
มาร์ค-สุเทพย้ำค้านนิรโทษจ่อฟ้องกลับอสส.
อภิสิทธิ์ - สุเทพ เดินหน้าสู้คดีอสส.สั่งฟ้องฆ่าประชาชน เตรียมฟ้องกลับ ย้ำจุดยืนเพิ่มความเข้มข้นค้านกม.ล้างผิด "สุเทพ" ขู่ "ปู" ลุยต่อระวังไม่มีแผ่นดินอยู่
อภิสิทธิ์ - สุเทพ เดินหน้าสู้คดีอสส.สั่งฟ้องฆ่าประชาชน เตรียมฟ้องกลับ ย้ำจุดยืนเพิ่มความเข้มข้นค้านกม.ล้างผิด "สุเทพ" ขู่ "ปู" ลุยต่อระวังไม่มีแผ่นดินอยู่
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สส.สุราษฎร์ธานี พรรคปะชาธิปัตย์ ร่วมกันแถลงท่าทีต่อกรณีอัยการสูงสุด (อสส.) มีความเห็นสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ ในข้อหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผลคดีชุมนุมทางการเมืองปี 2553 โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวยืนยันว่าตนเองและนายสุเทพจะไปพบพนักงานอัยการสูงสุดในวัน 31 ส.ค.นี้ไม่หนีไมไปไหน และจะต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม โดยมีประเด็นโต้แย้งหักล้างกลับทั้ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)และ อสส. ทั้งในข้อเท็จจริงและ ข้อกฎหมาย และจะฟ้อง อสส.ที่กระทำการโดยไม่ชอบต่อตำแหน่งหน้าที่เหมือนที่ก่อนหน้านี้เคยฟ้องดีเอสไอไปแล้ว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในระหว่างที่ตนเองทำหน้าที่เป็นนายกฯ และ นายสุเทพ เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ) ในขณะนั้นต้องการทำบ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุขไม่มีนโยบายการสลายการชุมนุม ทั้งนี้ ทางอสส.ได้ระบุไม่ตรงกับข้อเท็จจริงคือในสำนวนของดีเอสไอไม่ได้ระบุว่ามีชายชุดดำซึ่งเป็นการละเลยอย่างมีนัยยะสำคัญ ทั้งที่ทางอสส.ทราบดีว่ามีชายชุดดำ เพราะในคดีที่อสส.สั่งฟ้องในคดีก่อการร้ายนั้นดคีที่ 2542/53 มีการกระบุถึงชายชุดดำไม่น้อยกว่า 20 หน้านั้น อีกทั้งตนเองและนายสุเทพ ได้เคยร้องขอความเป็นธรรมเป็นในประเด็นนี้
นอกจากนี้ ในส่วนของข้อกฎหมายนั้น บรรดาการกระทำของตนเองและนายสุเทพที่ได้ออกคำสั่งนั้น สั่งการในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ และในความเห็นของดีเอสไอยังระบุว่าการกระดำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบหรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นตามข้อกฎหายจึงต้องเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(ป.ป.ช.) ไม่ใช่ดีเอสไอ อีกทั้งการจะมากล่าวหาว่าคดีนี้เป็นคดีฆาตกรรมจึงมีความขัดแย้งในตัวเอง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กรณีที่วิเคราะห์กันว่าการสั่งฟ้องครั้งนี้เพราะต้องการหวังผลต่อกรณีการนิรโทษกรรมนั้น ขอยืนยันจุดยืนเดิมว่าการนิรโทษกรรมต้องไม่รวมไปถึงคดีการเสียชีวิต หรือทุจริต ซึ่งตนเองและพรรประชาธิปัตย์จะเดินหน้าคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้มข้นกว่าเดิม ไม่เกี่ยวข้องกับคดีที่ ตนเองและนายสุเทพจะเป็นจำเลย โดยจะค้านค้านทั้งในวาระ 2-3 ในสภา และจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญในหลายมาตรา ไม่ใช่ค้านเล่นๆ รวมทั้ง จะยังใช้สิทธิในฐานะประชาชนเคลื่อนไหวคัดค้านนอกสภาฯ ภายใต้กรอบกฎหมาย และยืนยันว่าการเคลื่อนไหวไม่ได้นำไปสู่การเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงการเมือง หรือหวังช่วงชิงตำแหน่งการเมืองใดๆ เพียงแต่ต่อต้านไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ไม่ให้ออกมาบังคับใช้เท่านั้น
"เราต่อสู้คดี ไม่หนีไปไหน เรามั่นใจในความบริสุทธิ์ เรามั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรม แต่หากแม้นว่าศาลจะตัดสินว่าเราผิด ผมก็ยืนยันว่าผมรับผิด ก็ต้องรับผิด …มันจะเป็นไปได้เหรอ ที่คนจะคิดอย่างนี้ ไม่กลัวถูกประหารชีวิต ไม่กลัวติดคุก ผมบอกว่า วันนี้ต้องพิสูจน์ครับว่า มันมีคนที่พร้อมจะเอาประเทศชาติ อยู่เหนือผลประโยชน์ของตัวเองจริงๆ คนที่มาจากตระกูลที่มีสันดานจากการโกงกิน แล้วเอาผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก ไม่มีทางเข้าใจหรอกครับ อันนี้ผมก็เห็นใจ แต่ขอให้เชื่อเถอะครับว่า บ้านเมืองนี้ยังมีคนที่พร้อมจะเอาประเทศอยู่เหนือผลประโยชน์ของตัวเอง และผมกับคุณสุเทพจะพิสูจน์สิ่งเหล่านี้ต่อไป" นายอภิสิทธิ์กล่าว
ด้านนายสุเทพ กล่าวว่า ที่มองว่าการมีคำสั่งฟ้องครั้งนี้เพื่อบีบบังคับให้ตนเองต้องยอมจำนนกับกฎหมายล้างผิดคนโกงนั้นขอบอกเลยว่าพวกตนไม่มีทางยอมจำนน และจะเพ่ิมความเข้มแข็งในการต่อสู้กฎหมายนี้ ทันทีที่กฎหมายเข้าสู่วาระ 2 -3 และขอเชิญชวนประชาชน ที่รักชาติรักความถูกต้องลุกขึ้นมาคัดค้านกฎหมายฉบับนี้พร้อมเพรียงกัน ตนเองและผู้ที่มีความคิดเห็นอย่างเดียวกันจะออกมาคัดค้านจะผนึกกำลังต่อสู้ทั้งประเทศ
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าอสส.ระบุถึงในประเด็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ต่างจากมาตรฐานของคดี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกทม.ในดคีต่อสัญญารถไฟฟ้าบีทีเอสออกไป 30 ปี นั้นเมื่อ 10 ก.ย. 2556 อสส. มีความเห็นว่าผู้ว่ากทม. เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่หน้าที่ของดีเอสไอแต่ต้องเป็นของป.ป.ช. ดังนั้นเป็นเพราะเหตุใดถึงแตกต่างกับคดีนี้ เพราะนายอภิสิทธิ์ หรือ
นายสุเทพ หากไม่ได้เป็นนายกฯ หรือ รองนายกฯ จะใช้อำนาจอะไรไปสั่งการได้ ตรงนี้จึงสะท้อนว่าการทำหน้าที่เสมือนจะเป็นเครื่องมือของฝ่ายผุ้มีอำนาจจนละเลยมาตรฐานวิชาชีพ ซึ่งอัยการก็สามารถติดคุยได้หากทำผิดกฎหมายใช้อำนาจมิชอบ
นายสุเทพ กล่าวว่า กรณีที่ระบุว่าไม่มีชายชุดดำนั้น อสส.เคยเห็นข้อเท็จจริงเพราะคดีที่ 18/2553 ในคดีก่อการร้ายที่มีพ.ต.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลยที่ 1 นั้น และทางอสส.มีคำสั่งไม่สั่งฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณ ไปแล้วนั้น ในรายละเอียดของคดีมีอย่างน้อย 20 หน้าที่ที่ระบุถึงชายชุดดำอย่างชัดเจน และในคดีนี้ตนเองเคยทำหนังสือถึงดีเอสไอให้ทบทวนสองครั้งเมื่อวันที่ 7 ส.ค. และ 26 ส.ค.
นอกจากนี้ ในเหตุการณ์ 10 เม.ย. 2553 ทางอสส.ก็เป็นผู้มีคำแนะนำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐเป็นผู้ที่ติดอาวุธเพื่อป้องกันตัว และ ในการประชุมของศอฉ.นั้น ก็มีตัวแทนของอสส.เข้าไปประชุมทุกครั้ง และไม่เห็นมีความเห็นทักท้วงใดๆ ซึ่งยืนยันว่ารัฐบาลขณะนั้นไม่มีเจตนาปราบปรามประชาชน แต่มีผู้มีอาวุธร้ายแรงใช้กำลังก่อการร้ายซึ่งการออกคำสั่งก็เป็นไปตามขั้นตอน จากเบาไปหาหนัก และมีการระบุว่าจะมีการเตรียมสืบสวนไปถึงเจ้าหน้าที่ทหารที่เข้ามาทำหน้าที่นั้นก็จะทำให้เกิดการเสียขวัญกำลังใจ เมื่อวันนี้อัยการที่มีหน้าที่แก้ต่างยืนอยู่คนละฝั่งกับทหาร ตนเองได้ปรึกษากับนักกฎหมายประมาณ 30-40คนมาลงชื่อและเตรียมที่จะมาเป็นทนายแก้ต่างให้ทหารที่ทำหน้าที่เพื่อชาติเพื่อป้องประเทศ
นายสุเทพ กล่าวว่า ถ้ารัฐไม่เลิกเดินหน้าเอากฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2-3 ก็จะยกระดับก็จะยกระดับต่่อสู้ชวนประชาชนทั้งในกทม.และต่างจังหวัด ผนึกกำลังสู้เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ต่อสู้ภายใต้กรอบกฎหมาย ที่รัฐธรรมนูญรับรอง จะไม่มีการเผาบ้านเผาเมือง แต่จะทำเพื่อปกป้องประเทศ และฝากถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สั่งฝ่ายรัฐบาลถอนกฎหมายนี้ออกไป ยุติการดำเนินการใดๆ แต่ถ้ายังเห็นแก่ประโยชน์ของพี่ชาย เห็นแก่ตระกูลของตัวเอง ลืมประชาชนทั้งชาติ ขอเตือนนายกฯ ยิ่งลักษณ์ว่า จะไม่มีแผ่นดินอยู่อีกต่อไป







