
เศรษฐกิจเจอพิษการเมือง
ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจไทยใน 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ หลายตัวเริ่มปรับตัวดีขึ้นจนนักวิเคราะห์จากธนาคารต่างชาติอย่างธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจไทยใน 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ หลายตัวเริ่มปรับตัวดีขึ้นจนนักวิเคราะห์จากธนาคารต่างชาติอย่างธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) มองว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าสดใส ถึงกับตั้งเป้าหมายอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปีหน้าเอาไว้ถึง 5.5% เนื่องจากเชื่อมั่นว่าในปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะมีแรงขับเคลื่อนพิเศษ คือการลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานประเทศและการลงทุนของเอกชน
อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) มองเศรษฐกิจไทยปีหน้าบวกมาก ถึงแม้ว่าโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาทของภาครัฐจะไม่เกิดเลย จีดีพีก็น่าจะโตได้ 4.3% เพราะการลงทุนทางตรงที่ยื่นขอบีโอไอไว้จะเริ่มเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินจริง มีการลงทุนก่อสร้างโรงงาน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้
อย่างไรก็ดี การมองเศรษฐกิจในเชิงบวกนี้อาจไม่มีการนำเอาปัจจัยทางการเมืองเข้าไปบวกเป็นความเสี่ยง ความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ไม่ใช่ธรรมดา การเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมกำลังเป็นชนวนให้เกิดการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอีกครั้ง
ชนวนจาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมได้ทำให้กลุ่มต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มเสื้อหลากสี กลุ่มไทยสปริง กลุ่มกรีน และกลุ่มกองทัพประชาชนฯ อาจจะมารวมตัวกัน ทำให้ขนาดของกลุ่มต่อต้านมากขึ้น และไม่อาจคาดเดาได้ว่าหากสถานการณ์สุกงอมจะทำให้เกิดอะไรขึ้น
เรื่องนี้กำลังสร้างความวิตกกังวลให้กับภาคธุรกิจอย่างมาก เนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยงว่าจะกระทบแผนการลงทุนภาครัฐและความเชื่อมั่นนักลงทุน
ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังจะเจอ 3 ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจในระยะ 36 เดือนข้างหน้า
ปัจจัยเสี่ยงข้อแรกคือ การส่งออก ซึ่งยังมีข้อสงสัยว่าเศรษฐกิจโลกได้ฟื้นตัวแล้วจริงหรือ แม้ว่าการส่งออกในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาจะเป็นบวกก็ตาม แต่จากปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐ รวมทั้งจีน จึงทำให้การส่งออกยังน่าเป็นห่วงและเป็นความเสี่ยง
ปัจจัยเสี่ยงข้อต่อมาคือ การลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐตาม พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่แม้จะผ่านวุฒิสภามาได้แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลออกมาอย่างไร
และปัจจัยเสี่ยงสุดท้าย คือผลการตัดสินข้อพิพาทคดีเขาพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ศาลโลกจะแถลงผลตัดสินในวันที่ 15 พ.ย.นี้
จากสภาพปัจจุบันเศรษฐกิจและการเมืองไม่อาจแยกกันโดยเด็ดขาดได้ เพราะผู้กำหนดนโยบายคือฝ่ายการเมือง หากการเมืองไม่นิ่งจะให้เศรษฐกิจดีคงเป็นไปไม่ได้
ในช่วงปีสองปีแรกของการบริหารประเทศ รัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐในการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมากผ่านนโยบายประชานิยมและการลงทุน โดยเฉพาะโครงการรับจำนำเพิ่มรายได้เกษตรกร ทำให้เกิดการบริโภคและการลงทุน สามารถชดเชยการส่งออกที่หายไปได้ดีในระดับหนึ่ง
ขณะที่นโยบายรถคันแรกก็ทำให้การลงทุนของภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เกิดการลงทุนและการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้น เป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มขึ้น แต่สุดท้ายก็แป้กเพราะแทนที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัว กลับทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น และสร้างภาระต่องบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก
บางนโยบายของรัฐบาลก็ถูกมองว่าเป็นการบั่นทอนเศรษฐกิจเช่นกัน คือ นโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท ซึ่งถูกมองว่าทำให้กระทบผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องปิดกิจการ เพราะต้นทุนสูง ทำให้คนตกงานเพิ่ม และทำให้เศรษฐกิจชะงักในที่สุด
เศรษฐกิจปีนี้โดนฉุดจากปัจจัยภายนอกประเทศที่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าไม่ฟื้นตัว ทำให้การส่งออกหดตัวรุนแรง และรัฐบาลก็ไม่สามารถที่จะใช้แรงส่งเศรษฐกิจจากการบริโภคและการลงทุนในประเทศเข้าไปช่วยได้
โชคร้ายคือ การชุมนุมต่อต้านทางการเมืองมาเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี และไม่มีใครรู้ว่าจะยืดเยื้อไปนานแค่ไหน ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบไปจนถึงเศรษฐกิจในปีหน้า
เมื่อการเมืองติดหล่ม พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแล้ว เรื่องอื่นๆ ที่รอการพิจารณาของรัฐบาลก็จะหยุดชะงัก ทั้ง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท การลงทุนในโครงการน้ำ หากยิ่งไปขยับอะไรที่อ่อนไหวกับการเมือง โอกาสที่จะบานปลายเกิดขึ้นได้ง่ายมาก
แม้มุมมองของอุสราจะคิดจากการลงทุนของภาคเอกชนล้วนๆ แต่หากความเชื่อมั่นหดหายจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง การชะลอการลงทุนของต่างชาติก็เป็นไปได้เช่นกัน
ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ มองว่า นโยบายรัฐบาลไทยเป็นพันธมิตรกับทุกประเทศ วันนี้เป็นโอกาสของไทย ขอให้การเมืองนิ่ง คนไทยจะร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์
ความหวังของนักธุรกิจที่อยากเห็นปัญหาการเมืองนิ่ง เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปด้วยดีอาจจะกลายเป็นแค่ความฝัน หากรัฐบาลไม่สนใจและยังตั้งหน้าจะนำเอาปัญหาการเมืองมานำเศรษฐกิจเหมือนที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
ฉะนั้น ก็เตรียมใจไว้ได้เลยว่า ความหวังว่าข่าวดีเศรษฐกิจว่าปีหน้าจะสดใส คนไทยอยู่ดีกินดี สุดท้ายเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม







