posttoday
กากประวัติศาสตร์

กากประวัติศาสตร์

03 พฤศจิกายน 2556

ประวัติศาสตร์มีทั้งเรื่องดีและร้าย เช่น คนดี คนร้าย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่มีสาระและคุณค่าควรแก่การจดจำ มีบางเรื่องและบางคนที่ควรชื่นชม ในทางตรงกันข้าม ก็มีบางเรื่องและบางคนที่ควรประณาม ที่อาจจะสรุปว่าประวัติศาสตร์นั้นมีทั้งเรื่องที่เป็น “แก่น” และเรื่องที่เป็น “กาก”

ประวัติศาสตร์มีทั้งเรื่องดีและร้าย เช่น คนดี คนร้าย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่มีสาระและคุณค่าควรแก่การจดจำ มีบางเรื่องและบางคนที่ควรชื่นชม ในทางตรงกันข้าม ก็มีบางเรื่องและบางคนที่ควรประณาม ที่อาจจะสรุปว่าประวัติศาสตร์นั้นมีทั้งเรื่องที่เป็น “แก่น” และเรื่องที่เป็น “กาก”

ประวัติศาสตร์ต้องรู้ว่าใครเขียน ด้วยมีคำกล่าวว่า “ใครเขียนประวัติศาสตร์ก็เป็นไปเพื่อเรื่องราวของเขาเหล่านั้น” ยิ่งไปกว่านั้นประวัติศาสตร์มักจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ผู้เล่าหรือผู้จดบันทึกจึงอาจจำความและเล่าความผิดเพี้ยนไปได้ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือวัตถุประสงค์ในการจดจำและถ่ายทอด ส่วนใหญ่เลือกที่จะจำและต่างก็มีจุดมุ่งในการถ่ายทอด

ยกตัวอย่างเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เราได้ฟังวาทกรรมเรื่อง “เหตุการณ์เดือนตุลาฯ” และ “คนเดือนตุลาฯ” มากมายหลายเรื่อง หลายท่านคงจะงวยงงสงสัยว่าอะไรคือความจริง อะไรที่เป็นสาระ และอะไรที่ไร้สาระ แต่ถ้าท่านอ่านข้อความในย่อหน้าก่อนนี้ก็จะเข้าใจว่าความหลากหลายของการตีความประวัติศาสตร์ทำไมจึงเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้รับสารอย่างเราๆ ที่จะต้องแยกฟังแยกเชื่อ โดยอาศัยทฤษฎี “ปากของใครและเจตนาอะไร” ดังกล่าว

ย่อหน้าข้างต้นพิมพ์ค้างไว้เมื่อคืนวันพฤหัสฯ ครั้นตอนเช้าวันศุกร์จะมาพิมพ์ต่อก็ทราบข่าวที่น่าเสียใจและ “ทุเรศ” เป็นที่สุดว่าสภาผู้แทนราษฎรของไทยได้สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งแล้ว นั่นก็คือการลากไถผ่านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมออกมาจนได้ ด้วยกระบวนการที่ชั่วช้าเลวทราม หมดสิ้นซึ่งคุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลที่เรียกว่า “สัปปุรุษ” (พระสงฆ์ท่านใช้คำนี้เรียกคนที่ถึงพร้อมด้วยความรู้และคุณงามความดี หรือจะแปลง่ายๆ ตรงไปตรงมาก็คือ “คนดี” นั่นเอง) แต่เป็นได้แค่ “สัปเหร่อ” หรือคนจัดการศพ ที่เข็นกฎหมายนี้มาชำระล้างศพทั้งหลาย

ไม่น่าแปลกใจ เพราะคืนนั้นเป็นวัน “ฮัลโลวีน!”

ผู้เขียนสลับฟังระหว่างการประชุมที่ทุเรศที่สุดของสภาข้างเขาดิน กับการชุมนุมที่มีความตั้งใจจริงของประชาชนที่สามเสน ตอนหนึ่ง นายกรณ์ จาติกวณิช ที่ลาออกจากกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์มานำการชุมนุม ได้กล่าวไว้อย่างสะเทือนใจว่า ต่อไปถ้าใครไปฆ่าคน ไปค้ายาเสพติด หรือเป็นโจร ก็จะแห่มาสมัครเป็น สส.เพื่อออกกฎหมายล้างความผิดได้ง่ายๆ ต่อไปสภาก็จะมีแต่คนเลวๆ “เป็นโจรทั้งสภา” ครั้นพอเปลี่ยนไปฟังการอภิปรายในสภาก็เห็นจริงตามนั้น ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยจะมีชะตากรรมน่าอเนจอนาถเช่นนั้น

ถ้าบ้านเมืองนี้เกิดหายนะตามมา แน่นอนว่า สส.ที่ร่วมโหวตให้กฎหมายฉบับนี้ต้องรับผิดชอบ สิ่งหนึ่งที่เราคนไทยที่ได้ประสบหายนะนั้นจะต้องทำก็คือ ช่วยกันประจานเอารายชื่อพร้อมรูปภาพของ สส.เหล่านี้มาเผยแพร่ให้รู้จักหน้าค่าตาซิว่า ไอ้ที่เรียกว่า “คนไม่ดี” นี้หน้าตามันเป็นยังไง (เพื่อนผู้เขียนมีไอเดียว่าจะเอารูปหน้าของ สส.เหล่านี้มาพิมพ์ใส่พื้นรองเท้าแตะ แต่จะเอาไปพิมพ์ไว้ที่ด้านที่แตะกับพื้น เพราะถ้าพิมพ์ไว้ด้านที่แตะกับเท้าก็อาจจะไม่เป็นมงคลแก่ผู้สวมใส่) แต่คนที่จะต้องรับผิดชอบสูงสุดก็คือ นายกรัฐมนตรี เพราะคุณ (น่าจะใช้สรรพนามนี้เรียกได้) คือผู้ที่ต้องแก้ปัญหาของประเทศชาติและประชาชน แต่คุณก็เอาแต่ตีกรรเชียงหนีปัญหา ที่เลวร้ายที่สุดก็คือปล่อยให้ “คน” (ที่จริงไม่อยากจะใช้นามนี้) ของคุณร่วมกันกระทำย่ำยีประเทศชาติและประชาชนของคุณ เหมือนว่าคุณไม่รู้สึกรู้สา เหมือนว่าไม่ใช่มนุษย์กระนั้น

ที่แน่นอนก็คือ คุณไม่ใช่ผู้นำของประเทศนี้!

กลับมาที่สาระของเรื่องที่ตั้งเป็นชื่อบทความในวันนี้ ถ้าเราตีความหมายว่า “แกน” หรือ “แก่น” ประวัติศาสตร์คือเรื่องราวที่เป็นสาระสำคัญและมีคุณค่าที่เกิดขึ้นในอดีต ก็อาจจะตีความในทำนองเดียวกัน (แต่มีความหมายตรงกันข้าม) ได้ว่า “ซาก” หรือ “กาก” ประวัติศาสตร์ ก็คือเรื่องราวที่ไร้สาระและไม่มีคุณค่าควรแก่การจดจำ ที่รวมถึงคนที่สร้างประวัติศาสตร์นั้นด้วย นั่นก็คือคนที่สร้างชื่อเสียง ประกอบด้วยคุณงามความดีควรแก่การยกย่อง อย่างน้อยๆ ก็ต้องถือเป็น “เกียรติประวัติ” จนกระทั่งเป็นวีรบุรุษและวีรสตรี ในทางตรงกันข้าม คนที่ก่อกรรมทำเข็ญ ประพฤติชั่วช้าเลวทราม ก็ควรจะเรียกว่าคือ “กากประวัติ” หรือทุบุรุษและทุสตรีนั้นด้วย

ขอยกตัวอย่างบุคคลที่เป็นตำนานในแนวเรื่องเล่าหรือนิทานปรัมปรา 2 คน (ที่จริงควรเรียกว่า 1 พระองค์กับ 1 คน) คือ “พระร่วง” กับ “ศรีธนญชัย” โดยที่พระร่วงจะมีเรื่องราวไปในแนวอภินิหารและผลงานที่เป็นคุณูปการหรือมีแต่สิ่งดีๆ และสร้างสรรค์ แต่ศรีธนญชัยจะมีเรื่องราวไปในแนวการใช้เล่ห์เหลี่ยมที่สร้างความตลกขบขันออกไปในแนวตลบตะแลง ขี้โกง และเอาตัวรอด ดังนั้นคนอย่างพระร่วงจึงต้องถือว่าเป็นบุคคลที่มีเกียรติ ตรงกันข้ามกับศรีธนญชัยที่ควรจะได้รับความเป็นกากไปเต็มๆ แต่ว่าคนไทยกลับจำเรื่องของพระร่วงได้น้อยมาก ส่วนศรีธนญชัยกลับมีคนจดจำได้มากกว่า ถึงขั้นบางคนยกย่องเป็น “ไอดอล” หรือแบบอย่างในการต่อสู้ชีวิตนั่นเลย

ไม่กี่ปีมานี้สังคมไทยถูกตราหน้าว่าเป็น “สังคมศรีธนญชัย” สาเหตุก็เกิดจาก สส.ในยุคปัจจุบันนี้แหละที่มีพฤติกรรมในการใช้เล่ห์เพทุบาย กอบโกยเอาแต่ประโยชน์ของตนและพรรคพวก และสิ่งอันเป็นที่มาของคำว่าศรีธนญชัยก็คือการใช้เหตุผลหรืออธิบายการกระทำ “เลวๆ” ทั้งหลายนั้นด้วยความ “ด้าน” หรือเอาสีข้างเข้าถูอย่างไม่คำนึงถึงทำนองคลองธรรม

ผู้เขียนจึงเชื่อว่าน่าจะมีผู้คนในสังคมไทยจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบในแนวคิดหรือการปฏิบัติตัวแบบศรีธนญชัย ประการหนึ่งก็คือเป็นแนวคิดที่นำมาซึ่งความสำเร็จที่สะใจหรือคิดว่าตนเองฉลาดเหนือผู้อื่น ประการต่อมาก็สนองตอบต่อแนวคิดสมัยใหม่ด้วยที่ว่า “ด้านได้ อายอด” หรือแสดงว่าเป็นคนกล้าหาญเสียเต็มประดา และประการสุดท้ายก็คือเหมือนเป็นชื่อเสียงและเกียรติประวัติที่หาญกล้าและสามารถกระทำได้ถึงเพียงนั้น แต่ที่สำคัญน่าจะเป็นด้วยว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยก็ไปชื่นชมกับคนที่มีพฤติกรรมปลิ้นปล้อนเช่นนั้น อย่างที่ชื่นชมกับ “เวรกรรม” ที่ศรีธนญชัยตัวจริง (หากมีจริง) ได้ก่อกรรมทำเข็ญแก่บุคคลต่างๆ ไว้ แม้กระทั่งกับพ่อแม่และน้องในไส้

ย้อนไปเชื่อมโยงกับพฤติกรรมของ สส.ที่ผ่านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเมื่อกลางดึกคืนวันพฤหัสฯ ต่อเนื่องเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา ถ้าเปรียบว่าประชาชนเป็น “ญาติ” อย่างที่ สส.เหล่านั้นมักกล่าวติดปากเสมอว่า “พ่อแม่พี่น้อง” การกระทำดังกล่าวก็ไม่ต่างอะไรกับการกระทำของศรีธนญชัยที่กระทำต่อพ่อแม่และน้องอย่างที่ชอบเล่ากันในตำนาน แต่เลวร้ายยิ่งกว่าศรีธนญชัยเพราะ สส.เหล่านี้มีตัวตนจริงๆ มีตัวเป็นๆ อยู่เต็มสภา และเสนอหน้าให้เห็นทุกวี่ทุกวัน

กากประวัติศาสตร์หรือ “เศษซากสังคม” ยังเต็มเมืองไทย

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI