posttoday
ช่วยเอสเอ็มอียิ่งช้ายิ่งแย่

ช่วยเอสเอ็มอียิ่งช้ายิ่งแย่

24 ตุลาคม 2556

การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่อนุมัติแผนงานและโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่อนุมัติแผนงานและโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่รัฐบาลประกาศเป็นนโยบายให้มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่1 ม.ค.ที่ผ่านมา ตีกลับให้ผู้เกี่ยวข้องไปพิจารณามาใหม่ โดยให้รวมผลกระทบที่เอสเอ็มอีจะได้รับจากเหตุผลอื่น เช่น การก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และให้นำเสนอกลับมาใหม่

การตีกลับข้อเสนอช่วยเหลือเอสเอ็มอี เป็นเรื่องที่เอกชนผิดหวังอย่างยิ่ง หากจะว่าไปแล้วเอสเอ็มอีที่อยู่รอดมาได้ถึงวันนี้ต้องถือว่าอึดมาก แต่ก็ยังต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบ ส่วนที่ไปไม่รอดก็จำใจปิดกิจการ

หากพลิกดูไส้ในมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี 5 ประการ ได้แก่ 1.โครงการร่วมลงทุนเพื่อพัฒนาเครื่องจักร (Venture Capital) 1,000 ล้านบาท โดยกองทุนจะเข้าร่วมทุนกับเอสเอ็มอีในสัดส่วน 15-35% ของทุนจดทะเบียน วงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อราย เพื่อให้เอสเอ็มอีมีทุนในการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ระยะเวลาร่วมทุน5 ปี

2.โครงการสนับสนุนการปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพเครื่องจักร (Machine Fund For SMEs) 1.7 หมื่นล้านบาท โดย ครม.อนุมัติให้จัดสรรปีงบ 2557 เพื่อชดเชยดอกเบี้ยให้เอสเอ็มอีที่กู้เงินในโครงการ วงเงินไม่เกิน 25 ล้านบาทต่อราย วงเงินที่กันไว้เพื่อชดเชยดอกเบี้ย 3,400 ล้านบาท ส่วนวงเงินชดเชยที่เหลือให้ขอรับการจัดสรรงบในปี 2558-2559

3.ขยายเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าบริการรายปีตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ให้แก่ผู้ประกอบการโรงงานประเภท 2 และ3 จำนวน 9.05 หมื่นราย จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2556 ให้ขยายเวลาออกไป 3 ปี หรือตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2556-30 ก.ย. 2559 และให้กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอร่างกฎกระทรวงให้ ครม.อนุมัติต่อไป

4.โครงการคลินิกอุตสาหกรรมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน วงเงิน 475 ล้านบาท คือ โดยจัดคลินิกอุตสาหกรรมเคลื่อนที่ออกให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่ผู้ประกอบการ และช่วยเหลือเอสเอ็มอีในการเพิ่มรายได้และลดต้นทุนการผลิต 7,500 ราย และโครงการให้ความรู้แก่เอสเอ็มอีในด้านการจัดการ 2,000 ราย

และ 5.โครงการอัดฉีดเงินทุนหมุนเวียน โดยให้สถาบันการเงินสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนให้เอสเอ็มอีที่เป็นนิติบุคคลสัญชาติไทยในพื้นที่ทั่วประเทศ 1.37 หมื่นราย โดยภาครัฐจะชดเชยดอกเบี้ยให้เอสเอ็มอี 3% ต่อปี เป็นเวลา 1 ปี วงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ซึ่งในปีงบ 2556 รัฐบาลจะสนับสนุนงบ 400 ล้านบาท

ขนาดมาตรการเหล่านี้ ดูไปแล้วเหมือนจะมีผลทางนามธรรมมากกว่าเป็นรูปธรรม ครม.ยังถูกตีกลับ

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจทัศนะต่อการขึ้นค่าจ้าง 300 บาท จากกลุ่มตัวอย่าง 800 คน พบว่า มาตรการที่รัฐบาลออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการ ร้อยละ 34.3 ได้รับประโยชน์ปานกลางเท่านั้น และส่วนใหญ่ร้อยละ 73.1 ยังไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐเลย

หลังจากปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำภาคธุรกิจมีการปรับตัว ส่วนใหญ่ร้อยละ 39.7 ปรับเพิ่มราคา รองลงมาร้อยละ 26.5 ลดสวัสดิการลง และร้อยละ 16.2 หาเครื่องจักรทดแทนแรงงาน ปัจจุบันค่าจ้างหรือเงินเดือนที่ปรับขึ้นส่วนใหญ่ร้อยละ 11.9 กระทบต่อต้นทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สภาพคล่องของธุรกิจแย่ลงถึงร้อยละ 37.8

แน่นอนว่าประเทศไทยมีเอสเอ็มอีหลายกลุ่มอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม มีความเข้มแข็งที่แตกต่างกัน วิกฤตที่ผ่านเข้ามาแต่ละครั้ง

มีทั้งเอสเอ็มอีที่อยู่รอดยืนบนลำแข้งของตัวเองได้ บ้างมีตลาดเฉพาะหรือเกาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็น “เรือธง” ของการส่งออกไทยเช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร แต่บางกลุ่มต้องล้มหายตายจากแน่ๆ เพราะแข่งขันโดยพึ่งพาแรงงานราคาถูกเป็นหลัก เช่น เครื่องหนังรองเท้า เฟอร์นิเจอร์ บางกลุ่มต้องอยู่อาการ “ร่อแร่” ทันทีหากเกิดความไม่สงบในประเทศ เช่น ท่องเที่ยวและบริการ

แม้ อาทิตย์ วุฒิคะโร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม จะยอมรับว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกือบ 3 ล้านรายทั่วประเทศมีสัดส่วนประมาณ 50% หรือประมาณ 1.5 ล้านราย กำลังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่หดตัวและเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว รวมถึงกำลังซื้อลดลง แต่ยังไม่มีแผนออกมาตรการเพิ่มพิเศษเพื่อให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีแต่อย่างใด

ลำพังเจอผลกระทบจากค่าแรงก็แย่แล้วมาเจอเศรษฐกิจชะลอตัวผสมโรงยังไม่พอ เอสเอ็มอีต้องผจญกับต้นทุนด้านอื่นที่เพิ่มขึ้นอีก

ธนวรรธน์ มองว่า มีแนวโน้มว่าในช่วงไตรมาส 4 ปี 2556 ผู้ประกอบการจะปรับขึ้นราคาสินค้า และจากการสำรวจการปรับขึ้นแอลพีจีส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระดับปานกลางเพียงร้อยละ 51.5 ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาหรือไม่ร้อยละ 26.4 ขอดูสถานการณ์ก่อน

ดังนั้น เป็นไปได้ว่า ราคาสินค้าในปี 2557 จะปรับตัวสูงขึ้น หากไม่ขึ้นราคาเห็นท่าเอสเอ็มอีจะไปไม่รอด

หากรัฐบาลให้รอมาตรการช่วยเหลือพร้อมมาตรการที่ควรจะดำเนินการเมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมาเยือนในปี 2558 เมื่อถึงเวลานั้นไม่รู้ว่าจะมีผู้ประกอบการทนพิษเศรษฐกิจไม่ไหวล้มหายตายจากไปอย่างไร

ขณะนี้ถนนสายการเมืองมองไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายปรองดอง เศรษฐกิจก็มองไปที่การส่งออก การสร้างความเชื่อมั่นว่าจะเกิดน้ำท่วมอีกหรือไม่ และวิกฤตหนี้เสียของสหภาพยุโรป

ปัญหาของเอสเอ็มอีที่เป็นประเด็นร้อน ที่รอคอยให้รัฐบาลเร่งรีบแก้ไข ถูกกลบหายไปกับการดูแลภาพรวมเศรษฐกิจ และธุรกิจเอสเอ็มอีกลายเป็นกลุ่มที่ถูกลืมว่ากำลังแย่จากผลกระทบทั้งการเมือง เศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI