
อันตรายของผู้นำ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศจุดยืนมาตลอดตั้งแต่ตั้งรัฐบาลว่าจะแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เป็นมะเร็งร้ายกัดกร่อนความเจริญของชาติ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศจุดยืนมาตลอดตั้งแต่ตั้งรัฐบาลว่าจะแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เป็นมะเร็งร้ายกัดกร่อนความเจริญของชาติ
นอกจากประกาศเป็นนโยบายแล้ว ยังได้มีอีเวนต์เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ต่างๆ มากมาย อาทิ โครงการ “Stop Corruption : รวมพลเครือข่ายต้านคอร์รัปชั่น” ที่เปิดโครงการไปเมื่อเดือน ส.ค. 2555 โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เปิดตัว 3 ช่องทางในการส่งเรื่องร้องเรียนการทุจริต ได้แก่ 1.ตู้รับเรื่องร้องเรียนทุจริตที่จะติดตั้งในพื้นที่สาธารณะทั่วประเทศ จะมีการตั้งไว้ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาล ศาลากลางจังหวัด สถานีขนส่ง ท่าอากาศยาน ห้างสรรพสินค้า สถานที่เอกชน
ช่องทางอื่นก็สามารถร้องเรียนผ่านสายด่วน 1206 และ 3.สื่อออนไลน์ อาทิ เว็บไซต์ www.stopcorruption.go.th หน้าแฟนเพจในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือไลน์
น.ส.ยิ่งลักษณ์ เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนรวมพลังกันแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทย เพราะการที่ต่างประเทศจะตัดสินใจมาลงทุนจะดูความโปร่งใสในการทำธุรกิจที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ
อย่างไรก็ดี สิ่งที่รัฐบาลประกาศมาตลอดว่าจะแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่น กลับไม่มีผลที่เป็นรูปธรรม ในปี 2555 องค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศ (Transparency International) ได้จัดอันดับระดับปัญหาคอร์รัปชั่นใน 176 ประเทศทั่วโลก การจัดอันดับดังกล่าว ประเทศไทยได้อันดับที่ 88 มีคะแนนความโปร่งใสเพียง 37 จากคะแนนเต็มร้อย ถือว่าสอบตกและสะท้อนปัญหาการคอร์รัปชั่นที่ยังคงอยู่ในระดับสูงมาก อันดับอาจจะดีกว่าพม่า หรือกัมพูชา
อันดับนี้อยู่ในกลุ่มเดียวกับกรีซ โคลัมเบีย เอลซัลวาดอร์ โมร็อกโก เป็นการตกชั้นลงมาจากอันดับที่ 80 ก่อนหน้าที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเข้าบริหารประเทศ
นั่นแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลได้แต่พูด แต่ในทางปฏิบัติกลับตรงกันข้าม และการที่ สส.พรรครัฐบาลโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในมาตรา 3 ที่นิรโทษกรรมให้กับผู้กระทำผิดทั้งหมด รวมคดีทุจริตคอร์รัปชั่นด้วย จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่รัฐบาลพูดอย่างทำอย่าง
แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะยืนยันว่าการออกกฎหมายเป็นเรื่องของสภา ไม่ใช่ของรัฐบาล จึงไม่จำเป็นต้องเข้าสภาไปร่วมพิจารณากฎหมายฉบับนี้ด้วยก็ตาม
สถานการณ์ชุมนุมประท้วงกฎหมายนิรโทษกรรมของประชาชนที่เริ่มลุกลามขยายออกไปเรื่อยๆ สะท้อนว่าไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่นายกฯ พูดอีกแล้ว ภาพลักษณ์ผู้นำยิ่งตกต่ำลงไปอีก ทำให้ดูตลกเมื่อพูดถึงการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติหดหาย ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายสำหรับการเป็นผู้นำประเทศ







