
นักรบชุดขาวภารกิจกู้ชีพกลางสมรภูมิม็อบ
...อาทิตย์ เคนมี
ภารกิจอันหนักหน่วงในการรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ได้ตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่ต้องแบกภาระหนักอึ้งเท่านั้น
“นักรบชุดขาว” ก็มีบทบาทสำคัญในทุกสถานการณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เหล่านักรบชุดขาวเป็นเครื่องแบบของหน่วยแพทย์กู้ชีพที่ต้องรุดเข้าไปยังที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือลำเลียงผู้บาดเจ็บไปยังสถานพยาบาลให้เร็วที่สุด
800 ชีวิต ของผู้บาดเจ็บ กับ 25 คน ที่สังเวยไปกับเหตุการณ์ 10 เมษาเลือด อีก 1 คน ที่แยกศาลาแดง ถนนสีลม และล่าสุดอีก 1 นาย ของพลทหาร จากเหตุปะทะที่หน้าอนุสรณ์สถานแห่งชาติ สะท้อนถึงพัฒนาการของความรุนแรงที่เพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ
ตราบใดที่รัฐยังไม่สามารถยุติเหตุร้ายรายวันลงได้ ตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตย่อมไม่หยุดลงอยู่เพียงแค่นี้
ทว่าบทเรียนจากการชุมนุมหลายครั้งที่ผ่านมา พบว่าการทำงานของหน่วยแพทย์กู้ชีพเป็นไปด้วยความยากลำบากในการเข้าถึงพื้นที่ ทั้งถูกขัดขวางจากผู้ชุมนุม การเข้ารุมทำร้ายซ้ำเติมผู้บาดเจ็บ ทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างทุลักทุเล
นพ.สามารถ ตันอริยกุล รองผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ศูนย์เอราวัณ หรือศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉิน กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า แผนปฏิบัติการกู้ชีพในสถานการณ์ฉุกเฉินแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ แผนเอราวัณ 1 ใช้กับเหตุการณ์กระทบกระทั่งเล็กน้อยถึงปานกลางซึ่งพอสามารถรับมือได้ โดยแบ่งโซนนิงออกเป็น 9 โซน ครอบคลุมทุกพื้นที่ใน กทม. ประกอบด้วยลูกข่าย 44 โรงพยาบาล 8 มูลนิธิ พร้อมมีรถปฏิบัติการ 150 คัน รับผิดชอบเฉพาะพื้นที่ของตนเอง
หากความรุนแรงขยายวงกว้างมากขึ้น กำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอจะขยับขึ้นเป็นแผนเอราวัณ 2 โดยระดมทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดในพื้นที่ กทม. และดึงกำลังสนับสนุนจาก เครือข่ายโรงพยาบาลใกล้เคียงทั้งหมด 69 แห่ง พร้อมรถพยาบาล 180 คัน เพื่อเข้าที่เกิดขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่ง
อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ไต่ระดับถึงขั้นร้ายแรง เช่น สาธารณภัยที่เกิดจากสารเคมี กัมมันตภาพรังสีรั่วไหล ตลอดจนการก่อวินาศกรรมที่สร้างความเสียหายลุกลามใหญ่โต จะมีการยกระดับเป็นแผนเอราวัณ 3 โดยจะระดมเครือข่ายหน่วยแพทย์กู้ชีพจากทั่วปริมณฑล หรืออาศัยหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาช่วยในการปฏิบัติงาน
“
เหตุการณ์ปะทะที่แยกคอกวัว ศาลาแดง จะอยู่ภายใต้แผนเอราวัณ 12 ซึ่งหน่วยแพทย์สามารถรองรับได้อย่างเพียงพอ ทั้งบุคลากรและทรัพยากรที่มีอยู่ ยังไม่ถึงขั้นต้องใช้แผน 3 ยกเว้นการก่อวินาศกรรมร้ายแรง” นพ.สามารถ กล่าวนพ.สามารถ กล่าวด้วยว่า แนวโน้มสถานการณ์จะพัฒนาไปถึงระดับ 3 หรือไม่นั้น เป็นเรื่องอยู่นอกเหนือการคาดเดา ซึ่งลำพังแผน 12 ก็รองรับได้ แต่สิ่งสำคัญคือ การอำนวยความสะดวกให้กับทีมแพทย์และต้องไม่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเท่ากับเป็นการซ้ำเติมคนเจ็บ
ฉะนั้น จึงขอความร่วมมือทุกฝ่ายให้เปิดทางเจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์เพื่อเข้าไปช่วยเหลือลำเลียงผู้บาดเจ็บได้อย่างทันท่วงที
“
เวลานี้ศูนย์เอราวัณกำลังสรุปบทเรียนการทำงานที่ผ่านมา และขอความร่วมมือกับทุกฝ่ายให้เข้าใจการทำงานของหน่วยแพทย์ที่ต้องอาศัยความรวดเร็วฉับไว เพราะทุกนาทีมีค่าต่อความเป็นความตาย” นพ.สามารถ กล่าวอย่างไรก็ตาม ก่อนการลงพื้นที่ปฏิบัติงาน หน่วยแพทย์ฉุกเฉินมีนโยบายเน้นย้ำเป็นพิเศษให้กับผู้ปฏิบัติงาน คือ การวางตัวเป็นกลาง มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ โดยเป้าหมายสำคัญ คือ ต้องรักษาชีวิตผู้บาดเจ็บไว้ให้ได้
“
ผู้ปฏิบัติงานทุกคนจะต้องไม่แบ่งสีเลือกข้าง จะรักใครชอบใครเก็บไว้ในใจ ให้ทำงานอย่างมืออาชีพ ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นสีใดก็ตาม” นพ.สามารถ กล่าวนพ.สามารถ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ในภาคสนามจะต้องมีการสื่อสารและรายงานสถานการณ์มายังศูนย์เอราวัณอย่างต่อเนื่อง ต้องระบุพิกัดของแต่ละหน่วยว่ามีการเคลื่อนที่ไปยังจุดใด เพื่อให้ศูนย์บัญชาการประเมินว่าควรจะถอยหรือเคลื่อนย้ายเข้าไปหรือไม่
“
ศูนย์เอราวัณจะประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาว่าจุดใดเป็นจุดอันตราย ควรเข้าไปหรือไม่ หากมีหน่วยใดเผลอหลงเข้าไปในจุดปะทะให้รีบถอนกำลังออกมาทันที เพราะความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด” นพ.สามารถ กล่าวนพ.สามารถ บอกอีกว่า นโยบายสำคัญก่อนจะส่งเจ้าหน้าที่ทีมแพทย์เข้าไปยังสมรภูมิม็อบ จะต้อง
“ติดอาวุธทางความรู้” ด้วยการอบรมเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจเกี่ยวกับอาวุธสงครามประเภทต่างๆ อานุภาพการทำลายล้าง วิธีหลบเลี่ยงเพื่อเอาชีวิตรอดในพื้นที่เสี่ยงนอกจากนี้ จะมีการอบรมและซักซ้อมแผนปฏิบัติการต่างๆ ให้เกิดความชำนาญ ทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมายังไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์รายใดได้รับบาดเจ็บ







