
แนะนำหนังสือ
ในระยะของงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 18” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะมีไปถึงวันที่ 27 ต.ค.
ในระยะของงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 18” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะมีไปถึงวันที่ 27 ต.ค. ขอถือโอกาสนี้แนะนำหนังสือดีที่น่าสนใจเล่มหนึ่ง คือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี”
หนังสือเป็นฉบับปกอ่อนที่สภาทนายความจัดพิมพ์เพิ่มเติมจากหนังสือที่คณะองคมนตรีพิมพ์ขึ้น เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 โดยสภาทนายความจะนำรายได้จากการจำหน่ายหนังสือทั้งหมดมอบให้แก่มูลนิธิอานันทมหิดล
เนื้อหาหนังสือแบ่งออกเป็น 4 บทด้วยกัน บทแรกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของคณะองคมนตรีโดยสังเขปบทที่ 2 แสดงบทบาทและหน้าที่ของคณะองคมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 บทที่ 3 ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักของหนังสือเป็นบทความขององคมนตรีแต่ละคน เล่าประสบการณ์การปฏิบัติหน้าที่ราชการ และการทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บทที่ 4 เป็นประวัติย่อขององคมนตรีคณะปัจจุบัน
ข้อมูลในบทที่ 1 และ 2 รวมทั้งบทความในบทที่ 3 ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานและการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ของคณะองคมนตรีในฐานะองค์กร จากต้นเค้า “ปรีวี เคาน์ซิล” เดิมสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ว่ามีความแตกต่างอย่างมากจากบทบาทหน้าที่ของคณะองคมนตรีในรัชกาลปัจจุบัน นับแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 ที่แรกบัญญัติให้มีคณะองคมนตรีทำหน้าที่ “ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ”
ท้ายบทแรกยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับลักษณะหน้าที่ ขนาด และองค์ประกอบของคณะองคมนตรีของไทย ว่ามีความแตกต่างจากของอังกฤษ ที่ไทยใช้เป็นต้นแบบในการสร้างปรีวี เคาน์ซิล สมัยรัชกาลที่ 5 ที่สำคัญคือ “คณะองคมนตรีของไทยในปัจจุบันนั้น พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เองทุกคน มีหน้าที่บัญญัติไว้ชัดแจ้งตามรัฐธรรมนูญ ส่วนประเทศอังกฤษ...พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งองคมนตรี โดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีจากบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในวงราชการ วงการศาสนา และวงการการเมือง ...โดยไม่จำกัดจำนวน” (หน้า 32)
เนื้อหาของบทความต่างๆ ในบทที่ 3 ที่คณะองคมนตรีเขียนขึ้นเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญต่อประเทศชาติและพสกนิกรยังอ่านเพื่อเก็บรับแง่คิดต่างๆ ได้ อีกมากตามประเด็นที่เป็นความสนใจของผู้อ่าน
บทความขององคมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งมายาวนานที่สุดของคณะองคมนตรีปัจจุบันเลือกเล่าเรื่องในบทความ “ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกในพระพุทธศาสนา” ของท่าน ที่มีความยาวเกือบจะสั้นที่สุดของบทความทั้งหมดในชุดนี้ เกี่ยวกับการนำเสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบนมัสการพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ผู้เป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ที่วัดป่าอุดมสมพร ส่วนบทความของประธานองคมนตรี ท่านเล่าถึงน้ำพระราชหฤทัยแม้ในเรื่องเล็กน้อยที่ทรงคำนึงถึงนายทหารในแนวหน้าที่ตัวท่านประสบมาเอง เมื่อครั้งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกองทัพภาคที่ 2
ช่วงนั้นคือระยะเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาความมั่นคงภายใน ในกระบวนการก่อรูปของสังคมไทย (Social Formation) และช่วงชิงการสถาปนาอำนาจการปกครองรัฐให้ได้ตลอดทั่วทั้งดินแดน อันเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายอำนาจราชการกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างได้รับการสนับสนุนส่วนหนึ่งจากภายนอก ถ้าใช้ปัญหาและเวลาดังกล่าวเป็นตัวตัด ก็อาจจำแนกพระราชกรณียกิจที่คณะองคมนตรีถ่ายทอดไว้ในบทความได้เป็น 2 ช่วง คือระยะก่อนและหลังจากการพ่ายแพ้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
บทความของคณะองคมนตรีที่ผ่านงานด้านความมั่นคงมาก่อนรับตำแหน่งจะมีข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นว่า ชัยชนะของฝ่ายราชการบ้านเมืองที่มีเหนือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและแนวร่วมได้ในที่สุดนั้น ส่วนหนึ่งของเงื่อนไขความสำเร็จมาจากบทบาทพื้นฐาน 3 ด้าน ที่เป็นพระราชอำนาจตามนิติประเพณีของพระมหากษัตริย์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำมาปฏิบัติในเชิงรุกในขอบข่ายกว้างไกลไพศาล ขณะที่กองกำลังติดอาวุธของ พคท.ถูกตรึงไว้กับฐานที่มั่นแต่ละจุด กล่าวคือ พระราชอำนาจในการที่จะทรงรับการปรึกษาหารือและพระราชทานคำแนะนำ พระราชอำนาจที่จะพระราชทานขวัญและกำลังใจ และพระราชอำนาจที่จะทรงเตือน
บทความเหล่านี้ของคณะองคมนตรีอาจมิได้แสดงให้เห็นมากนักถึงเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่เปิดความเป็นไปได้ให้แก่การปฏิบัติพระราชกรณียกิจในขอบข่ายทั่วประเทศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ในระดับผู้กระทำการ เรื่องที่องคมนตรีหลายท่านเล่าไว้จะช่วยให้ผู้อ่านเห็นถึงการปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามการตีความพระราชอำนาจทั้ง 3 ด้าน โดยมี Authority ของพระองค์เองเป็นรากฐาน มิใช่โดยเพียงพระราชสถานะบารมี ประเพณี ความเป็นสถาบันหรือกฎหมาย แต่ยังเป็น Authority ที่ทรงสร้างขึ้นจากองค์ความรู้สมัยใหม่ และทรงนำมาใช้เป็นเครื่องมือทั้งในการเก็บและตรวจสอบข้อมูลกายภาพของธรรมชาติภูมิประเทศและพืชพรรณ ชีวิตความเป็นอยู่การทำมาหากินของชาวบ้านที่เป็นภูมิสังคม และในการพระราชทานคำแนะนำสำหรับการวางยุทธศาสตร์ “ทรงเป็นอาจารย์ที่วิเศษสุด” คือชื่อบทที่สั้นที่สุดของบทความในชุดนี้







