
รมว.ยธ.เห็นด้วยพ.ร.บ.นิรโทษ
รมว.ยธ.เห็นด้วยกับกฎหมายนิรโทษกรรม ชี้เคยถูกร่างแหมาแล้ว ธาริตขานรับ ปฏิวัติ 19 กันยา เสมือนต้นผลไม้พิษ
รมว.ยธ.เห็นด้วยกับกฎหมายนิรโทษกรรม ชี้เคยถูกร่างแหมาแล้ว ธาริตขานรับ ปฏิวัติ 19 กันยา เสมือนต้นผลไม้พิษ
เมื่อวันที่ 22 ต.ค.นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ชี้แจงต่อสื่อมวลชนกรณีการยกร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ภายหลังมีการแก้ไขการนิรโทษกรรมให้ครอบคลุมไปถึงผู้สั่งการให้ไม่ต้องรับโทษ โดยนายชัยเกษมกล่าวว่า เพิ่งมีโอกาสได้เห็นร่างแก้ไขกฎหมายพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งส่วนตัวเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมให้กับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดทุกฝ่าย รวมถึงฝ่ายการเมืองเพราะเห็นว่าหากต้องการจะยุติความขัดแย้งให้ได้ โดยปัจจุบันความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งทางการเมืองและผลประโยชน์ทางการเมือง ดังนั้นจึงต้องร่วมกันผลักดันเพื่อให้สิ่งที่เป็นปัญหามีทางออก
สำหรับกรณีที่มีการแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติมนิรโทษกรรมไปถึงผู้สั่งการโดยไม่สอบถามความเห็นจากประชาชน นั้นต้องยอมรับว่าประเทศใช้ระบอบรัฐสภาเสียงข้างมาก เมื่อเป็นการเสนอโดย ส.ส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่การเสนอโดยรัฐบาล สิ่งที่เสนอในรัฐสภาเป็นไปตามระบบไม่เช่นนั้นการออกกฎหมายทุกฉบับก็ต้องไปทำประชามติทุกครั้งซึ่งไม่สามารถทำได้ ส่วนก่อนหน้านี้ที่มีการหาเสียงว่าจะไม่นิรโทษกรรมผู้สั่งการแต่กลับไม่ทำตามที่หาเสียงนั้นเห็นว่าหากประชาชนไม่พอใจมีทางเดียวคือในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ไม่ต้องเลือกกลับมาอีก
รมว.ยุติธรรม ยังกล่าวว่า การนิรโทษกรรมไม่ได้เน้นที่ตัวบุคคลเป็นหลักแต่เน้นที่เหตุการณ์ ทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ก็จะได้รับสิทธิในการนิรโทษกรรมเท่าเทียมกันทุกฝ่าย ไม่สามารถเจาะจงว่าไม่ให้นิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ ในขณะนี้การแก้ไขร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ยังอยู่ในขั้นตอนการแปรญัตติ โดยการแปรญัตติสามารถทำได้โดยต้องไม่หลุดจากหลักการ
"ทั้งนี้ส่วนตัวรู้สึกหนักใจเพราะมีผู้ตั้งความหวังกับกระทรวงยุติธรรมแต่กระทรวงไม่ได้รับผิดชอบเรื่องดังกล่าวโดยตรง ผมดีใจที่ไม่ใช่ผู้เสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่สภาแต่เป็นเรื่องของสภาตามระบอบประชาธิปไตย หากไม่สู้ในสภาก็ต้องไปสู้กันข้างถนนตลอด ซึ่งผมเองก็ไม่เห็นด้วย ส่วนการออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเมื่อมีผลบังคับใช้แล้วก็เชื่อว่าไม่สามารถทำให้สังคมเกิดความรู้สึกปรองดองได้ 100% แต่โดยส่วนตัวก็ยังเห็นว่ามีดีกว่าไม่มี และหลังนิรโทษกรรมจะเห็นได้ชัดเจนว่าจะมีบางกลุ่มหายไปจากความขัดแย้งทันที"รมว.ยุติธรรม กล่าว
นายชัยเกษม กล่าวว่า ต้องการให้มีการนับหนึ่งใหม่ ซึ่งจะต้องมีการเคลียร์เรื่องเก่าทั้งหมด ไม่เช่นนั้นปัญหาก็จะไม่สิ้นสุด และติดค้างอยู่ตลอด ไม่มีใครได้ หรือเสียประโยชน์ทั้งหมด ส่วนเรื่องผลจากการนิรโทษกรรมจะทำให้ต้องคืนเงินในคดีทุจริตของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.นี้ แต่หากจะไปฟ้องร้องกับศาลแพ่งก็เป็นเรื่องของศาล หรือถ้าไม่อยากคืนเงินก็ต้องออกกฎหมายกำหนดให้ชัดเจน ทั้งนี้ยอมรับว่าตนก็หนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการรัฐประหาร เพราะถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)ดำเนินคดีเกี่ยวกับทุจริตซีทีเอ็กซ์ กว่าคดีจะจบใช้เวลานานกว่า 9 ปี ทั้งที่ตนตั้งใจทำงานและคิดว่าจะได้รับดอกไม้แต่เมื่อมีการปฏิวัติกลับได้รับแต่ก้อนหิน
นายสุชน ชาลีเครือ ที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้แม้แต่แกนนำคนเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็ไม่สบายใจกับร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม จึงเป็นหน้าที่กรรมาธิการต้องอธิบายและชี้แจง ส่วนตัวรู้สึกไม่สบายใจที่กรรมาธิการฝ่ายเสียงข้างน้อยออกมาพูดข้อเท็จจริงเพียงครึ่งเดียว จึงต้องขอร้องให้พูดความจริงทั้งหมด เพราะบ้านเมืองเวลานี้ต้องการเดินหน้าความปรองดอง แม้จะไม่มีฝ่ายไม่เห็นด้วยแต่เสียงข้างมากต้องทำหน้าที่ เชื่อว่าการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมไม่น่าจะเป็นเหตุจนรัฐบาลควบคุมไม่ได้
ด้านนายวิศิษฏ์ กล่าวว่า เรื่องการคืนเงินพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีระบุไว้ในกฎหมายฉบับนี้ เพราะผลของการนิรโทษกรรมระบุข้อความในกฎหมายว่า “หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำผิดพ้นจากความผิดโดยสิ้นเชิง” กฎหมายจะนิรโทษกรรมความผิดทางอาญา ไม่ได้ให้สิทธิอื่น คนที่ติดคุกก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง การสั่งให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินก็ไม่ใช่โทษทางอาญา กฎหมายนี้จึงไม่มีผลโดยอัตโนมัติให้คืนเงิน 46,000 ล้านบาท ในชั้นกรรมาธิการที่ตนร่วมอยู่ มองว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นประโยชน์ และไม่ใช่กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับแรก ที่ผ่านมาเคยมีมาแล้ว 20-30 ฉบับ แต่ออกโดยคณะปฏิวัติเพื่อเว้นโทษให้ตนเอง ประชาชนไม่สามารถแสดงความเห็นโต้แย้งได้ แต่ครั้งนี้ออกโดยระบบประชาธิปไตย ซึ่งตนมองว่าดีกว่ากฎหมายที่ออกโดยอำนาจที่โต้แย้งไม่ได้
“ในฐานะที่มีส่วนได้ส่วนเสียในกฎหมายฉบับนี้ ทั้งในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนดำเนินคดีทั้งกับคนเสื้อแดงและผู้สั่งการ คือนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ และในฐานะที่ตนเป็นผู้ที่ถูกนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพฟ้อง ซึ่งหากทำคดีต่อไป คาดว่า จะถูกฟ้องไม่ต่ำกว่า 2,066 คดี คาดว่ากว่าคดีจะจบก็ตนก็คงเสียชีวิตไปแล้ว หลังเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 ก.ย. 2549 ในทางกฎหมายถือเป็นการสร้างต้นผลไม้พิษ แต่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ( คมช.) ฉลาดล้ำลึก ที่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตนเอง ทำให้มีคนที่อยู่ในข่ายถูกจัดการจำนวนมาก ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มคนเสื้อแดง ดังนั้น จึงต้องโละทิ้งทั้งหมด ไม่ใช่โละให้เฉพาะฝ่ายปฏิวัติ ตอนนี้ต้นไม้พิษ ออกผลไม้พิษ และแตกกิ่งก้านสาขาไปเรื่อย ในหลักคิดจึงต้องโค่นต้นไม้พิษทิ้ง ซึ่งหลักการนี้เป็นหลักนานาชาติ ได้รับการยอมรับทั่วโลก ผมในฐานะเหยื่อจากต้นไม้พิษ อยากได้กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ อยากได้ทั้งหมด และสุดซอย ทั้งในฐานะผู้สอบสวนคดีและเหยื่อจากผลไม้พิษ”นายธาริต กล่าว







