยกย้ายอธิบดีจากกรมที่ใหญ่ที่สุดให้ไปเป็นผู้ตรวจ และอาจส่งผลถึงการโยกย้ายปลัดกระทรวงที่เกิดขึ้นตามมา

และสัปดาห์ที่แล้วอีกเช่นกันที่ได้พูดถึงไทยจะต้องพยายามแข่งกับสิงคโปร์ ฮ่องกงที่จะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ โดยล่าสุดมีการจัดอันดับประเทศที่น่าลงทุนที่สุด ปรากฏว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 18 จากทั้งหมด 189 ประเทศ ในขณะที่อันดับหนึ่งและสองคือสิงคโปร์และฮ่องกงตามลำดับ ดังนั้น การที่จะต้องลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ใกล้เคียงสองประเทศนี้จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่ก็คงไม่ใช่เป็นแค่ปัจจัยเดียว เพราะมาเลเซียที่มีอัตราภาษีนิติบุคคลสูงกว่าไทยยังอยู่อันดับที่ 6 ดังนั้น การที่จะต้องปรับปรุงประเทศในทุกด้านเพื่อให้น่าลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันจึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความผันผวนทางการเมืองน่าจะเป็นความจำเป็นอย่างแรก และที่น่าแปลกใจที่สุดคือประเทศจีนที่ตกไปอยู่ในอันดับที่ 96 เพราะมีปัญหาอยู่หลายด้าน

เมื่อพูดถึงประเทศจีนแล้วก็อยากจะพูดถึงแนวทางของจีนในการเพิ่มความสำคัญของเงินหยวนในระบบเศรษฐกิจโลกเริ่มที่จะเล่นบทบาทให้เงินหยวนมาทดแทนเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับเป็นแนวทางที่ชาญฉลาดมาก ขณะที่ความเชื่อมั่นของเงินเหรียญสหรัฐเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว โดยจีนได้ทำหยวนสวอปกับหลายประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่ใกล้ชิดกับสหรัฐทั้งสิ้น เช่น ทำหยวนสวอปกับประเทศอังกฤษในวงเงิน 2 แสนล้านหยวน ทำหยวนสวอปกับยูโรโซนด้วยวงเงิน 3.5 แสนล้านหยวน กับฮ่องกง 4 แสนล้านหยวน กับเกาหลีใต้ 3.6 แสนล้านหยวน โดยล่าสุดจีนประกาศร่วมกับสิงคโปร์ในการทำหยวนสวอปในวงเงิน 1.5 แสนล้านหยวน และมาเลเซียในวงเงิน 8 หมื่นล้านหยวน รวมถึงไทยด้วยที่ 7 หมื่นล้านหยวน การดำเนินการดังกล่าวทำให้ความจำเป็นในการใช้ดอลลาร์ในการค้าขายระหว่างกันมีน้อยลง และแนวโน้มที่เงินหยวนของจีนจะมีบทบาทในเวทีโลกก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็คงยังไม่ง่ายที่เงินหยวนจะไปแทนที่ดอลลาร์ได้เร็วนักเพราะจากประวัติศาสตร์ในอดีตกว่าเงินดอลลาร์จะเข้าแทนที่เงินปอนด์สเตอริงของอังกฤษได้ยังต้องใช้เวลา 50 ปี

อย่างไรก็ดี ด้วยความสำคัญของเงินหยวนที่จะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ จึงอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้หันมาให้ความสำคัญของเงินหยวนให้มากขึ้น เรื่องจะทำหรือไม่ทำกองทุนรักษาความมั่งคั่งก็เรื่องหนึ่ง แต่การที่ต้องกระจายความเสี่ยงออกมาจากเงินสกุลดอลลาร์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องนำมาคิดล่วงหน้า เรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนเคยเสนอไว้หากจำกันได้ คือแนวทางให้กำหนดค่าเงินบาทอิงกับเงินหยวน ในบทความ บาทอิงหยวน ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันที่ 17 พ.ย. 2553 หรือเกือบ 3 ปีมาแล้ว โดยเห็นว่าประเทศจีนเป็นทั้งคู่แข่งและคู่ค้าที่สำคัญของไทยและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มบทบาทขึ้นเรื่อยๆ โดยยอดการส่งออกของไทยไปจีนเป็นอันดับ 1 มาตั้งแต่ปี 2553 แล้ว และการนำเข้าจากจีนเป็นอันดับ 2 รองจากการนำเข้าจากญี่ปุ่น และในอนาคตหลังจากที่มีการยกเลิกการทำวีซ่าระหว่างไทยกับจีนในต้นปีหน้า นักท่องเที่ยวชาวจีนจะหลั่งไหลเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก และจะเป็นรายได้หลักของไทยในอนาคต ดังนั้น การกำหนดค่าเงินบาทอิงกับค่าเงินหยวนจึงเป็นสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาดำเนินการ

ในสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกที่ผันผวนและกำลังจะเปลี่ยนแปลง การดำเนินนโยบายแบบอนุรักษนิยมของ ธปท. อาจจะสร้างความเสียหายได้มากกว่าเกิดประโยชน์

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้