
วิทเอาต์ แอนด์ วิทอิน
เมื่อสองสามวันนี้ คุณกรกิจ ดิษฐาน ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ของหนังสือพิมพ์ M2F ได้กรุณาแปลหนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนึ่ง Without and Within มาให้ และแปลได้ดีเยี่ยม
เมื่อสองสามวันนี้ คุณกรกิจ ดิษฐาน ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ของหนังสือพิมพ์ M2F ได้กรุณาแปลหนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนึ่ง Without and Within มาให้ และแปลได้ดีเยี่ยม
เป็นหนังสือที่มูลนิธิ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ร่วมกับมูลนิธิปัญญาประทีป โดยการสนับสนุนของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมโรงแรม และธรรมภาคีองค์กรภาคธุรกิจ ได้จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสพุทธชยันตี 2600 ปีแห่งการตรัสรู้ ฉลองพระชันษา 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ที่ผ่านมา และเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อจัดถวายพระธรรมทูตทั่วโลกและจัดวาง ณ ที่พักแรมทั่วประเทศไทย ด้วยจำนวนประเดิม 8.4 หมื่นเล่ม
หนังสือเป็นแนวถามตอบที่ชาวต่างประเทศมีความสงสัยเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ทั้งต่อบุคคล คำสอน และอื่นๆ ถามท่านชยสาโร ภิกขุ ศิษย์หลวงพ่อชา แล้วท่านก็ตอบ บางคำถามก็เป็นการรวบรวมมาจากที่ต่างๆ มาตอบเพราะเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์
คำถามนั้นเยอะมาก แต่คุณกรกิจก็เข้าใจเลือกคำถามมาแปล ล้วนแล้วน่าติดตามมาก ผมเชื่อว่าไม่ใช่แค่ฝรั่งผู้ซึ่งไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ จะคลายความสงสัยในระดับหนึ่ง แถมชาวพุทธและคนไทยเรายังจะได้ประโยชน์ด้วย
ที่ไม่เคยรู้...ก็จะได้รู้ และหลายๆ คำถามเราก็ไม่คิดว่าฝรั่งจะถามได้ ซึ่งต้องขอบคุณพวกฝรั่ง วันนี้เลยนำมาให้อ่าน
พระพุทธองค์ทรงมีพระอารมณ์ขันหรือไม่?
ท่านชยสาโร ตอบว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตระหนักว่า การใช้อารมณ์ขันอย่างพอเหมาะพอควร จะช่วยให้ผู้สดับพระธรรมเทศนาได้รู้แจ้งด้วยความรู้สึกปราโมทย์ยินดี และเชื่อมั่นในพระธรรมนั้นอย่างสนิทใจ
หลายต่อหลายครั้งที่พระองค์ทรงใช้ความหลักแหลมด้านโวหารและทักษะทางอักษรศาสตร์ ซึ่งทรงได้ศึกษาเล่าเรียนมาเมื่อครั้งยังทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เพื่อทำให้ผู้สดับพระธรรมเทศนาเกิดความประทับใจ
หากพินิจอย่างถี่ถ้วนแล้วเราจะพบพระปรีชาสามารถของพระองค์ในด้านนี้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเชาวน์ปัญญาในการพจนา การแจกแจงถ้อยความอย่างชาญฉลาด การแย้มพระสรวลที่น่าตรึงใจ และการใช้อุปมาอุปไมยที่ยังให้เกิดความรื่นรมย์
แม้ว่าเราจะไม่พบพุทธพจน์ตอนใดที่จะทำให้บังเกิดความรู้สึกขบขันอย่างตรงไปตรงมาก็ตาม แต่เมื่อคนยุคเราได้สดับหรืออ่านพุทธพจน์บางตอนแล้ว จะสามารถจินตนาการได้ไม่ยากว่า ยามที่สาธุชนได้สดับพระธรรมเทศนา จะมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของพวกเขาเหล่านั้นด้วยความเบิกบานใจมากเพียงใด
พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคลจนขาดมิติทางสังคมหรือไม่?
คำว่า “พุทธศาสนา” (Buddhism) เป็นคำที่เพิ่งนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายเมื่อไม่นานนี้ ในสมัยพุทธกาลนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเรียกคำสั่งสอนของพระองค์ว่า “ธรรมวินัย”
คำว่า วินัย หมายถึงแนวทางในการจัดระเบียบปัจจัยภายนอกเพื่อให้เกิดเงื่อนไขอันเหมาะสม สำหรับการศึกษา ปฏิบัติ และรู้แจ้งในพระธรรม ทั้งนี้ พระวินัยอยู่ในรูปของกฎและระเบียบว่าด้วยการปฏิบัติของตนของพระสงฆ์ แต่ก็สามารถนำมาปรับใช้กับสังคมโดยรวมได้เช่นกัน
ในอีกบริบทหนึ่ง พระวินัยยังอยู่ในรูปของกฎหมาย ธรรมเนียม และกติกาอันมีจุดประสงค์เพื่อนำไปสู่การสละซึ่งโลภ โกรธ หลง ในสังคมเรา และเป็นแนวทางสนับสนุนให้เกิดความยุติธรรม สันติภาพ และความกลมเกลียวกันในสังคม
ผู้ที่ศึกษาคัมภีร์ทางพุทธศาสนาขั้นมูลฐานจะพบคำสอนที่สะท้อนถึงมิติทางสังคม ซึ่งปรากฏใน “พระธรรม”
อย่างไรก็ตาม นักศึกษาพุทธศาสนาชาวตะวันตกมักละเลยแง่มุมนี้ เพราะมักหันมาใส่กับคำสอนเกี่ยวกับปฏิบัติสมาธิภาวนามากกว่า อีกทั้งยังมีทัศนคติที่ต้องการคำสอนของพุทธศาสนาล้วนๆ ที่ปลอดจากอิทธิพลของวัฒนธรรมเอเชีย แต่การกระทำเช่นนี้ ทำให้ชาวตะวันตกบางกลุ่มมีทัศนะเกี่ยวกับพระธรรมวินัยที่ขาดๆ เกินๆ
กระนั้นก็ตาม เมื่อมองอีกด้านหนึ่ง บรรดาผู้นำในประเทศที่นับถือพุทธศาสนาในเอเชียเองก็ยังให้เกิดความผิดเพี้ยนเช่นกัน อาทิ ในประเทศไทย ที่ตอนนี้หลักการตลาดเสรีของแนวคิดทุนนิยม ได้กลายเป็นพระเจ้าองค์ใหม่ที่มีอิทธิพลต่อผู้คนเหนือพระวินัยไปเสียแล้ว ก่อให้เกิดทัศนะที่ว่า การกอบโกยผลประโยชน์ระยะสั้นเป็นสิ่งที่ควรค่ามากกว่าการแสวงหาอริยทรัพย์อันยั่งยืนในระยะยาว
ยังมีอีกหลายคำถามที่คุณกรกิจแปลไว้ สัปดาห์หน้าจะเอามาให้อ่านอีก







